ตอนที่ 7 ดีลใหญ่...ในฐานะมินนี่

1396 Words
ฉันปรับสีหน้าให้ดูเป็นมิตรที่สุดก่อนจะเดินเข้าไปหาท่านด้วยความมั่นใจ “สวัสดีค่ะ ท่านวีระพงษ์” ฉันเดินไปยืนสำรวมโดยทิ้งระยะห่างตามมารยาท ก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทีมั่นใจ “หนูมินนี่ ลุงไม่ได้เดินไปทักทายเมื่อครู่ เพราะเห็นว่าหนูกับคุณภาคินยุ่งกันอยู่” พอเขาเรียกแบบนั้นความทรงจำก็ผุดให้ฉันได้รู้ว่า คุณวีระพงษ์เป็นคนรู้จักของตระกูลเธอ และยังเคยเจอกับมินนี่ตามโอกาสครอบครัวเมื่อตอนเด็กด้วย ต้องรีบปรับตัวเหมือนฉันรู้จักท่านซะแล้ว “หนูก็เหมือนกันค่ะคุณอา ตอนแรกจะเดินไปทักทายคุณอาแล้ว แต่ไม่มีช่องว่างเลย” “เป็นไงบ้าง สบายดีรึเปล่า” “สบายดีค่ะ แล้วคุณอาละคะ ปัญหาระบบคลังสินค้าที่วางแผนจะส่งไปทางยุโรปแก้ไขได้รึยังคะ” “หืม หนูรู้ด้วยเหรอ ว่าอามีปัญหาการเจรจาโลจิสติกส์ทางฝั่งยุโรปด้วย เรื่องนี้เป็นความลับบริษัทลุงที่หาหรือกันเงียบ ๆ หรือว่าเรื่องนี้ทางบริษัทคุณภาคินจะ?” ฉันยิ้มและไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกอย่างใด “ไม่หรอกค่ะ เรื่องนี้สามีหนูไม่รู้เรื่อง แต่ที่หนูพูดเป็นการคาดเดาค่ะ ช่วงนี้หนูศึกษาระบบการจัดส่งสินค้าระหว่างประเทศหนักมาก ๆ และพบว่าที่ยุโรปค่อนข้างมีปัญหาเรื่องภาษีนำเข้ากับต่างชาติมาก ๆ หนูเลยคิดว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการขนส่งของคุณอาต้องเจอผลกระทบแน่ ถ้าคิดจะเปิดตลาดทางยุโรป” “เฮ้อ...เป็นจริงอย่างที่หนูคาดการณ์เลย อาเจอปัญหานั้นจริง ๆ” “แล้วตอนนี้คุณอาพอหาทางออกได้รึยังคะ” “ยังเลย แม้จะจ้างนักวิเคราะห์ช่วยหาทางก็ลำบากพอควร ดีไม่ดีอาจจะล้มเลิกตีตลาดทางนั้น” “ไม่ได้สิคะคุณอา กำลังซื้อของโซนนั้นยิ่งกว่าบ่อเงินบ่อทองเลยนะคะ ถ้าคุณอาเปิดตลาดได้ บริษัทคุณอาจะเติบโตเป็นร้อยเท่าได้เลยนะคะ” คุณวีระพงษ์จ้องมองฉันด้วยสายตายากจะหยั่งถึง...เขาคงกำลังนำคำพูดฉันวิเคราะห์ตามสินะ สมกับเป็นนักธุรกิจ “แล้วหนูมีอะไรแนะนำลุงไหม” “คุณอาช่วยหนูได้ไหมล่ะ ถ้าคุณอาช่วยหนู หนูจะช่วยคุณอาหาทางออกเอง เชื่อมือหนูรึเปล่าคะ” “ฮ่า...” แน่นอนว่าท่านวีระพงษ์หัวเราะแบบนี้เพราะตลกขบขันที่ฉันทำเป็นพูดเสนอ เรื่องที่ยิ่งใหญ่ออกไป ท่านคงคิดว่าฉันมาเพื่อทำให้หายเครียด “งั้นลองเสนอมาสิ อาจะรับฟัง” “คุณอาช่วยรับหนูไปทำงานได้ไหมคะ ตำแหน่งเด็กฝึกงานก็ได้” “ไม่ใช่ไม่ได้หรอกนะ อายินดีต้องรับหนูเสมอ แต่หนูมินนี่เอาจริง?” ท่านเลิกคิ้วมองฉัน “แน่นอนสิคะ หนูไม่รับค่าจ้างเดือนแรกก็ได้ขอให้หนูได้ลองทำดู แต่มีข้อแม้นะคะคุณอา” “ข้อแม้ว่า...” “ถ้าการเปิดตลาดโลจิสติกส์โซนยุโรปสำเร็จด้วยแผนการของหนู หนูขอถือหุ้น สี่สิบเปอร์เซ็นต์ของสาขาย่อยยุโรปค่ะ” “หืม...” สายตาของท่านจากที่มีแต่เความเอ็นดูเปลี่ยนมามองกันด้วยท่าทีจริงจัง พลางกอดอกหันไปมองเลขาของเขาพร้อมกับสั่งให้เลขานำข้อมูลบางอย่างให้ฉันดู “นี่เป็นข้อมูลปัญหาบางส่วนของการเปิดตลาดโซนนั้น หนูเอาศึกษาดูก่อน แล้วพร้อมมาทำงานกับอาได้เมื่อไหร่ล่ะ” “อาทิตย์หน้าก็เริ่มได้ค่ะ” “มาทำงานกับอาแบบนี้ คุณภาคินจะไม่ว่าเหรอ บริษัทหนูก็ใหญ่โตขนาดนั้น” ฉันลืมไปซะสนิทว่าในบรรดาสายตาของคนรอบข้างยังมองฉันเป็นภรรยาคุณภาคินที่รวยเป็นหมื่นล้านอยู่แล้วการที่ท่านแปลกใจก็ไม่ใช่เรื่องแปลก “หนูอยากลองทำอะไรที่ตัวเองถนัดค่ะ เรื่องสถาปนิก หรือโครงสร้างตึกไม่ใช่ทางของหนูเท่าไหร่” “ฮ่า...อาละเสียดายจริง ๆ ถ้าหนูไม่แต่งงาน อาอยากจะแนะนำลูกชายอาให้รู้จักคนอย่างหนูจริง ๆ” “คุณอาก็...หนูตัวลอยแล้วนะคะ” “เอาล่ะ เรากลับเข้าไปในงานเถอะ หนูเองก็เหมือนกัน เดี๋ยวคุณภาคินตามหาหนูเอาแย่ ส่วนเรื่องงานแน่นอนว่าอาจะทำสัญญาให้หนู ไม่ให้หนูเสียเปรียบแน่นอน ถ้าทำได้ล่ะนะ” “แสดงว่าคุณอาตกลงเงื่อนไขของหนูใช่ไหมคะ” ดวงตาฉันเป็นประกาย “แน่นอน ขอเสนอดี ๆ แบบนั้นทำไมอาจะไม่รับล่ะ หนูไม่เหมือนหนูมินนี่ที่อารู้จักเลยนะ เปลี่ยนไปเยอะจริง ๆ เป็นสาวเก่งแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” “คนเราก็ต้องมีพัฒนาการกันบ้างแหละค่ะ คุณอา” จากนั้นฉันก็เดินกลับเข้างานนี้พร้อมกับท่านวีระพงษ์ ซึ่งฉันกับท่านกำลังหัวเราะร่าอารมณ์ดี เพราะคุยกันเรื่องกลยุทธ์การเจาะตลาดโลจิสติกส์ในแถบนั้น วิสัยทัศน์ของฉันทำให้ท่านทึ่งจนหยุดพูดไม่ได้นะสิ (แน่ล่ะฉันมันพนักงานมือฉมังของบริษัทระดับโลกมาก่อนนะ) ทว่า...