กำลังเลือกซื้อของแบรนด์เนมหรูอยู่กับสาวสวยอีกคนทั้งคู่หัวเราะกันสนิทสนม
มือจับสินค้าไปมาราวกับเป็นเรื่องสนุก
รอยยิ้มของเขา ดูอบอุ่นและเป็นธรรมชาติกับเธอนั้น
ราวกับเตวิชญ์ไม่เคยอยู่ในคืนที่ทำให้หัวใจเพียงฝันปั่นป่วนเลยสักนิด
เพียงฝันกะพริบตา
พยายามตอกย้ำใจตัวเองว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องของฉัน…แค่ผ่านมาเห็น”
แต่หัวใจกลับเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆจนทำให้เธอต้องสะกิดนับดาวเบา ๆ
“นับ…..ดูกระเป๋าใบนั้นสิสวยมากเลยนะแก”
นับดาวมองตามสายตาเพียงฝันแล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
“โอ๊ยมันแพงมากเลยนะยะ”
เพียงฝันกัดริมฝีปากกลั้นลมหายใจ
“ก็จริงของแกเงินเดือนทั้งปีเรายังไม่พอซื้อเลย งั้นเราไปกันเถอะ”
แต่สายตาของเตวิชญ์กับสาวสวยตรงหน้า ทำให้ความรู้สึกในอกเธอร้อนขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ทั้งเจ็บปวด ทั้งอิจฉา
เหมือนถูกเตือนว่า…..แม้เธออยากลืมแค่ไหน
โลกก็ยังย้ำเตือนให้เห็นเขาอยู่ดี
นับดาวเอื้อมมือมาบีบแขนเพียงฝันเบา ๆ
“เดินไปฝั่งอื่นกันเถอะ เรามีสิทธ์ได้แค่มอง”
เพียงฝันพยักหน้า
แต่สายตายังคงแอบชำเลืองกลับไปอีกหลายครั้ง
ทั้งที่รู้มันทำให้ใจเธอพังอีกครั้งโดยไม่ตั้งใจ
เตวิชญ์ยืนนิ่งอยู่ตรงมุมหนึ่ง
มือกำถุงช้อปของหมอน้ำอิงแน่น แต่สายตาไม่อาจละจากเพียงฝันที่เพิ่งผ่านเข้ามาในสายตาเขา
เขาใจเต้นแรง แต่ไม่ใช่เพราะความรู้สึกหวั่นไหวแบบก่อนหน้า
นี่……เป็นความตกใจเมื่อพบเธอในห้างหรูนี้โดยบังเอิญ
หมอน้ำอิงขยับมาข้าง ๆ เขา
หัวเราะเบา ๆ “หมอมาร์ช ช่วยดูหน่อยได้ไหม?กระเป๋าใบนี้เหมาะกับอิงไหม”
เขาพยักหน้า ยิ้มบาง ๆ
“เหมาะครับ”
เพียงฝันสะดุ้งนิด ๆ เมื่อสายตาของเขาสบเข้ากับเธอ
เหมือนเขากำลังประเมินว่า เธอไม่คิดมากกับการเจอกันครั้งนี้ใช่ไหม
เตวิชญ์ถอนหายใจเบา ๆ
สายตาเขายังคงมองเพียงฝันอย่างระวัง
ไม่ใช่เพราะอยากจ้องมองเกินจำเป็น แต่เพราะไม่อยากให้เธอเข้าใจผิดว่าเขามากับผู้หญิงอีกคน
เขารู้ดีว่าหัวใจของเธอยังบอบช้ำจากความรักครั้งก่อน
และเขา ไม่อยากเป็นคนที่เพิ่มความสับสนให้เธออีก
เพียงฝันเห็นท่าทีของเขา
หัวใจเธอค่อย ๆ ผ่อนคลายลงบ้าง
แม้สายตาแอบกังวลอยู่เล็กน้อย
แต่เธอกลั้นใจไม่ให้ความหึงหวงสะกดใจตัวเอง
“จะหึงเขาได้ยังไง” เธอกระซิบในใจ
“แม้แต่ชื่อเขา เรายังไม่รู้จักเลย”
เธอหันไปยิ้มนับดาว
“เราเดินต่อกันเถอะ”
เตวิชญ์พยักหน้าให้หมอน้ำอิงบางๆแต่ในใจ……
ความรู้สึกที่เห็นเพียงฝันยิ้มกับเพื่อนสนิท
กลับทำให้หัวใจเขาเต้นแรงเกินกว่าจะนิ่งเฉย
เขาเดินข้าง ๆ หมอน้ำอิง
แต่สายตากลับมองเพียงฝันที่เดินห่างออกไปจนลับตา
ราวกับอยากจำทุกการเคลื่อนไหวของเธอ
ทุกแววตาที่ปรากฏ……แม้เพียงแวบเดียว
แต่หัวใจเตวิชญ์…..เริ่มรู้สึกถึงความผูกพันบางอย่าง
ราวกับว่าการพบกันครั้งนี้ไม่ใช่แค่บังเอิญ
หลังจากวันที่เพียงฝันเจอเตวิชญ์ในห้างหรู
หัวใจเธอยังเต้นแรงทุกครั้งที่นึกถึง แต่เธอก็บอกตัวเองซ้ำ ๆลืมเขา……เขาคงมีแฟนแล้ว
เธอพยายามย้ำความคิดนั้นทุกเช้าเวลาแต่งตัว
ทุกครั้งที่เพื่อนสนิทอย่างนับดาวพูดถึงชายหนุ่มรูปหล่อที่เจอในห้างวันนั้น
เธอก็แค่หัวเราะเบา ๆ และเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว
เพียงฝันยังรู้สึกผิดอยู่ลึก ๆ ทั้ง ๆ ที่เธอพยายามลืม
แต่ก็อดไม่ได้ที่จะโทษตัวเองสำหรับคืนนั้น
คืนนั้นที่เธอเมาและเผลอ……ไปมีวันไนท์กับผู้ชายที่เพิ่งรู้จัก
เธอรู้สึกว่า…..เธออาจทำร้ายเขาโดยไม่ตั้งใจ
แม้เขาเองยังไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่
ส่วนเตวิชญ์
ตั้งแต่เจอเพียงฝันวันนั้น
เขาก็สังเกตได้ทันทีว่า…..เธอไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นที่เขาเคยเจอ
ความเศร้า ความเกรงใจตัวเอง และความระมัดระวังในสายตาเธอ
ทำให้เขาสงสัยว่าเธอเป็นใคร
เขาไม่รอช้าสั่งให้ลูกน้องคอยสืบเรื่องราวของเธออย่างเงียบ ๆ
ไม่ได้เพราะอยากแทรกแซงชีวิตเธอ
แต่เพราะเขาอยากรู้……ว่าเธอยังโอเคไหม
ยังใช้ชีวิตตามปกติอยู่หรือเปล่า
และสำคัญที่สุด…..เขาอยากรู้ว่าเธอยังคิดถึงเขาอยู่ไหม
ทุกเช้าที่เขาต้องออกไปทำงาน
สายตาของเตวิชญ์มักลอบมองโทรศัพท์
รอรายงานของลูกน้องอย่างใจจดใจจ่อ
ทุกครั้งที่มีข่าวของเธอไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเพื่อน หรือแม้แต่เรื่องเล็ก ๆ ที่เธอทำในชีวิตประจำวัน
หัวใจเขาก็เต้นแรงราวกับเป็นเรื่องส่วนตัวของตัวเอง
แต่ในใจลึก ๆ เขารู้ดีสิ่งที่เขาทำอาจเป็นเรื่องผิด
เพราะการสืบเรื่องคนอื่นโดยไม่บอกตรง ๆ มันไม่ถูกต้อง
แต่เขา……หยุดตัวเองไม่ได้เหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่าง ทำให้เขาต้องรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเธอ
และเพียงฝัน…..ยังคงพยายามลืมเขาทั้ง ๆ ที่หัวใจเตือนเธออยู่เสมอว่า
เธออาจไม่สามารถลืมเขาได้ง่าย ๆ อย่างที่คิด
เตวิชญ์เงยหน้าจากรายงานลูกน้อง
สายตาเขาเข้มขึ้นทันทีเมื่อได้ยินข่าวนั้น
“ชื่อเพียงฝัน ทำงานที่บริษัทของครอบครัวผม?”
