“พี่คนนั้นเขาดูแปลก ๆ นะคะ เวลาทำงานก็ดูคุยเก่งบริการลูกค้าดี แต่พอหมดหน้าที่กลับเงียบซะเหมือนไม่มีปาก”
“อ๋อ ยัยเพนนีน่ะเหรอ แปลกเป็นเรื่องปกตินั่นแหละ ไม่ต้องไปยุ่งหรอก พวกนอกคอกน่ะ คุยแต่กับเพื่อนตัวเอง”
เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นด้านหลังอย่างประเจิดประเจ้อ ระหว่างที่เพนนีเพิ่งเดินออกมาจากร้านอาหารห้าดาวในโรงแรมหรู เธอทำงานที่นี่มาได้เกินสามปีแล้ว
หญิงสาวไม่ได้หันกลับไปมอง และไม่คิดสนใจคนรอบตัวที่เธอเดินผ่านมา เธอมีหน้าที่ทำงานเพื่อหาเงิน และให้บริการลูกค้าคนรวยที่เข้ามาใช้บริการ และเมื่อไหร่ที่ถึงเวลาเลิกงานก็นับว่าหมดหน้าที่พร้อมตรงกลับบ้านทันที
เพนนีเดินไปตามทางเดินของพนักงานเพื่อมุ่งหน้าไปยังล็อกเกอร์ของเธอ หญิงสาวถอดยูนิฟอร์มของโรงแรมออกแล้วเปลี่ยนมาใส่เสื้อตัวโคร่งกับกางเกงยีนส์ทรงหลวม มุ่งตรงกลับบ้าน
สองขาก้าวพ้นออกมาจากอาณาเขตของโรงแรมหรูที่ตั้งตระหง่านติดถนนสายหลัก เธอเดินออกมาด้านหลังแล้วเลี้ยวเข้าซอยมืด ๆ พร้อมลมที่พัดเข้ามาปะทะใบหน้าสวยจนผมสีน้ำตาลธรรมชาติลอยละลิ่วพันกัน
มือเล็กยกขึ้นมารวบผมไว้ข้างหนึ่งอย่างลวก ๆ เธอเดินทอดน่องด้วยใบหน้าอิดโรยหลังจากต้องตื่นขึ้นมาตั้งแต่รุ่งสาง และทำงานลากยาวจนหัวค่ำอย่างที่เห็น
จากที่ทำงานกลับถึงบ้านใช้เวลาในการเดินไม่ถึงสิบนาที แม้ตะวันจะเพิ่งลับขอบฟ้าไปได้ไม่นาน แต่ถนนทางเดินด้านหน้ากลับไร้ซึ่งผู้คน มีเพียงผู้หญิงแปลก ๆ อย่างเธอเดินฝ่าความมืดไปเท่านั้น
ใช่ ฉันเป็นผู้หญิงแปลก หรือคนแปลก ๆ ที่ใครก็พากันเรียกแบบนั้น…
แต่ก็ชินแล้วล่ะ ได้ยินแบบนั้นมาตั้งแต่จำความได้เลย
สาวที่มีใบหน้าสวยสวนทางกับรสนิยมการแต่งตัวเดินมาเรื่อย ๆ จนถึงหน้าบ้านหลังหนึ่ง เธอหยุดยืนแล้วเงยหน้าขึ้นเพื่อมองบ้านไม้สองชั้นที่เคยเป็นบ้านอันแสนอบอุ่นของครอบครัวเธอ…ไอ้ความอบอุ่นนั่นมันก็แค่อดีตน่ะ
‘เพนนี’ คือชื่อที่พ่อแม่ของเธอตั้งให้ในตอนที่พวกเขายังรักกัน แต่ตอนนี้น่ะเหรอ? เหลือเพียงแค่ฉันเท่านั้นแหละ เพราะพวกเขาสองคนหย่ากันไปตั้งนานแล้ว และต่างแยกย้ายกันไปมีครอบครัวใหม่แล้วด้วย
บ้านไม้วินเทจตรงหน้าเลยเป็นมรดกเพียงชิ้นเดียวที่พ่อแม่แท้ ๆ ของเธอทิ้งไว้ให้ แต่มันไม่ใช่เพราะความรักที่มีให้ลูกสาวอย่างเธอหรอก คงเป็นเพราะไม่อยากเก็บหลักฐาน หรือรอยแผลในอดีตไว้ให้แสลงใจตัวเองมากกว่า
มือทั้งสองข้างล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง เพนนียืนตากลมก่อนจะชำเลืองมองบ้านร้างข้าง ๆ ที่เคยมีคนอยู่ แต่ตอนนี้กลับถูกทิ้งร้างเพราะขายไม่ออก เธอเบี่ยงสายตาออกจากบ้านหลังนั้นแล้วมองไปอีกข้างหนึ่งของตัวบ้านแทนที่ยังมีไฟเปิดสว่างเอาไว้
บ้านหลังนั้นเป็นบ้านของ ‘ป้าตอง’ หญิงวัยห้าสิบห้าที่ไม่ค่อยเป็นมิตรกับเธอเท่าไหร่นัก แม้จะเห็นหน้าค่าตากันมาตั้งแต่ที่เธอยังเป็นเด็ก ตอนย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่แรก ๆ ก็ตาม
หญิงสาวยื่นมือออกไปเตรียมจะไขกุญแจเปิดรั้วเหล็กที่ถูกดัดเป็นรูปทรงสุดฮิตเมื่อยี่สิบปีก่อน ระดับความสูงของรั้วบ้านและตัวของเธอห่างกันไม่มากนัก แต่ในขณะที่เพนนีกำลังจะไขกุญแจเพื่อเปิดรั้ว เธอก็ต้องชะงักมือไปเสียก่อน
ร่างเล็กถอยออกมาแล้วเก็บกุญแจเข้ากระเป๋าไป เธอหมุนตัวแล้วเดินไปตามทางเดินมืด ๆ เมื่อนึกขึ้นได้ว่านักเขียนที่เธอติดตามผลงานเขามาตลอดกำลังจะออกผลงานเรื่องใหม่ เลยว่าจะไปเอาเรื่องเก่า ๆ มาอ่านสักหน่อย
ตึก ตึก…
เพนนีเดินเลยบ้านตัวเองเข้าไปตามตรอกซอกซอยของถนน กระทั่งมาหยุดยืนอยู่หน้าร้านหนังสือเล็ก ๆ ร้านหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในชุมชน
ใบหน้าได้รูปไล่ตามองความทรุดโทรมของร้านหนังสือตรงหน้า เธอหลุบตาลงมองขั้นบันไดเพราะตัวร้านอยู่ต่ำกว่าถนนทางเดินพอสมควร หญิงสาวดันมือเปิดประตูเข้าไปข้างในอย่างไม่รีรอ เสียงกระดิ่งเหมือนรถไอศกรีมก็ดังขึ้น แต่เจ้าของร้านกลับไม่ได้สนใจเพราะมัวแต่นั่งเล่นเกมอยู่
เธอเดินเลยเคาน์เตอร์ด้านหน้าเข้าไปมุมชั้นหนังสือด้านในทันที ภายในร้านมีกลิ่นอับของหนังสือเก่าลอยคลุ้งกับแสงไฟสลัว และลูกค้าผู้ชายใส่ฮู้ดอีกคนที่ยืนหันหน้าเข้าชั้นหนังสืออยู่
นัยน์ตาสวยสีดำสนิทชำเลืองตามองด้านหลังของผู้ชายคนนั้นเพียงครู่ก่อนจะกลับมาสนใจหนังสือหลายสิบเล่มตรงหน้า เธอไล่ปลายนิ้วอ่านนามปากกากระทั่งเจอชื่อนักเขียนคนที่เธอติดตาม
‘นามปากกา ในเงามืด’
ในเงามืด คือนักเขียนที่ถูกขนานนามว่าเป็นพ่อมดแห่งวงการนิยาย จากการดำเนินเรื่องและความสมจริงของตัวละครที่นักเขียนคนนี้สามารถทำให้นักอ่านอินไปกับเนื้อเรื่อง จนบางครั้งก็ชักจะแยกไม่ออกว่านี่มันชีวิตคนจริง ๆ หรือเรื่องแต่งกันแน่ ราวกับว่าเขามีเวทมนตร์อย่างไรอย่างนั้น
“…เล่มไหนดี”
ปากเล็กเป็นทรงพึมพำออกมาเบา ๆ พร้อมไล่ตามองชื่อหนังสือที่เธอเคยอ่านมันครบทุกเล่มแล้ว หญิงสาวนิ่งคิดเพื่อตัดสินใจก่อนที่ตาของเธอจะไปสะดุดเข้ากับหนังสือปกหนังสีดำเล่มหนึ่ง…
เพนนีหยิบมันออกมาอย่างไม่รอช้า คิ้วของเธอย่นเข้าหากันเล็ก ๆ เมื่อหน้าปกหนังสือที่ถืออยู่กลับไม่มีชื่อเรื่องอย่างที่ควรจะเป็น มีเพียงนามปากกาของนักเขียนในดวงใจประทับอยู่มุมด้านล่างเท่านั้น
“จะปิดร้านแล้วนะครับ”
เพนนีหันไปมองตามเสียงของชายเจ้าของร้านที่ผละความสนใจออกมาจากจอเกมตรงหน้าในที่สุด เธอตัดสินใจเอาหนังสือหน้าตาไม่คุ้นตรงไปที่เคาน์เตอร์แล้วทำการซื้อมันทันที
“เอาเล่มนี้ค่ะ”
“399 บาท”
หญิงสาวล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมาแล้วยื่นธนบัตรใบสีม่วงออกไป เธอรับเงินทอนแล้วเดินออกมาจากร้าน เพนนีเก็บเศษเงินกลับเข้าไปในกระเป๋าพร้อมเอาหนังสือที่เธอเพิ่งเสียเงินซื้อมาพลิกดูอีกครั้งก่อนจะเดินกลับไปตามทางเพื่อกลับบ้านของตัวเอง
มีเรื่องไหนของนักเขียนคนนี้ที่ฉันไม่เคยอ่านด้วยเหรอ…?