“…เสียงอะไร?”
เสียงทุ้มแบบผู้ชายมีอายุดังขึ้นทำให้เพนนีรีบคลานเข่าเข้าไปหลบตรงซอกกำแพงตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด เธอลีบตัวหลบมุมอยู่ข้างในก่อนที่หูจะได้ยินเสียงฝีเท้าของคนเดินเข้ามาใกล้
หญิงสาวยกมือขึ้นมาปิดจมูกกับปากตัวเองเพราะกลัวเสียงลมหายใจจะดังมากเกินไปแล้วมีคนได้ยินเข้า เธอนั่งคู้ตัวอยู่แบบนั้นกระทั่งเสียงการก้าวเดินเงียบลงแล้วค่อย ๆ ห่างออกไปในที่สุด
“กรอบรูปตกครับท่าน”
ท่านงั้นเหรอ…
ระหว่างคิ้วของเพนนีย่นเข้าหากันยุ่งเมื่อได้ยินเสียงผู้ชายรายงานใครสักคนไปแบบนั้น เธอมองตรงไปฝั่งตรงข้ามถึงได้เห็นว่ามีกรอบรูปที่เคยแขวนอยู่ตรงผนังตกลงมาจริง ๆ
“เสียงอย่างกับคนล้ม ช่างมันเถอะ”
เสียงเหมือนคนแก่เลย…
ใบหน้าสวยโผล่ออกมาจากมุมกำแพง เธอมองผู้ชายใส่สูทโค้งตัวให้ใครสักคนที่เธอเองก็ไม่สามารถมองเห็นจากจุดนี้ได้
“เมื่อกี้แกพูดถึงไหนแล้วนะ”
“…เรื่องสัมปทานที่ปู่บอก คนของผมรายงานมาว่าฟรานซิสยังไม่มีกำหนดการที่จะเปิดเผยหรือป่าวประกาศต่อสาธารณะชน ถ้าเป็น…”
“เอเธนส์ ฉันรับแกมาจากบ้านเด็กกำพร้าเพื่อให้แกมาบอกกับฉัน ว่าแกจัดการเรื่องง่าย ๆ แบบนี้ไม่ได้น่ะเหรอ?”
เสียงของคนมีอำนาจขัดขึ้นมา แต่ครั้งนี้มันกลับดูกดดันและไม่ค่อยเป็นมิตรกับคู่สนทนาเท่าไหร่นัก
เอเธนส์ ปู่…อย่าบอกนะว่า
เพนนีเรียบเรียงสิ่งที่เพิ่งได้ยิน เธอทวนชื่ออีกครั้งในหัว จากนั้นหญิงสาวก็อ้าปากอย่างคนเพิ่งปะติดปะต่อเรื่องราวได้
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน เมื่อกี้ฉันจำได้ว่ายังไม่หลับสักหน่อย แค่ทิ้งตัวนั่งกับเตียงเองนะ แล้วจะฝันได้ยังไง!?
“ขอโทษครับ”
“แล้วแกล่ะ จะตอบแบบมันหรือยังไง?”
เอ็ดมันด์ละสายตาออกจากเอเธนส์ที่เพิ่งเอ่ยปากขอโทษแล้วหันไปสนใจผู้ชายผมบลอนด์แทน
“ไม่ครับ ผมนัดคุยกับฟรานซิสแล้ว คงต้องรอเจอกันก่อนถึงจะตอบได้”
นั่นเสียงวาดิมไม่ผิดแน่…
เพนนีค่อย ๆ ชะโงกหัวออกมา เธอลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาเกาะอยู่ตรงมุมกำแพงเมื่อเห็นว่าผู้ชายใส่สูทสามสี่คนเดินออกไปด้านนอกแล้ว
คนตัวเล็กมองโถงขนาดใหญ่ตรงหน้าที่มีผู้ชายสามคนกำลังนั่งรับประทานอาหารร่วมกัน แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นมีวาดิมนั่งอยู่ด้วย ส่วนตรงหัวโต๊ะก็เป็นผู้ชายแก่ผมขาวโพลน และชายผมดำสนิทอีกคน นั่นน่าจะเป็นเอเธนส์นะ
“เจอกันครั้งหน้าหวังว่าจะมีคำตอบที่ดีกว่านี้ให้ฉัน พวกแกน่าจะรู้ว่าฉันอยู่ได้อีกไม่นาน จัดการในเรื่องที่ควรจัดการซะ…ฉันคงไม่ได้เลี้ยงพวกแกมาให้เปลืองข้าวเปลืองน้ำไปวัน ๆ หรอกจริงไหม?”
เอ็ดมันด์พูดเสียงเข้ม ชายแกมองหน้าบุตรบุญธรรมสลับกันก่อนจะดันเก้าอี้แล้วลุกขึ้นยืนโดยมีไม้เท้าคู่กายกับผู้ชายใส่แว่นอายุราว ๆ ห้าสิบปีตรงเข้ามาหา
เพนนีมองบรรยากาศน่าอึดอัดตรงหน้า เธอเหลือบตามองอาหารหลายจานที่เหมือนยังไม่มีใครกินกับจานเปล่าสองใบของวาดิมและเอเธนส์ ที่ยังสะอาดอยู่ตรงหน้าพวกเขาเช่นกัน
“ฉันอิ่มแล้ว พวกแกกลับกันไปได้ละ”
“ครับ / ครับ”
ชายหนุ่มสองคนรับคำแล้วลุกขึ้นยืนพร้อมกัน พวกเข้าโค้งตัวให้ผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าอย่างเอ็ดมันด์ที่ตอนนี้มี ‘เจย์’ ผู้ช่วยคนสนิทคอยประกบไม่ห่าง
อันนี้เรียกกินแล้วเหรอ!? เหมือนมานั่งรวมกันอยู่ในสถานการณ์น่าอึดอัดมากกว่ามั้ง
คนที่แอบลอบดูสถานการณ์อยู่อีกมุมหนึ่งบ่นขึ้นในใจ เธอมองชายชราค่อย ๆ เดินขึ้นบันไดแล้วดึงตากลับมาที่เอเธนส์กับวาดิมเพราะพวกเขากำลังจะเดินออกไปจากบ้านหลังนี้
แล้วฉันต้องไปไหนล่ะ
เพนนียืนงงไม่นานก็ตัดสินใจเดินออกมาจากมุมกำแพง ทำให้ร่างสูงผมบลอนด์หันขวับมาที่เธอ นัยน์ตาของเขาเบิกโตขึ้นแล้วรีบเดินตรงเข้ามาหาทันที
หมับ!
“เธอมาทำอะไรที่นี่ เป็นคนของปู่เหรอ?”
“มึงพูดกับใคร”
วาดิมที่เพิ่งเดินมาคว้าข้อมือเพนนีต้องหันกลับไปหาเอเธนส์แทน เมื่อผู้ชายด้านหลังถามขึ้นมาแบบนั้น เขาหันกลับไปมองหน้าเอเธนส์แล้วค่อย ๆ หันใบหน้าช้า ๆ กลับมาหาผู้หญิงที่เขากำลังจับข้อมือเอาไว้
“…ผู้หญิงคนนี้ไง”
“ผู้หญิงอะไรของมึง งานเยอะจนประสาทแดกรึไง หรือคิดจะหลอกผีกูงั้นเหรอ!?”
เอเธนส์สอดมือล้วงเข้าไปในกระเป๋าแล้วพ่นลมออกมาจากปาก เขาพูดทิ้งท้ายแบบนั้นแล้วสาวเท้าเดินออกไปทันที วาดิมมองตามหลังชายผมดำสนิทไป แม้ใบหน้าของชายหนุ่มจะยังปกติ แต่แววตาดุดันของเขากำลังฉายความงุนงงออกมา
“มันไม่เห็นเธอจริงดิ เป็นผีเหรอ?”
“ฉันไม่ได้เป็นผี ถ้าเป็นผีนายจะเห็นฉันได้ไง”
เพนนีตอบเสียงเรียบ แม้จะประหลาดใจไม่ต่างไปจากผู้ชายตรงหน้าก็ตาม
“คุณวาดิมจะกลับบ้านเลยไหมครับ…เอ่อ เมื่อกี้ได้พูดกับผมรึเปล่า?”
ผู้ชายใส่สูทที่น่าจะเป็นคนของเขาเดินตรงเข้ามาหาพลางหลุบตาลงมองมือของวาดิมที่เหมือนคว้าจับอะไรอยู่กลางอากาศ
“กูหลอนเหรอวะ”
แม้ปากหนาจะพูดออกมาแบบนั้นแต่เขาก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ แถมยังลากคนตัวเล็กให้เดินไปขึ้นรถด้วยกันอีกต่างหาก
พลั่ก!
“…ระวังหน่อย”
“ขอโทษครับ”
วาดิมหันกลับไปตำหนิเมื่ออยู่ดี ๆ คนของตัวเองก็เดินมาชนหลัง แต่พอชายหนุ่มหันกลับไปกลับเห็นว่าแท้ที่จริงแล้วผู้ช่วยของเขาชนผีผู้หญิงที่เขากำลังจูงอยู่ต่างหาก เธอเลยเสียหลักมากระแทกตัวเขาอีกที
วาดิมกับเพนนีต่างงุนงงกับสถานการณ์แปลก ๆ ที่เกิดขึ้น แต่ท้ายที่สุดทั้งสองคนก็ขึ้นไปนั่งอยู่ข้างกันภายในรถอยู่ดี รถตู้คันใหญ่ขับเคลื่อนออกไปจากอาณาเขตที่พักของเอ็ดมันด์ เพื่อมุ่งหน้าพาชายผมบลอนด์กลับสู้บ้านพักของตนเอง
ตึก ตึก พลั่ก!
“โอ๊ย! นายมาผลักฉันทำไมเนี่ย เป็นบ้ารึไง!”
เพนนีโวยใส่ร่างสูงที่เพิ่งยอมปล่อยข้อมือเธอเมื่อถึงบ้านของเขา แต่ผู้ชายคนนั้นกลับผลักเธอเต็มแรงใส่คนของเขาเนี่ยสิ เป็นประสาทหรือไง!
“มึงโอเคปะวะ ทำไมอยู่ดี ๆ ทำท่าเหมือนจะล้ม”
“เออ โอเค เมื่อกี้เหมือนมีอะไรกระแทกว่ะ…ขอโทษครับคุณวาดิม”
ชายใส่สูทที่เพิ่งถูกเพนนีชนเข้าอย่างจังรีบก้มหัวขอโทษผู้เป็นนายอย่างวาดิมทันที เมื่อตัวเองมีท่าทีไม่เหมาะสม
“มีแค่ฉันที่เห็นเธอจริง ๆ ด้วย…ออกไป”
ร่างสูงพึมพำออกมาก่อนจะไล่คนของตัวเองออกไปด้านนอก เขาปรายตามองใบหน้าสวยของผีสาวอีกครั้งแล้วลากผู้หญิงคนนั้นเดินขึ้นห้องไปด้วยกัน
“ปล่อย! ฉันเดินเองได้ แล้วฉันก็ไม่ใช่ผี ฉันชื่อเพนนี เป็นคนด้วย”
เพนนีร่ายยาวเป็นครั้งแรก เธอรู้ทันความคิดของผู้ชายตรงหน้า ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ผลักเธอใส่ผู้ชายคนนั้นอย่างเมื่อสักครู่หรอก คงอยากทดสอบสินะ ว่าตัวเองเป็นบ้าหรือเปล่า
กริ๊ก!
“ชื่อเพนนี เป็นคน ไม่ใช่ผี แต่มีฉันคนเดียวที่เห็นเธอโวยวายเนี่ยนะ!?”
วาดิมพยายามอย่างมากที่จะเข้าใจเรื่องราวแปลก ๆ ที่เกิดขึ้น เขากดล็อกประตูห้องแล้วยกแขนขึ้นกอดอกมองสำรวจผู้หญิงที่เจอหน้ากันเป็นครั้งที่สอง
“อือ ถ้าฉันเป็นผีนายจะจับตัวฉันได้ยังไง อีกอย่าง นายต่างหากที่น่าจะไม่มีตัวตน”
คนตัวเล็กพูดออกไป เธอค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองน่าจะหลุดเข้ามาในหนังสือเล่มนั้นของนักเขียนคนโปรด แม้จะดูเหลือเชื่อไปหน่อย แต่เธอก็มั่นใจว่าสถานการณ์ตรงหน้าไม่ใช่ฝันอย่างแน่นอน
เพราะมันสมจริงเกินไป…
“ฉันเนี่ยนะไม่มีตัวตน ที่นี่บ้านฉัน มีคนของฉัน และก็มีแต่คนรู้จักฉัน…แต่ช่างมันเถอะ สงสัยนรกจะส่งเธอมาให้ฉันปู้ยี่ปู้ยำล่ะมั้ง”
วาดิมไม่พูดเปล่าแต่สาวเท้าเข้ามาใกล้ เขายื่นมือมาจับรั้งท้ายทอยเธอแล้วดึงใบหน้าเข้ามาประชิดกัน
“นรก? นายเป็นโรคอารมณ์แปรปรวนเหรอ ทำไมเปลี่ยนเรื่องไวขนาดนั้น”
“หึ”
มุมปากของวาดิมกระตุกยกขึ้น เขาเผยรอยยิ้มร้ายพลางมองสบตากับนัยน์ตาสีดำขลับของเพนนี ที่ดูกี่ทีเธอก็ไม่มีแววว่าจะกลัวเขาเลย
“…”
“ฉันไม่ปล่อยเธอหายไปแบบครั้งก่อนแน่ มันค้างคา”
ชายหนุ่มพูดย้ำหลังรั้งเอวบางเข้ามาแนบลำตัว เขาจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาของเพนนีที่ตอนนี้หญิงสาวไม่มีท่าทีที่จะขัดขืนหรือปฏิเสธในสิ่งที่เขากำลังจะทำ