เขาพึมพำเบา ๆ ราวกับยังไม่อยากเชื่อ
ลูกน้องพยักหน้า
“ครับ……ผมตามเรื่องราวของเธอตลอด เธอเข้ามาทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยฝ่ายบริหารของแผนกเมื่อสามปีก่อนครับ”
เตวิชญ์สูดหายใจลึก
หัวใจเขาเต้นแรงเหมือนครั้งแรกที่เห็นเธอในห้าง
แต่ครั้งนี้ เขารู้สึกถึงความใกล้ชิดในระดับที่ต่างออกไป
เพียงฝันอยู่ใกล้ตัวเขามากกว่าที่เคยคิด
และเธอ กำลังทำงานในบริษัทของเขา
เขาพยายามควบคุมความรู้สึก
แต่สมองกลับประมวลทุกอย่าง
“นี่มันหมายความว่า เธออยู่ใกล้แค่นี้เองเหรอ”
เขาเอ่ยเบา ๆ ให้ตัวเองฟัง
ความคิดนั้นทำให้เตวิชรู้สึกทั้งตื่นเต้นและกังวล
ตื่นเต้นที่มีโอกาสอยู่ใกล้เธออีกครั้ง
แต่กังวล เพราะไม่อยากให้เพียงฝันเข้าใจผิด
ไม่อยากให้เธอคิดว่าเขากำลังจงใจเข้ามาใกล้เพื่ออะไรบางอย่าง
ลูกน้องของเขาเห็นสีหน้าของเจ้านาย
“แล้วคุณมาร์ชจะทำอย่างไรดีครับ”
เตวิชญ์เลิกคิ้วสายตาเย็น แต่แฝงความคิดลึกซึ้ง
“ตามดูเธอแบบไม่ให้เธอรู้ก็พอ ที่เหลือฉันจัดการเอง”
ในใจเขา…..ครั้งแรกที่เห็นเธอ เขาเคยหวั่นไหว
ครั้งนี้ เขารู้แล้วว่าความรู้สึกนั้นลึกเกินกว่าที่ควบคุมได้ง่าย
และแม้จะพยายามปกป้องหัวใจตัวเองเตวิชญ์ก็รู้ดี
เพียงฝัน…..กำลังเข้ามาใกล้เขามากกว่าที่เขาเคยคิด
เช้าวันนั้น ทั้งตึกบริหารของบริษัทแทบสะเทือน
เมื่อชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตสีกรมท่า กางเกงสแลคเข้ารูป แววตานิ่งลึกคิ้วเข้มรับกับดวงตาลึก
เดินผ่านประตูโถงใหญ่เข้ามาอย่างสุขุม
เตวิชญ์…..มาโผล่ที่บริษัท
เสียงซุบซิบแทบจะดังตามหลังเขาทุกก้าว
เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา หมอหนุ่มคนนี้ไม่เคยย่างกรายเข้ามาในบริษัทของครอบครัวเลย
เขามักเอาแต่ทำงานโรงพยาบาล ไม่สนใจธุรกิจ ไม่สนใจประชุม
ไม่แปลกที่พนักงานใหม่ “ไม่เคยเห็นหน้าเขา”
วันนี้จึงเหมือนวันประวัติศาสตร์
พี่สาวของเตวิชญ์ เตชินี
เดินผ่านโถงชั้นล่างพอดี เธอเบิกตากว้างอย่างเหลือเชื่อ
“เดี๋ยวนะ!……ตาฉันฝาดรึเปล่า”
เธอยืนเท้าเอว จ้องน้องชายที่กำลังเดินผ่าน
“คุณหมอคนดังของบ้านโผล่มาที่บริษัท มีลางสังหรณ์ว่าพายุจะเข้าเลยนะ”
เตวิชญ์ปรายตามามองสีหน้าเรียบ
“พี่นี่ก็พูดเกินไป ผมแค่…..อยากมาดูบริษัทของเรา”
“อยากมาดูบริษัท” เตชินีเลิกคิ้ว
“บริษัทที่นายไม่เคยแยแส ช่วยเล่าให้พี่หายคาใจหน่อยสิ"
เตวิชญ์เม้มปาก ไม่ตอบ
ทว่า แววตาลึก ๆ ของเขามีบางอย่างที่พี่สาวจับได้
มันไม่ใช่เรื่องงานแน่มันต้องเป็นเรื่องอื่นร้อยวันพันปี เตวิชญ์ไม่เคยโผล่มา
คุณธเนศพอได้ยินจากเลขานุการว่า “คุณหมอเตวิชญ์มาที่บริษัท”
ท่านประธานใหญ่แห่ง RA กรุ๊ปแทบจะรีบลงลิฟต์มาดูด้วยตัวเอง
“ลูกชายฉัน? เตวิชญ์? มาบริษัท?”
เขาหัวเราะไม่อยากเชื่อ “หรือมันว่างงาน”
เตวิชญ์ก้มศีรษะให้
“ผมแวะมาดูงานนิดหน่อยครับพ่อ”
พ่อของเขา หรี่ตาลง เล็กน้อย
เหมือนพยายามหาเหตุผลจากสีหน้าลูกชาย
ซึ่งปกติอ่านยากอยู่แล้วแต่วันนี้กลับอ่านยิ่งยากกว่าเดิม
เตชินีเดินเข้ามากอดอกมอง
“มาร์ช…..ตอบพี่มาตรง ๆ นะ”
เตวิชญ์ชะงัก
“นายมาที่นี่ไม่ใช่แค่จะมาดูบริษัทใช่มั้ย”
เตวิชญ์นิ่งยาวนาน จนน่าสงสัยแล้วเขาก็พูดแผ่ว ๆ
“ผมไม่แน่ใจว่าต้องตอบว่าใช่หรือไม่ใช่”
แต่สิ่งที่เขาไม่รู้คือเพียงฝัน กำลังขึ้นลิฟต์มาชั้นเดียวกับที่เขายืนอยู่
และโชคชะตากำลังจะจัดเวลาให้ทั้งคู่ได้เจอกันอีกครั้งแบบไม่ทันตั้งตัว