“นะ นี่นาย พอแล้ว…ซี้ดดด”
เพนนีผวาตัวตามร่างสูงที่สุดท้ายเขาก็ยอมถอนกายออกไปจากช่วงล่างของเธอในที่สุด
นัยน์ตาสวยฉ่ำปรือหยาดเยิ้มไปด้วยพิษใคร่ เธอถูกเขาจ้วงแทงหลายรอบติดกัน จนร่างกายไร้เรี่ยวแรงไม่สามารถพยุงตัวเองขึ้นนั่งแม้กายหนาจะลุกขึ้นยืนและกำลังมองเธอนอนอ้าซ่าอยู่ก็ตาม
ร่างขาวนวลเนียนเปิดเผยต่อสายตาของชายหนุ่ม เขายืนมองผลงานชิ้นเอกของตนเองด้วยความภาคภูมิใจ นัยน์ตาคมไล่สำรวจไปทั่วเรือนร่างของเพนนีที่ตอนนี้มีร่องรอยดูดเม้ม และรอยบีบเคล้นจาง ๆ ตรงหน้าอกที่เกิดจากฝีมือของเขา
ทำได้ดี
วาดิมคิดในใจพลันมุมปากหนาก็ยกขึ้นเองอัตโนมัติ แม้ชายหนุ่มจะอยากมองร่างสวยนั่นต่ออีกสักหน่อยแต่จิตสำนึกที่เขายังพอมีเลยเลือกจะเอาผ้าห่มมาคลุมตัวเพนนีไว้แทน
ไม่ใช่เพราะความเป็นห่วง แต่ใช้คำว่าสงสารจะดีกว่า เพราะรายนั้นยังนอนหอบหายใจแหกขาโชว์กลีบดอกไม้ช้ำ ๆ อยู่เลย
“แฮ่ก แฮ่ก”
คนตัวเล็กเผยอปากเล็กน้อยเพื่อช่วยจมูกรั้นสูดลมหายใจเข้าไป ตอนนี้แค่จมูกของเธอคงไม่สามารถทำงานได้มากพอจากความเหน็ดเหนื่อยราวกับคนไปวิ่งมาสามสิบสี่สิบกิโลติด ๆ กัน
เธอมองวาดิมเอาผ้าห่มผืนหนามาปิดส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไว้ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยขอบคุณอะไรเขาหรอก ดูจากการที่เขาใช้ร่างกายเธออย่างบ้าคลั่งแบบนั้นแล้ว จริง ๆ เขาควรจะดูแลเธอมากกว่านี้ด้วยซ้ำ
เพนนีชำเลืองตามองพลางบ่นในใจไปด้วย เธอกำลังรวบรวมแรงกายอีกครั้ง กระทั่งใช้แขนยันตัวเองขึ้นมาตั้งตัวนั่งได้
“ดี ฉันชอบ เกิดมาก็เพิ่งเคยเนี่ยแหละ…แฮ่ก รูปร่างนายก็ดี ไอ้นั่นนายก็ดี ไม่คิดว่าเรื่องพวกนี้จะทำให้รู้สึกดีขนาดนี้นะ ไม่งั้นคงมีไปนานแล้ว”
คนตัวสูงที่กำลังจะเดินไปเข้าห้องน้ำถึงกับชะงักการก้าวเดินของตัวเองไปแล้วหมุนตัวกลับมามองสบตากับเพนนีอีกครั้ง คิ้วของเขาพันกันยุ่งเมื่อได้ยินในสิ่งที่เพนนีเพิ่งพูดออกมา
“อะไรของเธอ นี่รีวิวสินค้าหลังใช้รึไง!?”
เขาสาวเท้าเดินตรงเข้ามาหาแล้วเปลี่ยนใจยกขาขึ้นคร่อมกักตัวเพนนีไว้อีกครั้ง
“…ก็ มันไม่ต้องบอกกันเหรอหลังจากทำแบบนั้นไป”
นัยน์ตาสีดำสนิทมองผู้ชายตรงหน้าอย่างคนไม่ค่อยจะรู้เรื่อง เธอนึกว่าต้องชื่นชมเขาเสียอีกที่อุตส่าห์ออกแรงกายจนกลางตัวของเธอระบมไปหมดแบบนี้
“…”
วาดิมไม่ตอบอะไรเขาทำเพียงถอนหายใจออกมา แต่แววตาของชายหนุ่มก็ยังคงความสงสัยเอาไว้เพราะไม่เคยพบเจอผู้หญิงแบบนี้มาก่อน
แปลกเกินไปไหมวะ…
“นายจะไปเข้าห้องน้ำไม่ใช่เหรอ ไปสิ”
มือเล็กถือวิสาสะดันอกเขาออกซึ่งวาดิมก็ยอมผละออกจากตัวเธออย่างว่าง่าย แต่เขายังยืนนิ่งโชว์หุ่นไม่ขยับไปไหน
“ไม่ไปละ เธอบอกว่าอะไรนะ เธอไม่มีตัวตนอยู่ที่นี่ เป็นต่างด้าวเหรอ?”
ใบหน้าสวยที่เรียบตึงเป็นปกติดูเย็นชาขึ้นกว่าเดิมเมื่อได้ยินคำพูดของวาดิม เธอจ้องหน้าเขาตาเขม็งที่อยู่ดี ๆ ก็มากล่าวหากัน
“ฉันไม่ใช่ต่างด้าว ส่วนนายก็เป็นตัวละครในหนังสือ และฉันก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่โลกของฉัน”
เพนนีพยายามสรุปในสิ่งที่ตนเองเข้าใจก่อนจะอธิบายออกไป และเท่าที่สังเกตวาดิมก็ดูจะไม่ได้ประหลาดใจอย่างที่เธอคิด
“ไม่ใช่ผี ไม่มีตัวตน มีแค่ฉันที่เห็นและเอาเธอได้ อืม”
ชายหนุ่มพูดทวนออกมาจากข้อมูลที่ได้รับ เขาเท้าแขนกับเอวแล้วใช้นิ้วชี้ดันตรงปลายจมูกอย่างคนครุ่นคิด
“ปกตินายจะเรียกผู้หญิงมานอนด้วยเหมือนที่ทำกับฉันน่ะเหรอ”
เพนนีถามออกไปด้วยความอยากรู้ ปกติพวกผู้ชายเขาทำกันแบบนี้เหรอเนี่ย
“…ก็ไม่บ่อย ช่วงนี้เว้นไปนานอยู่ ของเธอเลยบอบช้ำตามความหื่นฉัน”
วาดิมพูดแบบไม่รู้สึกกระดากปากแม้แต่น้อย เขายังสำรวจสาวสวยตรงหน้าตลอดกับเรื่องราวแปลก ๆ ที่เพิ่งได้ฟัง
“ละ…”
“เธอบอกว่าฉันเป็นตัวละครในหนังสือ มันไม่เพี้ยนไปหน่อยเหรอ หรือแอบเข้ามาสืบอะไรเกี่ยวกับตระกูลฉัน”
เขาไม่พูดเปล่าแต่กำลังเข้ามาประชิดตัวเธออีกหนพร้อมสายตาจ้องจับผิด เพนนีมองใบหน้าหล่อแล้วถึงได้ตอบกลับไป
“ตระกูลเคลที่มีปู่เอ็ดมันด์เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด ส่วนนายกับเอเธนส์ก็เป็นเด็กที่ปู่รับมาเป็นบุตรบุญธรรม แล้วตอนนี้ก็กำลังให้แข่งกันกับเอเธนส์เพื่อแย่งดีลสัมปทานรถไฟฟ้าน่ะเหรอ?”