ความสนุกก็จบลงอีกแล้ว เมื่อมีสายตาคู่หนึ่งจ้องเขม็งมาที่พวกเราตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามาในงานนี้ คุณภาคินขยับสูทเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเข้ามาหากันด้วยท่าที่สุภาพตามมารยาททางสังคม แต่แววตานั้นกลับเต็มไปด้วยความสงสัยที่มองจากดาวอังคารก็ดูออก “สวัสดีครับ ท่านวีระพงษ์ ไม่นึกเลยครับว่าจะเห็นท่านคุยกับภรรยาผมได้ถูกคอขนาดนี้” ภาคินเอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้มธุรกิจ แต่สายตานั้นกลับหันมามองฉันอย่างคาดคั้นแว่บหนึ่ง ‘ชิส์ นึกว่าฉันจะกลัวเหรอ ไม่มีทาง’ “ฮ่า...” คุณวีระพงษ์หัวเราะลั่น ก่อนจะเดินไปตบไหล่คุณภาคินเบา ๆ อย่างสนิทสนมในแวดวงธุรกิจ “คินเอ้ย...อาจะบอกว่านายมีเพชรเม็ดงามอยู่ข้างตัวจนน่าอิจฉาจริง ๆ หนูมินนี่ไม่ใช่แค่คุยสนุก แต่ยังรู้เรื่องธุรกิจอย่างดี เรียกได้ว่าหาตัวจับได้ยาก ขนาดอาเองยังได้ไอเดียใหม่ ๆ ไปตั้งเยอะ” สีหน้าคุณภาคินชะงักไปครู่หนึ่ง เขาหันมองฉันเหมือนไม่เชื่อว่าท่านวีระพงษ์จะพูดถึงฉันแบบนั้น ก็นะแต่ก่อนยัยหนูมินนี่เนี่ยก็เอาแต่ช้อปปิ้ง ไม่ก็นั่งรอสามีในนามกลับบ้าน เพราะคิดว่าอยู่บ้านท่านแล้วก็ต้องปฏิบัติตัวให้ดี ทั้งที่สามีในนามก็พูดตั้งแต่จะแต่งแล้วว่ามองเป็น แค่น้องสาวคนหนึ่งเท่านั้น “ท่านชมมากไปแล้วครับ บางทีเธออาจจะอ่านหนังสือมากขึ้นในช่วงนี้เท่านั้นเองครับ” คุณภาคินพูด “ไม่หรอก สิ่งที่หนูมินนี่พูดออกมาเหมือนคนที่มีความรู้ด้านการทำธุรกิจอย่างถ่องแท้เลยล่ะ อาสัมผัสได้” ท่านวีระพงษ์หรี่ตาลงเล็กน้อยมองมาที่ฉันก่อนจะหันไปมองคุณภาคิน “รักษาหนูมินนี่ไว้ให้ดีล่ะ ถ้าคินปล่อยหลุดมือเมื่อไหร่ อาจะรีบจองตัวหนูมินนี่ให้เจ้าวายุมันเลย ฮ่า...” ท่านวีระพงษ์พูดแกมหยอก(มั้ง) แต่คำพูดนั้นกลับทำให้แม้แต่ฉันยังหน้าเหวอ แถมคุณภาคินก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปมองตาแข็งมาที่ฉันอีก ‘ฉันไม่ผิดซะหน่อย’ ฉันคิดในใจก่อนจะหยักไหล่ใส่เขาไปหนึ่งกรุบ ‘ไอด้อนแคร์ค่ะ...คุณภาคิน’ แต่เชื่อปะ พอท่านวีระพงษ์พูดชื่อวายุออกมา ความทรงจำก็ผุดขึ้นมาอีกแล้ว “คุณอาคะ พี่วายุกลับจากต่างประเทศมาแล้วเหรอคะ ไม่ได้เจอพี่วายุนานเลย เกือบสิบปีแล้วมั้งคะ” “เจ้าวายุ ใกล้กลับมาแล้วล่ะ สัปดาห์หน้า” “สงสัยพอพี่วายุกลับมา มินนี่ต้องไปทักทายสักหน่อยแล้วค่ะ” “บ้านอาพร้อมตอนรับหนูมินนี่นะ เอาล่ะอาคงต้องไปก่อนอย่าลืมเรื่องนั้นของเราละหนูมินนี่” “ไม่ลืมหรอกค่ะคุณอา” ฉันกับคุณภาคินเดินออกไปส่งท่านที่ปากทางเข้าโรงแรมจนรถของท่านลับตา ทว่า...สายตาของคนข้าง ๆ สิทำให้ฉันขนลุกซู่เฉย น่ากลัวจัง
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD