เสียงรองเท้าผ้าใบกระทบไปตามพื้นคอนกรีต บรรยากาศรอบตัวเงียบสนิทมีเพียงเสียงลมและเสียงหายใจของเพนนีเท่านั้นที่ดังให้ได้ยินระหว่างที่ร่างบางกำลังเดินกลับบ้าน
หญิงสาวยังเพ่งหนังสือในมืออยู่ตลอดด้วยความฉงน เธอค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองตามเก็บนิยายของนักเขียนคนนี้ครบหมดทุกเล่มเพราะเป็นแฟนคลับตัวยง แต่ทำไมมันถึงมีหนังสือหน้าตาแปลก ๆ ไร้ชื่อเรื่องที่ถูกเขียนในนามปากกาของเขาโผล่มาเสียได้
สงสัยช่วงนั้นคงทำงานหนักไปจนไม่มีเวลาติดตามผลงานเขาล่ะมั้ง…
ร่างเพรียวบางหยุดยืนหน้ารั้วเหล็กหน้าบ้านไม้ของตัวเองอีกครั้ง เธอปล่อยแขนข้างที่ถือหนังสือตกลงข้างตัวแล้วใช้มืออีกข้างควานหากุญแจบ้านเพื่อไขมันเข้าไป
แอดดด…
เสียงของเหล็กขึ้นสนิมดังขึ้น เพนนีก้าวขาเข้าไปในเขตบ้านโดยไม่ลืมหันกลับมาปิดล็อกรั้วให้เรียบร้อย เธอเดินผ่านต้นปีบขนาดกลางที่พ่อและแม่ได้ปลูกเอาไว้ กลิ่นของมันยังโชยเข้าจมูกคอยสร้างความหอมตราตรึงอยู่เสมอ ตั้งแต่วันแรกที่เธอย้ายเข้ามาตอนอายุหกขวบ กระทั่งตอนนี้ที่ผ่านไปยี่สิบปี
เพนนีไขกุญแจอีกดอกเพื่อเข้าไปในบ้าน หญิงสาวคลำมือกดเปิดไฟให้สว่างทั่วทั้งหลังแล้วเดินเอากระเป๋าไปวางไว้บนโต๊ะทานข้าวกลางบ้านโล่ง ๆ ที่เธออยู่เพียงคนเดียว
“…”
ในบ้านไม้มีเพียงความเงียบสงัดกับสาวสวยเจ้าของบ้านที่กำลังย่อตัวลงนั่งยอง ๆ อยู่หน้าตู้เย็น นัยน์ตาดำสนิทว่างเปล่าเมื่อภายในตู้ของเธอไม่เหลืออาหารอยู่เลย
ร่างบางค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอีกครั้งแล้วก่นด่าตัวเองอยู่ในใจหลายร้อยประโยคที่ลืมแวะซื้อของกินมาเติมกระเพาะที่กำลังร้องโครกครากอยู่ตอนนี้ เธอดันประตูตู้เย็นปิดแล้วหมุนตัวเดินไปหยิบเอาซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับไข่สดสองฟองติดมือมาแทน
หญิงสาวหาอะไรใส่กระเพาะตัวเองอย่างคนไม่คิดเยอะแล้วนั่งกินมื้อค่ำกลางบ้านโดยใช้เวลาทั้งหมดไม่ถึงยี่สิบนาทีทุกอย่างก็เรียบร้อย
เพนนีลุกขึ้นไปล้างจานหลังกินเสร็จ เธอเมินแชตกลุ่มที่ทำงานที่กำลังวุ่นวายเพราะมีแขกเรื่องมากเข้ามาใช้บริการ หญิงสาวกดปิดเครื่องมือสื่อสารแล้วเดินกลับมาหยิบกระเป๋า เธอเดินไปปิดไฟในบ้านแล้วขึ้นบันไดตรงไปยังห้องนอนชั้นบน
ซู่ ซู่ ซ่าา…
น้ำประปาชำระล้างความอ่อนล้าออกจากรูปร่างเย้ายวนชวนมอง เพนนีเดินออกมาจากห้องน้ำในชุดนอนแขนยาวขายาว เธอเอาผ้าเช็ดผมซับผมยาว ๆ ของตัวเองให้หมาดแล้ววางพาดมันทิ้งไว้กับเก้าอี้ภายในห้อง
ปลายเท้าเรียวหยุดการก้าวเดิน เธอหมุนตัวกลับไปหาโต๊ะทำงานภายในห้องอีกครั้งแล้วเดินไปหยิบเอาหนังสือที่เพิ่งซื้อติดมือไปที่เตียงนอนของตนด้วย
ร่างเล็กหย่อนตัวลงนั่ง เธอยื่นมือไปถกผ้าห่มผืนใหญ่ออกเพื่อที่จะได้แทรกตัวเข้าไปขลุกอยู่ด้านใน พอจัดที่นอนและส่งตัวเองเข้าไปแล้ว หญิงสาวก็คว้าหนังสือหน้าตาแปลก ๆ ขึ้นมาเปิดอ่านทันที
“…”
นัยน์ตากลมโตไล่มองตัวหนังสือที่เธอเปิดผ่าน ๆ ทุกหน้าก่อนจะพลิกกลับมาหน้าแรกเพื่อเริ่มอ่านอย่างที่ทำเป็นประจำทุกวันก่อนนอน ใบหน้าสวยเรียบนิ่งไม่แสดงสีหน้าใด ๆ ออกมา เธอกำลังจดจ่ออยู่กับเรื่องราวตรงหน้าที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น…
‘เรื่องราวของหนังสือไร้ชื่อ’
อาณาจักรตระกูลเคลตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางธรรมชาติในเขตพื้นที่กว่าร้อยไร่ ‘เคล’ คือตระกูลร่ำรวยเก่าแก่ที่มี ‘เอ็ดมันด์’ ชายสูงวัยอายุ 79ปี เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในตอนนี้
ชายชราแต่ยังเปี่ยมไปด้วยอำนาจและบารมี ได้รับเด็กกำพร้าทั้งสองคนมาชุบเลี้ยงเพื่อให้เป็นผู้สืบทอดธุรกิจกิจการทั้งหมดต่อจากผู้มีอิทธิพลอย่างเขา
“เป็นยังไงบ้าง งานของพวกแก…ทั้งสองคน”
เสียงแหบเข้มตามอายุถามขึ้น ผู้อาวุโสที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะชำเลืองตามอง ‘วาดิม’ กับ ‘เอเธนส์’ เด็กผู้ชายสองคนที่เขารับเลี้ยงมาตั้งแต่ไม่ถึงห้าขวบ จนตอนนี้อายุก็ใกล้จะแตะเลขสามกันแล้ว
“บริษัทผมทำกำไรสองพันล้านเดือนที่ผ่านมา ผมกำลังหาแนวทางต่อยอดธุรกิจอื่นอยู่”
ชายหนุ่มผมบลอนด์รับไปกับใบหน้าหล่อร้ายพูดขึ้น เขาหันไปสบตากับปู่เอ็ดมันด์ก่อนจะปรายหางตาไปมองไอ้เอเธนส์เพียงนิดแล้วตักอาหารตรงหน้าเข้าปากด้วยท่าทางสบายอารมณ์
“…เดือนนี้เท่าที่คาดการณ์ไว้ กำไรสุทธิน่าจะราว ๆ สองพันห้าร้อยล้านครับ ไม่ต่ำกว่านี้ ผมเพิ่งลงทุนก่อตั้งบริษัทกับวิศวกรชั้นนำของประเทศด้วย”
ผู้ชายผมสีดำสนิทกับใบหน้าหล่อเนี๊ยบพูดเกทับขึ้นมา เขามองไปที่ชายสูงวัยตรงหัวโต๊ะ และไม่คิดปรายตามองคู่แข่งในคราบทายาทของตระกูลเคลแม้แต่น้อย
“หึ มันต้องแบบนี้ ฉันล่ะชอบจริง ๆ เวลาพวกแกแข่งกันหาเงิน…ดี ทำต่อไปเพราะฉันไม่ได้รับพวกแกมาเลี้ยงให้เปลืองข้าวเฉย ๆ แน่นอน”
“…”
มีเพียงความเงียบตอบกลับชายสูงวัย ชายหนุ่มอีกสองคนต่างปิดปากเงียบไม่เอื้อนเอ่ยอะไรออกมาเมื่อได้ยินประโยคเมื่อสักครู่
“จริงสิ ฉันมีเรื่องให้พวกแกพิสูจน์ศักยภาพกันอีกแล้ว…อีกไม่กี่วันฟรานซิสจะประกาศแผนดำเนินงานสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง พวกแกคนใดคนนึงต้องดีลสัมปทานนั้นมาให้ได้ เข้าใจไหม?”
เสียงมีอำนาจดังก้องทั่วห้องโถงสูง นัยน์ตาของชายชราแข็งกร้าวและหนักแน่น เขามองเห็นถึงจำนวนเงินมหาศาลที่จะเข้ามาหากบุตรบุญธรรมที่เขาชุบเลี้ยงทำการต่อรองกับผู้นำประเทศอย่างฟรานซิสได้สำเร็จ
ชายแก่ที่หนวดเคราและผมแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวไปทั่วบริเวณกระตุกยิ้มมุมปาก เขามองหลานไม่แท้ของตัวเองแล้วยิ่งรู้สึกชอบใจกว่าเดิมเมื่อเห็นทั้งสองคนดูจะไม่ค่อยลงรอยกันสักเท่าไหร่เพราะต้องแข่งขันกันมาตั้งแต่เด็ก
บรรยากาศภายในห้องอาหารอึดอัดไปตามปกติเหมือนเช่นทุกครั้งที่วาดิมและเอเธนส์มารวมตัวอยู่ในสถานที่เดียวกัน
ไม่มีบทสนทนาอื่นนอกจากเรื่องธุรกิจเกิดขึ้น และอย่าได้หวังว่าจะมีความห่วงใยหรือการไถ่ถามชีวิตส่วนตัวออกมาจากปาดเอ็ดมันด์ เพราะเรื่องไร้สาระพวกนั้นคงไม่ออกมาจากปากชายชราผู้เห็นเงินเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งของชีวิตอย่างแน่นอน…
ฟึบ!
‘วาดิม กับ เอเธนส์’
เลือกตัวละครที่คุณสนใจ
ระหว่างคิ้วของเพนนีย่นเข้าหากันเมื่อเธอไล่อ่านมาตั้งแต่หน้าแรก กระทั่งตอนนี้ที่กระดาษหน้าถัดไปมีเพียงประโยคคำถามให้เลือกตัวละคร
อะไรกัน อยากให้นักอ่านมีส่วนร่วมอย่างนั้นเหรอ?
แม้ใจจะยังสับสน แต่สมองของหญิงสาวกลับนึกคิด ถึงรายละเอียดของผู้ชายสองคนที่เธอเพิ่งอ่านผ่านมา
“…วาดิม ฮึ!?”
ปากเล็กพ่นชื่อหนึ่งในตัวละครที่เธอสนใจและทันใดนั้นก็เหมือนมีแสงขาวสว่างวาบออกมาจากกระดาษ แต่มันก็เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ทำให้เพนนียิ่งมึนงงกว่าเดิม
“อ้าว”
เพนนีอ้าปากร้องเมื่อเธอพลิกหน้ากระดาษไปหน้าถัดไปแต่มันกลับมีเพียงความว่างเปล่า ไร้ซึ่งตัวหนังสืออย่างที่ควรจะเป็น
หญิงสาวเปิดไปอีกหลายสิบหน้าแต่มันก็เหมือนกันหมด ว่างเปล่า ว่างเปล่า และว่างเปล่า
“อะไร!? หลุดคิวซีเหรอ…เฮ้อ ค่อยเอาไปเปลี่ยนที่ร้านพรุ่งนี้ละกัน”
เธอบ่นออกมาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์แล้วปิดหนังสือในมือทันที เพนนีหันไปวางมันไว้ข้างหัวนอนแล้วเอื้อมแขนกดปิดโคมไฟสีเหลืองอ่อน ภายในห้องก็ตกอยู่ในความมืดสนิทยามค่ำคืน