บทที่ 1 ลูกบุญธรรม

1618 Words
ณ ห้องสี่เหลี่ยมเพนต์เฮาส์หรูใจกลางกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ ภายในนั้นตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์นยุคสมัยใหม่ แต่ก็ยังไม่ทิ้งกลิ่นอายความเป็นยุโรป บนพื้นไม้นั้นมีเสื้อผ้าเกลื่อนพื้น ราวกับคนสวมใส่นั้นโยนทิ้งอย่างไม่ไยดี ถัดมาเป็นเตียงนอนขนาดหกฟุตที่มีร่างหนาของชายชาวเอเชีย และหญิงสาวชาวยุโรปนอนกอดกันอยู่ ทั้งสองนั้นเปลือยเปล่า มีเพียงผ้าห่มผืนหนาคลุมไว้อย่างหมิ่นเหม่ ร่างบางขยับเบา ๆ ในอ้อมกอดของเขา เธอรู้สึกอ่อนเพลียจากศึกหนักเมื่อคืน ขณะเดียวกันเจ้าของร่างหนาข้างกายก็ให้ความอบอุ่นได้ดี ร่างบางนอนคุดคู้ในอ้อมแขนของเขา กระทั่ง ครืดด ครืดด~ เสียงโทรศัพท์ก็ปลุกร่างหนาให้สะดุ้งตื่น ชายหนุ่มครางเสียงอย่างคนกำลังรำคาญ กระนั้นฝ่ามือหนาก็ควานหาโทรศัพท์มากดรับโดยที่ยังไม่ทันได้ลืมตา เพราะคนที่รู้เบอร์ของเขานั้นมีไม่กี่คน และแต่ละคนสำคัญทั้งนั้น หากไม่รีบรับอาจจะเกิดเรื่องได้ ติ๊ด! [กร! เกิดเรื่องแล้ว!] เสียงตะคอกนี้เขาจำได้ดี มารดาโทรข้ามซีกโลกมาหา กรวีร์ถึงกับสะดุ้งเฮือกจากเตียงนอน ทำให้สาวข้างกายสะดุ้งตามไปด้วย “เกิดอะไร...อุปส์!” เธอโพล่งเสียงออกมาเป็นภาษาอังกฤษ​ ก่อนจะโดนฝ่ามือหนายกขึ้นปิดริมฝีปากสวย [เสียงอะไรน่ะ นี่ลูกอยู่กับผู้หญิงอีกแล้วเหรอ!] “จิ๊...” เขาจิ๊ปากด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะพยักพเยิดหน้าให้เธอคนนี้ออกไปก่อน ซึ่งสาวเจ้าก็ทำตามที่เขาบอกอย่างว่าง่าย [แม่บอกแล้วไงว่าอย่าทำตัวแบบนี้ ยิ่งลูกทำแบบนี้ถ้าพ่อรู้จะทำยังไง พ่อแกเขาห่วงภาพลักษณ์แค่ไหนแกก็รู้] มารดาว่าด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ นั่นทำให้กรวีร์รู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องแบกรับภาพลักษณ์ของครอบครัวเสมอ “ผมไม่สร้างปัญหาให้หรอกน่า” ว่าพร้อมกับกระถดตัวขึ้นอิงแผ่นหลังที่หัวเตียง “ว่าแต่แม่มีไรครับ” [มีเรื่องด่วนน่ะสิ...] “ครับ?” น้ำเสียงของมารดานั้นเปลี่ยนไป แลดูมีความกังวล [พ่อแก...บอกว่าจะรับผู้หญิงคนหนึ่งมาเป็นลูกบุญธรรม] “ว่าไงนะครับ” กรวีร์ได้ยินแล้วก็ถึงกับไม่เชื่อ เพราะพ่อไม่เคยพูดเรื่องนี้กับเขามาก่อนเลย [แล้วที่สำคัญไม่ใช่เด็กเจ็ดแปดขวบนะ แต่เป็นผู้หญิงอายุยี่สิบเจ็ดปีแล้ว!] คนเป็นแม่พูดเสียงดังเต็มไปด้วยความโกรธ ยิ่งได้ยินกรวีร์ก็รับรู้ถึงความผิดปกติ “จริงเหรอครับ” [ก็จริงสิ คิดว่าแม่จะโทรมาล้อเล่นหรือไง] “ก็ผมนึกว่าแม่อยากให้ผมกลับไทยจนต้องเอาเรื่องนี้มาหลอก” อะไรก็เกิดขึ้นได้ มารดาเคยแกล้งป่วยเพื่อให้เขากลับบ้านเกิดมาแล้ว ทำไมครั้งนี้จะโกหกเขาไม่ได้ [แม่พูดจริง แล้วแม่ก็ไม่คิดด้วยว่าผู้หญิงคนนี้จะเข้ามาเป็นลูกบุญธรรม] แต่คราวนี้น้ำเสียงของคนเป็นแม่นั้นมันต่างจากคราวก่อนที่เคยโกหกเขา หางเสียงแกว่ง แสดงถึงความอ่อนไหวทางความรู้สึก “แล้วถ้าแม่ไม่โอเค แม่ก็คัดค้านสิครับ เท่าที่ผมรู้มา การรับรองบุตรบุญธรรมนี่ต้องให้คู่สมรสยินยอมก่อนนี่ครับ แม่ก็ค้านไป” บุตรชายนี้มีความรู้มากนัก และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ลูกชายยังคงอยู่ต่างประเทศ [แล้วแกคิดว่าแม่จะขัดใจอะไรได้ล่ะ เดี๋ยวก็หาเรื่องบังคับแม่ให้ยอมอยู่ดี แกก็รู้ว่าพ่อแกเป็นใคร] บิดาเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ดำรงตำแหน่งมาแล้วถึงสองสมัยติดต่อกัน นั่นทำให้ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งแม้แต่สตรีหมายเลขหนึ่งอย่างผู้เป็นแม่ “ครับ แม่ต้องการให้ผมไปขัดพ่อใช่ไหมครับ” [แหงสิ แม่ว่า...ถ้าเป็นลูก พ่ออาจจะยอมก็ได้นะ] น้ำเสียงของมารดานั้นมีความหวังขึ้นมา ทำให้เขาไม่อาจกล้าขัดใจได้ ชายหนุ่มตอบรับเสียงแผ่วเบา มันอาจจะถึงคราวที่เขาต้องกลับบ้านจริง ๆ เสียแล้ว... หลังจากวางโทรศัพท์กรวีร์ก็กดโทรศัพท์โทรเรียกเลขาฯ ส่วนตัวของเขา ซึ่งอีกฝ่ายนั้นเป็นทั้งเพื่อน เลขาฯ ลูกน้อง บอดีการ์ด เรียกได้ว่าเป็นทุกอย่างของเขา “เข้ามานี่หน่อย” พูดแล้วก็กดตัดสายทันที ลูกน้องน่าจะเข้าใจว่าเขาต้องการอะไร ชายหนุ่มต้องการให้เลขาฯ ส่วนตัวมาเคลียร์กับผู้หญิงที่เขาพามาเมื่อคืน นั่นก็คือมอบเงิน และเซ็นสัญญาว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ แต่ทว่าขณะที่เขาอาบน้ำอยู่นั้น... “ฉันไม่ยอมหรอกนะ คิดว่าเงินแค่นี้จะซื้อฉันได้เหรอ ฉันไม่ได้ขายตัวนะ!” เสียงของเธอดังเข้ามาในห้องน้ำ ทำให้เขาต้องรีบอาบน้ำแล้วสวมเสื้อคลุมอาบน้ำออกมา “เฮนรี่!​ ลูกน้องของคุณพูดแบบนี้หมายความว่าไง” กรวีร์ใช้ชื่อปลอม ไม่ได้บอกชื่อจริงเพื่อเลี่ยงหากว่าข้อมูลของเขารั่วไหล หากวันใดวันหนึ่งเขาได้เดินตามรอยเท้าผู้เป็นพ่อ ข่าวว่าเขาชอบคั่วผู้หญิงสมัยเรียนที่ต่างประเทศจะได้ไม่มี “ตามนั้นครับ” เขาตอบสั้น ๆ ง่าย ๆ “ได้ไง ฉันไม่โอเคเลย” เธอมองเขาด้วยแววตาเต็มไปด้วยความเสียใจ หญิงสาวในชุดคลุมอาบน้ำเช่นกันนั้นไม่อยากจะเชื่อหู เมื่อคืนเขาก็ดูสนใจเธอ แต่ทำไมพอเช้าวันใหม่กลับทำเหมือนว่าเรื่องเมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้น “เท่าไรครับ ต้องการเท่าไร” ริมฝีปากหนาเอ่ยพร้อมกับเดินไปคว้าเช็คเงินสดออกมา ผู้หญิงเหมือนกันหมด พอเห็นเงินก็ดวงตาลุกวาว ซึ่งจำนวนเงินที่เขาให้ลูกน้องเสนอไปคราแรกก็แค่วัดใจก็เท่านั้น รู้ดีว่าผู้หญิงมักตีตราราคาตัวเองไว้อยู่แล้วว่าตนต้องการเท่าไร ...หญิงสาวผมสีบลอนด์ลืนน้ำลายลงคอ พอเห็นว่าโอกาสที่จะคว้าเงินสดมันลอยอยู่ตรงหน้า ทำไมจะไม่รีบรับไว้ เธอค่อย ๆ ยื่นมือไปรับเช็คเงินสดจากเขา พอเห็นจำนวนเงินที่เขาเขียนไว้ดวงตาก็ลุกวาว มันเยอะกว่าที่ลูกน้องของเขาเสนอให้เสียอีก “เซ็นสัญญาด้วยล่ะ” เขาหันไปพยักพเยิดหน้าให้ลูกน้องคนสนิท วรเมธก็รีบทำตามหน้าที่ทันที เขาพาสาวผมสีบลอนด์ไปจัดการเอกสารที่ห้องนั่งเล่น... กรวีร์ส่องกระจกมองเงาสะท้อนใบหน้าของตัวเองด้วยความพึงพอใจในความหล่อเหลา แต่พอนึกถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของคนเป็นแม่ใบหน้าหล่อเหลาก็ตึงขึ้นมาทันที เขาต้องกลับบ้านถาวรแล้วหรือ ชายหนุ่มยังไม่พร้อมสักเท่าไร หลังเรียนจบรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชื่อดังในประเทศบ้านเกิด กรวีร์ก็ได้สอบชิงทุนไปเรียน Master in Public Policy ที่ Harvard Kennedy School แล้วต่อ PhD ด้าน Government ที่ Oxford เขาฝึกงานกับสหประชาชาติ และเคยเขียนนโยบายด้านการศึกษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งชีวิตนี้เขามุ่งมั่นกับการเรียนหนังสือจนจบปริญญาเอกในวัยสามสิบปี เพื่อปูทางให้กับตัวเองในการเดินตามรอยเท้าผู้เป็นพ่อ ให้กลายเป็นคนที่มีโพรไฟล์ดีเลิศเปี่ยมไปด้วยความรู้ มีการศึกษา สร้างความน่าเชื่อถือในสังคม เป็นหน้าเป็นตาให้แก่วงศ์ตระกูลและประเทศชาติ กรวีร์ทำได้ดี เขาเป็นนักเรียนที่ได้รับคำชม และมีงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ กระนั้นการแบกรับความเครียดก็ทำให้เขาต้องระบายไปกับเรื่องบนเตียงกับผู้หญิงสวย ๆ แต่นี่ก็ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดที่ทำให้ชายหนุ่มต้องทำแบบนี้กับผู้หญิงทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต มีบางอย่างที่เขาจดจำไว้ในใจเสมอมาและไม่เคยลืม...ว่าเคยโดนผู้หญิงคนหนึ่งปฏิเสธมา... สองวันต่อมา... กลิ่นอายความร้อนกระทบผิวทันทีที่ลงจากเครื่องบินส่วนตัว กรวีร์เดินนำหน้าลูกน้องหนุ่มที่มีอายุเท่ากันจนเรียกอีกฝ่ายว่าเพื่อน ครืดด ครืดด~ พอลงมาได้ไม่นานโทรศัพท์ก็ดังขึ้น กรวีร์รู้ว่าใครโทรมา เขากดรับโดยไม่ได้คิดอะไร มารดาคงอยากโทรหานานแล้ว แต่เพราะบนเครื่องบินไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ติ๊ด! [แม่โทรไปไม่ติดเลยกร แม่มีเรื่องสำคัญรู้หรือเปล่า] “ผมอยู่บนเครื่องบินครับแม่ ตอนนี้ถึงแล้ว” [หา แล้วตอนนี้ลูกอยู่กรุงเทพฯ เหรอ...] น้ำเสียงของมารดานั้นเต็มไปด้วยความแปลกใจ เพราะเขาไม่ได้บอกว่ากลับบ้านวันไหน “ครับแม่ กำลังไปบ้านแล้วครับ” [มาด่วน ๆ เลย พ่อพานางนั่นเข้ามาในบ้านแล้ว แม่ไปตามสืบมา นางนั่นไม่ได้จะมาเป็นลูกบุตรธรรมจริง ๆ แต่มันเป็นเมียน้อยพ่อแก...] คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน ถ้าเป็นอย่างที่คนเป็นแม่พูด มันก็น่าเกลียดเกินที่พ่อจะพาเมียน้อยเข้าบ้าน แถมยังจะให้เข้ามาในฐานะลูกบุญธรรม เขารู้ดีว่าทำไมพ่อถึงต้องทำแบบนี้ ท่านเป็นนายกฯ เป็นคนที่ต้องรักษาภาพลักษณ์ การมีเมียน้อยไม่ได้เป็นที่ยอมรับในประเทศ ผู้เป็นพ่อเลยเก็บเมียน้อยไว้ในฐานะลูกบุญธรรม...
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD