บทที่ 3 ข่าวดี

2372 Words
บทที่ 3 ข่าวดี หยางเหม่ยอวี้ถูกปลุกตั้งแต่เช้า เพราะวันนี้เป็นวันที่พี่ชายจะพานางออกไปเที่ยวข้างนอก เสี่ยวอ้ายเลือกชุดสีชมพูสดใส ดูแล้วคงจะเหมาะกับคุณหนูของนางยิ่งนัก “คุณหนูใส่ชุดนี้นะเจ้าคะ” “อืม” นางไม่ใส่ใจเรื่องพวกนี้เท่าใดนัก ให้เสี่ยวอ้ายจัดการเรื่องพวกนี้ไป เสี่ยวอ้ายจัดการแต่งหน้าทำผมให้เจ้านาย คุณหนูของนางเดี๋ยวนี้ไม่ใส่ใจเรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อย แต่นางรู้สึกว่าคุณหนูงดงามกว่าแต่ก่อนมากนัก อาจจะเป็นเพราะคุณหนูเริ่มจะเข้าสู่วัยสาวแล้ว “เสร็จแล้วเจ้าค่ะ” “เราไปกันเถิด พี่รองคงจะรอนานแล้ว” หยางเหม่ยอวี้เดินนำสาวใช้ไปที่โถงกลาง เพื่อทานอาหารกับพี่ชาย แล้วค่อยออกไปข้างนอกด้วยกัน “พี่รอง” หญิงสาวเอ่ยทักทายพี่ชายที่นั่งอยู่ “นั่งลงทานอาหารเถิด เราจะได้ออกไปข้างนอกกัน” เขาส่งยิ้มให้น้องสาว แล้วเรียกน้องสาวให้นั่งลงเพื่อทานอาหาร “เจ้าค่ะ” ทั้งสองนั่งทานอาหารกันเงียบ ๆ เพราะทั้งสองเป็นคนที่ไม่พูดมากอยู่แล้ว อาหารมื้อนี้จึงเป็นไปอย่างสงบ หลังจากทานอาหารเสร็จ ทั้งสองก็นั่งรถม้าออกมาด้วยกัน เมื่อหยางเล่อผิงเห็นว่าใกล้จะถึงตลาดแล้ว จึงเอ่ยถามน้องสาว “อวี้เอ๋อร์ เจ้าอยากจะได้อะไรหรือไม่ พี่จะได้พาเจ้าไปซื้อ” “ไม่มีเจ้าค่ะ เราเดินดูไปเรื่อย ๆ ก็ได้” ตอนนี้นางยังไม่ได้อยากได้อะไร ชีวิตตอนนี้ของนางก็เพียบพร้อมอยู่แล้ว “ได้ หากอยากได้อะไรขอเพียงบอก พี่จะซื้อให้เจ้าเอง” หยางเล่อผิงเอ่ยอย่างใจกว้าง นาน ๆ ทีจะออกมากับน้องสาว เขาผู้เป็นพี่ชายก็ต้องทุ่มสุดตัวเสียหน่อย “พี่รองเป็นคนพูดเองนะเจ้าคะ” เมื่อได้ยินคำนี้ ความรู้สึกอยากได้สิ่งต่าง ๆ ก็เพิ่มขึ้นทันที “ได้” เขายกยิ้มให้กับท่าทางของน้องสาว แบบนี้สิถึงจะเหมาะสมกับคำว่าเด็กสิบสองสิบสาม รถม้าหยุดลงสองพี่น้องก็พากันเดินเลือกซื้อของที่ต้องการ แต่ก็ไม่วายถูกเหล่าคุณหนูที่ออกมาเลือกซื้อของมองอย่างดูถูก สตรีที่เกียจคร้านเช่นนี้จะมีผู้ใดอยากจะได้ไปเป็นภรรยา แม้พวกเขาจะหลงใหลในความงามนั้น มารดาของพวกเขาคงไม่ยอม เท่านี้พวกนางก็ตัดคู่แข่งไปได้อีกหนึ่ง “คิดว่าใคร ที่แท้ก็คุณหนูสกุลหยางผู้เกียจคร้านนี้เอง” ฟานเจียวจิงพูดขึ้นอย่างดูถูก มีสตรีสกุลใดบ้างที่ทำตัวเช่นนาง มารดาที่สิ้นไปของนางตอนนี้คงนั่งร้องไห้อยู่ในปรโลกแล้วกระมัง จบคำพูดของฟานเจียวจิง