“…”
วาดิมนิ่งไปเมื่อเพนนีพูดในสิ่งที่คนภายนอกไม่น่าจะรู้ แววตาของเขามีประกายขึ้นมา แต่เธอก็ไม่รู้หรอกว่าผู้ชายตรงหน้ากำลังนึกคิดอะไรอยู่
“…อ้อ อีกอย่าง ถ้าอยู่ดี ๆ ฉันหายไปก็แปลว่าฉันกลับไปที่โลกของฉัน ถ้านายยังไม่เข้าห้องน้ำงั้นฉันเข้าก่อนนะ”
เพนนีขยับตัวลุกขึ้นจนร่างสูงต้องถอยตัวออกไป เธอพูดกับเขาหลายเรื่องพร้อมกันแล้วหมุนตัวเดินไปที่ห้องน้ำโดยไม่รอให้ชายหนุ่มได้ตอบอะไรกลับมา ทิ้งให้คนตัวสูงยืนปะติดปะต่อเรื่องราวอยู่ภายในหัวเพียงคนเดียว
ร่างเล็กเดินหายเข้าไปในห้องน้ำเพื่อชะล้างร่างกายกับคราบน้ำคาวของเขา ก่อนจะเดินเข้ามาในนี้เธอคว้าเอาเสื้อผ้าของตัวเองเข้ามาด้วย เลยไม่ต้องกังวลว่าจะใส่อะไร
หญิงสาวขลุกตัวอยู่ในนั้นหลายนาทีพลันขบคิดถึงสิ่งที่พูดบอกเขาไป ไม่ว่าจะเรื่องที่เขาเป็นตัวละครในหนังสือ หรือเรื่องที่เธอจะหายกลับไปที่โลกของเธอ ขนาดคนพูดเองยังไม่อยากจะเชื่อแล้วก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะกลับไปโลกจริงอีกทีตอนไหน แบบนี้เขาไม่มองว่าเธอบ้าก็แปลกแล้ว
เฮอะ! ชีวิตฉันนี่มันแปลกมาตลอดจริง ๆ
เพนนีอาบน้ำลวก ๆ แล้วรีบแต่งตัวก่อนจะเดินออกมา เธอมองวาดิมยืนอยู่ที่เดิม ท่าเดิม กับชุดคลุมอาบน้ำ แล้วถึงได้เดินเข้าไปหาเขา
“รอฉันอยู่นี่ อย่าไปไหน”
เสียงทุ้มเอ่ยบอกแล้วเดินสวนผ่านหน้าเธอไป เขาเดินเข้าไปในห้องน้ำเพนนีเลยถือโอกาสเดินสำรวจห้องของชายหนุ่มแทน
ตอนเธอมาที่นี่ครั้งแรกแล้วไปโผล่ที่ห้องสมุดก็ไม่คิดเลยว่าบ้านหลังนี้จะเป็นบ้านของเขา เพราะมันดูเหมือนปราสาทหินยุคเก่า จะต่างออกไปก็ตรงไม่ใช่ของเก่านี่แหละ เพราะเขาคงตั้งใจตกแต่งและออกแบบมันให้ดูเหมือนอยู่ในยุคสมัยนั้น
แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหน ก็บ่งบอกถึงรสนิยมและความร่ำรวยของเขาได้เป็นอย่างดี…
บ้านของวาดิมค่อนข้างแตกต่างจากบ้านของปู่เอ็ดมันด์พอสมควร ที่นั่นจะมีความโมเดิร์นแล้วก็โอ่อ่ามากกว่า แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือความรู้สึกโดดเดี่ยว วังเวง และขลังแบบแปลก ๆ เมื่อเธอได้ย่างกรายเข้าไปใกล้
คนตัวเล็กเดินไปทั่วทั้งห้อง ก็เขาสั่งไม่ให้เธอไปไหน แต่ไม่ได้สั่งว่าห้ามเดินสำรวจห้องของเขานี่นา
ยี่สิบนาทีให้หลัง
วาดิมเดินกลับออกมาด้วยชุดคลุมอาบน้ำ เขาใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กซับผมที่ยังเปียกมาดแล้วสาวเท้าเดินตรงไปที่เตียงนอนทันที
ตึก ตึก ตึก
เสียงฝีเท้าของชายหนุ่มหยุดลงกลางห้องเมื่อไม่เห็นเพนนี เขาหมุนตัวเดินไปที่ห้องแต่งตัว แต่ก็ยังไม่พบเธอ
“พวกมึงเห็นใครออกไปจากห้องกูไหม…ไม่สิ ประตูห้องกูเปิดรึเปล่า”
ชายผมบลอนด์เดินออกมาจากห้องแล้วตะโกนลงไปถามคนของตัวเองที่ยังยืนเฝ้าอยู่บริเวณชั้นแรกของบ้าน
“ไม่ครับ มีอะไร…”
“ไม่มีอะไร”
วาดิมปิดประตูกลับเข้ามาในห้อง เขาเอาผ้าขนหนูผืนเล็กพาดไว้บนไหล่พลางยืนเท้าเอวมองรอบห้องนอนตัวเองอีกครั้ง
“ถ้ายัยนั่นไม่เพี้ยนก็กูนี่ล่ะวะ”
ชายหนุ่มสบถออกมา นัยน์ตาคมนิ่งเรียบว่างเปล่า แต่ภายในหัวกลับคิดถึงความเป็นไปได้ถึงสิ่งที่เพนนีพูดบอกกับเขา