ทั้งสามคนพร้อมใจกันเงียบเสียงของตัวเองลง พร้อมกับใช้สายตาจ้องมองตรงไปที่เป้าหมาย ในขณะที่อีกฝ่ายก็หันมามองเพื่อนชายในจังหวะเดียวกัน จากนั้นจึงชักสายตากลับมาหาคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกันตามเดิม
ความจริงเจ้าจันทร์เห็นพวกมันตั้งแต่เดินเข้ามานั่นแล้ว เพียงแต่หญิงสาวยังไม่ได้เดินเข้าไปทักทายพวกมันเท่านั้นเอง
ถึงแม้เจ้าจันทร์จะมีปากเสียงกับคันศรไปเมื่อตอนเช้า แน่นอนว่าหญิงสาวไม่ได้เก็บมันมาใส่ใจเลยด้วยซ้ำ...
เพราะอะไรนะเหรอ?
เพราะคันศรก็ทำแบบนี้กับเจ้าจันทร์มาตั้งแต่อยู่อนุบาล อีกทั้งสันดานของมันก็ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยสักนิด ไม่เคยคิดอะไรทั้งนั้นก่อนจะพูดออกมา ราวกับว่าในปากของมัน มีหมาเข้าไปนอนตายรวมกันอยู่หลายตัว
คันศรชอบพูดจาดูถูกเธอทุกอย่าง และหลายต่อหลายครั้งที่มันว่าเจ้าจันทร์เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ...เพราะตอนสอบเข้าหมอ หญิงสาวก็มาเปลี่ยนใจเอากลางคัน โดยอ้างกับพวกมันว่าเธอกลัวศพอาจารย์ใหญ่ เพราะต้องการจะให้ทุกอย่างจบๆ ไป จะได้ไม่มีใครมาถามเอาอะไรกับเธออีก
พอตามมาเรียนวิศวะ คันศรก็หาว่าเจ้าจันทร์ไม่มีจุดยืน...
แล้วมันก็ฝืนตัวเองไม่ไหว ตามที่อีกฝ่ายพูดจาดูถูกเธอเอาไว้จริงๆ
ข้อนี้หญิงสาวไม่ขอเถียงกลับ และกล้าที่ยอมรับความจริงออกมา ว่าวิศวะมันไม่ใช่ทางของคนที่รักศิลปะอย่างเธอ
การเรียนวิศวะมันจะต้องแก้สมการ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน แล้วมันก็ยากมากขึ้นไปเรื่อยๆ
ช่วงระยะเวลาที่เจ้าจันทร์เรียนผ่านมาได้ตั้งสองปี ก็เพราะมีพวกมันที่คอยช่วยทำงานส่งอาจารย์ให้ทั้งนั้นเลย...
ไม่เคยชอบวิศวะ แล้วจะเอาใจที่ไหนไปเรียนได้วะ...
อีกอย่างเกรดเฉลี่ยรวมทุกเทอมของเจ้าจันทร์ สุดท้ายแล้วมันก็คงทำให้ไปต่อไม่ได้อยู่ดี...
แต่ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ก็คือความรู้สึกที่มีให้กับคันศรมากกว่าคำว่าเพื่อนรักนั่นต่างหาก...ที่ทำให้เจ้าจันทร์...
ต้องการจะตัดความสัมพันธ์จากมันให้ขาด!...
ถึงแม้จะรู้สึกว่ามันยากมากเหลือเกิน...
“สัด! หัวร่อต่อกระซิกใส่กันซะน่าหมั่นไส้เลยแม่ง!”
อยู่ๆ คันศรก็พูดขึ้นมาโดยไม่มีหัวข้อใดๆ ก่อนจะเบี่ยงสายตาไปอีกทาง อย่างบอกความรู้สึกของตัวเองไม่ได้ มันดูขวางหูขวางตาจนไม่อยากจะทนมองมันเลยให้ตาย!
“ตรงไหนวะ!?”
ใต้ฝุ่นละสายตาหันมาถาม จากนั้นจึงมีเสียงของโชกุนตามมาด้วยคำถามเดียวกัน
“นั่นดิตรงไหนวะ? กูเห็นแต่ไอ้เดือนคณะนั่นมันเอาใจไอ้เจ้าด้วยการตักกับข้าวให้ แต่ก็ไม่เห็นไอ้เจ้ามันทำห่าอะไรเลย นอกจากจะพยักหน้ารับกับพูดว่าขอบใจแค่นี้นี่นะ มึงยังมาหาว่ามันหัวร่อต่อกระชิก กูยอมใจมึงเลยจริงๆ ว่ะไอ้ศร...” คนถูกต่อว่าตรงๆ ตั้งท่าจะเถียงเพื่อนกลับไปนั่นละ แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ยอมเปิดโอกาสให้คันศรได้พูดต่อจากนั้น
“ไอ้เจ้าน่ะมันเปรียบเสมือนช้างเผือก ที่อยู่ใกล้ตาของมึงมากเกินไปถึงมองไม่เห็น หรืออาจจะเป็นเพราะมึงมันตาถั่ว มัวแต่มองหาช้างพังข้างทางอย่างนั้น สุดท้ายแล้วมันก็เลยถูกหมาคาบไปแดกเอาง่ายๆ ต่อหน้าต่อตาของมึงเลยนั่นไง!”
“ไอ้โชกุน!...มึงอย่ามาพูดส่งๆ ได้ป่ะ กูกับไอ้เจ้าเราเป็นแค่เพื่อนกัน!” คันศรตวัดสายตาหันมาเถียงกลับทันที เมื่อได้ฟังประโยคนี้จบลง
“เพื่อนกันแล้วไงวะ?...พี่จอมกับพี่ปิ่นเขาก็เป็นเพื่อนกันมาก่อนยังเอากันได้เลยนี่หว่า...แต่ถ้ามึงคิดอย่างนั้น...มึงก็เป็นเพื่อนกับไอ้เจ้ามันต่อไปแล้วกัน...เป็นงั้นกูขอนะ?”
“ขออะไรวะ!...มึงจะขออะไรกู!?”
คันศรถามเพื่อนด้วยน้ำเสียงห้วนตึงพร้อมกับดึงสีหน้าใส่อย่างไม่พอใจ แต่อีกฝ่ายตอบกลับไปให้อย่างใจเย็น
“...กูก็ขอไอ้เจ้าไง พอดีเพื่อนในคลาสเขาชอบมัน แล้วก็ต้องการให้กูติดต่อไอ้เจ้าให้?..”
เปรี๊ยะ!
เสียงฟิวส์ขาดลั่นอยู่ในโสตประสาทของคันศร ตอนได้ยินคนเป็นเพื่อนกัน พูดประโยคนั้นออกมา
“กูไม่ให้!” คันศรตวาดกลับ ก่อนจะกดเสียงต่ำเชิงย้ำคำพูดเดิม “ กูไม่ยอมให้มันกับใครหน้าไหนทั้งนั้น...นั่นรวมไปถึงมึงด้วยไอ้โชกุน”
“เฮ้ย! ไอ้โชกุน...มึงจะไปแหย่ให้ความดันไอ้ศรมันขึ้นทำไมวะ?...ไอ้ศรมึงเบาได้ก็เบาๆ หน่อย ไอ้โชกุนมันแกล้งมึงเล่นๆ...แต่ดันเสือกตรงประเด็นไปหน่อย...” ใต้ฝุ่นที่นั่งฟังอยู่นาน อีกทั้งสายตาก็คอยสังเกตการณ์ไปด้วย รีบช่วยแย้งขึ้นมาห้าม ก่อนที่มันจะกลายเป็นสงครามน้ำลายไปซะก่อน
ใต้ฝุ่นหันไปพูดกับเพื่อนทั้งสองคนสลับกันไปมา เมื่อเห็นว่าคันศรกัดฟันจนเป็นสันนูนขึ้นรูปชัดเจน แต่ก็ยอมทิ้งลมหายใจออกไปหนักๆ เชิงยอมให้ ก่อนจะหันองศาหน้าไปอีกทาง ส่วนโชกุนก็หันไปพยักหน้าให้กับใต้ฝุ่นอย่างคนรู้กัน เมื่อเห็นอาการที่แสดงออกมาของคันศร มันตรงกันข้ามกับตอนที่อยู่กับเจ้าจันทร์
“พวกมึงมัวแต่มานั่งเถียงกันอยู่นั่น พวกมันเลยเดินออกไปจากโรงอาหารกันโน่นแล้ว”
นี่เป็นคำพูดของใต้ฝุ่นในประโยคสุดท้าย ก่อนจะส่ายหน้า จากนั้นจึงพากันเข้าไปเรียนในคาบต่อไป...