เสียงหัวเราะก็ดังขึ้น เหล่าสตรีทั้งหลายต่างก็พากันไม่ชอบหยางเหม่ยอวี้กันทั้งนั้น เพราะรูปโฉมที่งดงาม ความสามารถที่ล้นเหลือ เมื่อนางกลายมาเป็นสตรีเกียจคร้านเช่นนี้ จะมิให้พวกนางดีใจได้อย่างไร “เจ้าคือคุณหนูบ้านใด” หยางเหม่ยอวี้แสร้งถาม นางจำฟานเจียวจิงผู้นี้ได้ขึ้นใจ คนที่ทำให้นางต้องตาย นางจะลืมได้อย่างไร หญิงสาวพยายามละงับความแค้นที่มีเอาไว้ มือของนางกำเอาไว้แน่น แต่ใบหน้าของนางยังคงเรียบนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “คุณหนูผู้นี้คือ คุณหนูฟานเจียวจิง บุตรสาวคนโตของเสนาบดีกรมขุนนาง” ซือเพ่ยหรง เอ่ยบอกอย่างเอาอกเอาใจ บิดาของนางเป็นเพียงขุนนางในกรมขุนนางเท่านั้น ไม่ได้ต่ำแหน่งใหญ่โตอะไร นางจึงต้องคอยเอาใจฟานเจียวจิง “อ่อ ที่แท้ก็คุณหนูฟาน ต้องขอโทษด้วยที่จำเจ้ามิได้ เพราะเจ้าไม่มีอันใดโดดเด่นพอที่จะทำให้ข้าต้องจดจำ” หยางเหม่ยอวี้พูดจบก็ดึงพี่ชายเดินออกไปจากตรงนี้ทันที ปล่อยให้คนพวกนั้นยืนตกตะลึงกับคำพูดของนาง ฟานเจียวจิงเมื่อได้ยินคำพูดของหยางเหม่ยอวี้ก็ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนนิ่งอย่างตกตะลึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราด แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะนางอยู่ข้างนอก มิได้อยู่ในจวน “กลับ!!” นางแทบอยากจะกรีดร้องออกมา แต่ก็ต้องรักษาภาพลักษณ์เอาไว้ ค่อยดูเถิด ข้าจะต้องทำให้เจ้าอับอายให้ได้ หยางเหม่ยอวี้ หญิงสาวได้แต่คิดในใจ จากนั้นก็กลับจวนทันที เพราะนางไม่มีอารมณ์ที่จะเดินเลือกซื้อของต่อแล้ว การทำให้ฟานเจียวจิงอับอายต่อหน้าผู้คนได้ ก็ทำให้หยางเหม่ยอวี้อารมณ์ดีขึ้นยิ่งกว่าเดิม ในตอนแรกนางคิดว่าจะออกมาเดินซื้อของเท่านั้น ไม่คิดว่าจะมาเจอศัตรูคู่อาฆาตเช่นนี้ “น้องสามอย่าได้เก็บคำพูดเหล่านั้นไปคิด แม้เจ้าจะเป็นเช่นไร พวกเราก็จะอยู่ข้างเจ้าเสมอ” หยางเล่อผิงปลอบน้องสาวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น พวกเขาไม่อายที่น้องสาวทำตัวแบบนี้ ผู้อื่นก็ไม่มีสิทธิ์มาวิจารณ์เช่นกัน ยังดีที่น้องสาวของเขารู้จักสู้คน มิเช่นนั้นเขาจะเป็นคนจัดการพวกนางด้วยตัวเอง “ข้าไม่ได้เก็บคำพูดของพวกนางมาใส่ใจหรอก พี่รองอย่าได้กังวลไป” หญิงสาวตอบด้วยท่าทางที่สบาย ๆ แสดงให้เห็นว่าคำพูดเหล่านั้นไม่สามารถทำอะไรนางได้ “ดี ดีมากน้องสาวพี่” เขาพูดอย่างพึ่งพอใจ แล้วเข้าไปโอบไหล่น้องสาวแล้วเดินเคียงคู่กันไปเลือกซื้อของต่อ โดยไม่สนใจสายตาของผู้คนที่มองมา “เจ้าอยากได้อันใด เพียงแค่เอ่ยปากมา พี่จะเป็นคนซื้ิอให้เจ้าเอง” เขารู้ว่าอีกไม่นานก็ต้องเดินทางไปชายแดน เพื่อรักษาดินแดนทิศบูรพา ไม่อาจอยู่ข้างน้องสาวเช่นนี้อีก จึงอยากจะทำดีกับนางให้มากที่สุด “เราเดินดูไปเรื่อย ๆ เถิดเจ้าค่ะ ข้ายังไม่ต้องการอะไรเป็นพิเศษ” นางยิ้ม ๆ พลางเดินดูของต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ได้สนใจจะซื้ออะไรเป็นพิเศษ “ได้ วันนี้พี่ชายมีเวลาเดินเที่ยวกับเจ้าทั้งวัน” ชายหนุ่มพูดอย่างอารมณ์ดี หายากที่จะได้ออกมาเดินเล่นกับน้องสาวเช่นนี้ หยางเหม่ยอวี้ ยิ้มออกมาเท่านั้นไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก นางเลือกซื้อของไปหลายชิ้น โดยมีพี่ชายเป็นคนจ่ายให้ทั้งหมด เมื่อเดินซื้อของกันจนพอใจแล้ว ก็พากันกลับจวน “วันนี้ก็เหนื่อยมากแล้ว เจ้ากลับเข้าไปพักผ่อนที่เรือนเถิด พี่จะไปที่สำนักศึกษาต่อ” หยางเล่อผิงเอ่ยบอกน้องสาวด้วยแววตาเอ็นดู วันนี้เขาพานางเดินทั้งวัน นางคงจะเดินจนเหนื่อย “เจ้าค่ะ พี่รองรักษาสุขภาพด้วย” หญิงสาวเอ่ยลาพี่ชาย จากนั้นจึงเดินเข้าไปในจวน เพื่อกลับไปพักผ่อนที่เรือน หยางเล่อผิงมองน้องสาวเดินเข้าไปในเรือนจนสุดสายตา ก่อนจะควบม้าออกไปที่สำนักศึกษา ************** หยางเหม่ยอวี้นั่งเหม่อมองท้องฟ้าด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ นี่ก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว เหตุใดบิดาของนางยังไม่เดินทางกลับมาอีก หรือที่เขาพูดเอาไว้จะไม่เป็นความจริง หญิงสาวได้แต่นั่งคิดเพียงคนเดียว เพราะไม่สามารถพูดเรื่องนี้กับใครได้ อีกไม่นานก็จะถึงวันปักปิ่นของนางแล้ว นางอยากให้บิดาและพี่ชายอยู่ในวันสำคัญของนางด้วย “เจ้าสงสัยในความสามารถของข้าหรือ” โม่เทียนปรากฏตัวขึ้นทันที หลังรับรู้ว่าหญิงสาวกำลังคิดถึงตัวเอง ช่วงนี้เขาไม่ค่อยมีเวลามาหานางบ่อยนัก เพราะในโลกมนุษย์แห่งนี้ทำอะไรได้ไม่สะดวก เขาจึงต้องตะเตรียมอะไรนิดหน่อย ให้สามารถจัดการอะไรได้ง่ายขึ้น “นี่ก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว ข้ายังไม่เห็นความคืบหน้าอันใดเลย” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งไร้อารมณ์ ไม่ได้หันไปมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่เลยแม้แต่น้อย “สิ่งที่ข้าเอ่ยรับปากเจ้า ข้าสามารถทำได้เสมอ แม้แต่เรื่องที่ยุ่งยากเช่นส่งเจ้ากลับมาแก้แค้น ข้ายังสามารถทำได้ แล้วเรื่องเพียงแค่ทำให้บิดาเจ้าชนะศึก เหตุใดจะไม่สามารถทำได้” เขายังคงพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แม้นางจะไม่ได้หันมามองเลยแม้แต่น้อย เมื่อได้ยินคำพูดของเขา หยางเหม่ยอวี้ก็หันกลับไปมองเขาอย่างช้า ๆ นางรู้ว่าเขาทำได้ แต่นางร้อนใจกลัวเพราะมันก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว ก็ยังไม่เห็นความคืบหน้าอะไร “เจ้าว่างใจ อีกไม่นานทุกอย่างก็สำเร็จ” เขาพูดเพื่อให้นางสบายใจ อีกไม่นานข่าวการชนะศึกของแม่ทัพหยางคงจะมาถึงเมืองหลวง “จริงหรือ ท่านมิได้หลอกข้าใช่หรือไม่” หญิงสาวถามขึ้นอย่างดีใจ ในครานั้นแม้แต่พูดคุยกับบิดาสักคำนางยังไม่สามารถทำได้ นางอยากจะสนทนากับเขาอีกสักครั้ง “ข้าไม่เคยหลอกลวงเจ้า ขอเพียงเจ้าเชื่อใจข้าก็พอ” เขามองใบหน้าของนางด้วยความคะนึงหา ไม่ได้เจอกันนานหลายเดือน นางดูงดงามขึ้นกว่าตอนที่ลงไปอยู่ในโลกมนุษย์เสียอีก อีกทั้งในตอนนี้นางยังดูงดงามเหมือนดั่งเช่นที่เขาเคยพบนางในตอนแรก ครั้นที่เขาได้ตกหลุมรักนาง หยางเหม่ยอวี้ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่ม นางพยายามหาความจริงในดวงตาลึกลับดูน่าค้นหาคู่นั้น แต่นางก็ไม่พบอะไรสักอย่างในดวงตาคู่นั้น แต่กับถูกดวงตาคู่นั้นดึงดูจนไม่อาจถอนตัว “ข้าเชื่อใจท่าน” หญิงสาวตอบอย่างไม่รู้ตัว “ขอเพียงเจ้าเชื่อใจข้าก็พอ” เขายื่นมือไปสัมผัสใบหน้าของนางอย่างอ่อนโยน แม้ในใจจะอยากทำมากกว่านี้แต่ก็ต้องอดใจเอาไว้ก่อน รอวันที่นางจำเรื่องราวทุกอย่างได้ วันที่เขารอคอยก็จะมาถึง นางไม่ได้พูดอะไร เอาแต่จ้องมองเขาอยู่อย่างนั้น นางก็ไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดถึงเชื่อใจเขามากมายปานนั้น แต่นางก็ไม่สามารถอธิบายเรื่องนี้ได้ เมื่อเห็นว่านางไม่พูดอะไร เขาจึงได้เอ่ยต่อ “ข้ามีของสิ่งหนึ่งจะมอบให้เจ้า คืนนี้จงเตรียมตัวให้พร้อม” ที่วันนี้เขามาหานางได้ เพราะสิ่งที่เขาเตรียมเอาไว้สำเร็จแล้ว และจะต้องส่งมอบให้เจ้าของที่แท้จริงแล้ว “ท่านจะมอบอะไรให้ข้าอย่างนั้นหรือ” นางถามอย่างแปลกใจ เพราะที่เขาทำทุกอย่างให้นาง มันก็มากพอแล้ว “เมื่อถึงเวลา เจ้าก็จะรู้เอง” เขาไม่ยอมบอกอะไร เขาอยากให้นางไปเห็นด้วยตาของตัวเอง “ได้” นางตอบอย่างไม่ลังเล ยามอยู่ใกล้เขา นางรู้สึกว่าไม่ต้องกลัวอะไร “เมื่อถึงเวลา ข้าจะมาพาเจ้าไป” พูดจบเขาก็หายไปอีกเช่นเคย ไม่ได้อยู่ให้นางได้ถามอะไรต่อ หลังจากที่เจากายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย หยางเหม่ยอวี้ก็หันกลับไปมองทิวทัศน์อีกครั้ง แต่ก็ต้องถูกขัดด้วยสาวใช้คนสนิท “คุณหนู” “มีอันใดหรือ” นางถามโดยไม่หันไปมองอีกเหมือนเคย “คุณชายรองมารอพบ ตอนนี้อยู่ที่ศาลาเหลียนฮวาเจ้าค่ะ” “เดี๋ยวข้าตามออกไป” พี่รองมีเรื่องอะไรต้องมาพบนางเร่งด่วนแบบนี้ ปกติเวลาพี่รองต้องอยู่ที่สำนักศึกษามิใช่หรือ “เจ้าค่ะ” เสี่ยวอ้ายตอบรับแล้วเดินออกไปทันที หยางเหม่ยอวี้ เข้าไปเปลี่ยนชุดในห้องแล้วรีบออกไปพบพี่ชายที่รออยู่ศาลาเหลียนฮวา เมื่อมาถึงศาลา หญิงสาวก็ตรงไปเข้าไปหาพี่ชายด้วยความเรียบร้อนทันที หวังว่าที่มาพบนางในครั้งนี้คงจะมีข่าวดี “พี่รองมาหาข้ามีอันใดหรือ” หญิงสาวถามด้วยความร้อนรน “พี่มีข่าวดีมาบอกเจ้า” เขาพูดขึ้นอย่างดีใจ นี่ถือเป็นข่าวดีที่สุดที่เขาได้รับ “ข่าวดี ท่านพ่อหรือ” หยางเหม่ยอวี้ถามอย่างดีใจ ข่าวดีในตอนนี้คงจะมีเรื่องเดียว คือเรื่องของบิดาและพี่ใหญ่ “เป็นดั่งที่เจ้าคิด ท่านพ่อและพี่ใหญ่ชนะศึก กำลังเดินทางกลับมาเมืองหลวง” เขาบอกทุกอย่างกับน้องสาวตามที่ได้รู้มา “พี่รองมิได้โกหกใช่หรือไม่” หยางเหม่นอวี้ร้องไห้ออกมาอย่างดีใจ ในที่สุดข่าวที่นางนอคอยก็มาถึง วันที่บิดาและพี่ใหญ่จะได้เดินทางกลับมาเมืองหลวง “พี่จะโกหกเจ้าไปทำไม” เขายื่นมือไปเช็ดน้ำตาให้น้องสาวอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยต่อไป “อย่าร้องไห้ไป เราควรจะดีใจมิใช่หรือ” “ข้าเพียงแค่ดีใจมากไปก็เท่านั้น” หญิงสาวพูดขึ้นพลางยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาของตัวเอง นางยิ้มออกมาอย่างดีใจ นี่เป็นข่าวดีที่สุดที่นางได้รับ นางไม่สามารถกลั้นน้ำตาแห่งความดีใจเอาไว้ได้ “หากดีใจก็หยุดร้องไห้เสีย” หยางเล่อผิงพูดขึ้นอย่างขบขันกับท่าทางของน้องสาว จะอย่างไรนางก็เป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบสี่หนาว นางควรจะร่าเริ่งและออกไปเล่นกับเด็กคนอื่น ไม่ควรเก็บตัวเงียบเช่นตอนนี้ เขาคิดว่าหากบิดากลับมา น้องสาวของเขาจะกลับมาร่าเริ่มบ้าง
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD