หลังเลิกเรียนมายูแวะไปที่ซูเปอร์มาเก็ตเพื่อซื้อของกินและของใช้ เธอออกแรงผลักรถเข็นไปด้านหน้า แวะตามชั้นวางของต่าง ๆ หยิบของใช้ที่ต้องการวางลงในรถเข็น คิดว่ากลับไปถึงช้าหน่อยจะได้ไม่เจอใครบางคน
ทว่าจู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น พลันทำให้อารมณ์ที่ดีอยู่ก่อนหน้า สลายหายไปทันที
“พี่ช่วยเข็นรถให้นะครับ”
อีกฝ่ายไม่เพียงแค่พูดปากเปล่า ยังแทรกตัวมาแย่งรถเข็นของเธอไปจับไว้หน้าตาเฉย
“เป็นผีหรือไง ไปที่ไหนก็เจอ”
“ไหน ๆ ก็เป็นเพื่อนบ้านกันแล้ว ผูกมิตรกันไว้ดีกว่านะครับ น้อง…” โปรดลากเสียงยาวเป็นเชิงคำถาม เพื่อให้เธอหลุดพูดชื่อของตัวเองออกมา
“มิจฉาชีพน่ะสิไม่ว่า”
“บอกชื่อหน่อยสิครับ พี่อยากรู้จัก”
“ก็เคยบอกไปแล้วไง ถ้าว่างมากก็แวะไปเช็กสมองที่โรงพยาบาลบ้างนะ ดูแล้วน่าจะเป็นอัลไซเมอร์”
“ถึงจะความจำสั้นแต่รักพี่ยาวนะครับ แล้วอีกอย่างชื่อนั้นก็ไม่ใช่ชื่อของน้อง ทำไมพี่ต้องจำ”
คิ้วเรียวของคนตัวเล็กย่นเข้าหากัน “รู้ว่าไม่ใช่ชื่อของฉัน ก็น่าจะรู้ว่าฉันไม่อยากเล่นด้วย ทำไมถึงได้ตามตอแยไม่เลิก”
“พี่กำลังตามตอแยน้องอยู่เหรอ ไม่รู้ตัวเลยแฮะ อีกอย่างพี่จะไปรู้ได้ไงครับว่าน้องเลิกเรียนเวลาไหน แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าน้องจะแวะมาซื้อของที่นี่ พอดีพี่เพิ่งย้ายมาอยู่เพนต์เฮาส์ ของในห้องยังขาดอีกเยอะ ก็เลยมาซื้อของเข้าห้อง”
“ทำเป็นร่ายยาว สรุปก็คือจะบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญอีกว่างั้น”
มายูหันแผ่นหลังแล้วเดินหนีขณะบ่นอีกฝ่าย ดูเหมือนว่าเธอจะลืมเรื่องที่คิดว่าหนุ่มรุ่นพี่แอบตามเธอ เมื่อเห็นของที่ต้องการซื้อก็หยิบวางลงในรถเข็น
โปรดเดินตามคนตัวเล็กเงียบ ๆ เลือกของที่เขาต้องการด้วยเช่นกัน มายูมารู้ตัวอีกทีก็ตอนจะมาถึงเคาน์เตอร์คิดเงิน พบว่าอีกฝ่ายหยิบของมาวางรวมกันจนเต็มรถเข็น
“อ้าว ใครใช้ให้นายเลือกของมาใส่รถเข็นของฉันเนี่ย ลำบากมาแยกตอนคิดเงินอีกละ”
“คิดรวมเลยครับ”
โปรดไม่ได้สนใจเสียงบ่นแผ่วเบาของสาวสวย เขาเอ่ยกับแคชเชียร์ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสแกนจ่ายของที่ซื้อมาด้วยกันทั้งหมดหลังจากคิดเงินเสร็จ แล้วรีบผลักรถเข็นออกไปที่ลานจอดรถทันที
“ขอถุงเพิ่มสองใบค่ะ” มายูซื้อถุงที่มีขายตรงเคาน์เตอร์คิดเงิน แล้วรีบเดินตามเขาไปที่รถ
“นี่นาย หยุดก่อน แบ่งของแล้วจะไปไหนก็ไป ส่วนเรื่องเงินฉันจะโอนคืนให้”
“ค่อยไปแบ่งกันที่ห้องนะครับ ตรงนี้มันร้อน”
โปรดเปิดกระโปรงท้ายรถ หยิบถุงสามใบขนาดใหญ่วางลงในนั้นแล้วปิดทันที โดยไม่ฟังคำทัดทานของหญิงสาว
มายูถอนหายใจ ช้อนดวงตามองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าบึ้งตึง ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือตั้งใจกับการเจอกันในครั้งนี้ ทว่าเรื่องจ่ายเงินและนำของที่ซื้อไปใส่ไว้ในรถของเขา มันคือความตั้งใจของโปรดร้อยเปอร์เซ็นต์
มายูเข้าไปนั่งในรถของตัวเอง แล้วขับตามกันออกไป เมื่อไปถึงลานจอดรถของเพนต์เฮาส์สุดหรู เธอก็ถือถุงเปล่าที่ซื้อมาเข้าไปหาหนุ่มรุ่นพี่
“แบ่งของกันตรงนี้แหละ”
“พี่ว่าขึ้นไปบนห้องดีกว่า ตรงนี้มันไม่สะดวก”
โปรดคลี่ยิ้มละมุน ถือถุงเดินตรงไปยังลิฟต์ มายูถอนหายใจพรืดใหญ่ให้กับความเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่าย จำต้องเดินตามกันเข้าไปด้านใน
“มือพี่ไม่ว่าง น้องกดลิฟต์ให้หน่อยสิครับ”
ลิฟต์ของชั้นเพนต์เฮาส์ต้องใช้คีย์การ์ดสแกนถึงจะกดเลือกชั้นได้ และประตูลิฟต์ก็จะเปิดออกที่ชั้นดังกล่าวเท่านั้น ไม่สามารถเลือกชั้นอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของได้
มายูรู้ว่าอีกฝ่ายจงใจ และเธอก็ไม่สะดวกใจที่จะให้คนแปลกหน้าเข้าไปในห้อง
“คีย์การ์ดอยู่ไหน ไปที่ห้องของนายแล้วกัน”
“ในกระเป๋ากางเกง”
ดวงตาคมหลุบมองกระเป๋ากางเกงนักศึกษาสีดำ ไม่ต่างจากสายตาของคนตัวเล็กที่มองไปยังส่วนล่างของคนตัวสูง ก่อนจะเลื่อนมือที่สั่นเล็กน้อยเข้าไปใกล้
เธอยังไม่ทันได้ล้วงเข้าไป เสียงทุ้มก็ดังขึ้นอย่างหยอกล้อ
“ระวังงูฉกนะครับ”
“ไอ้บ้า ลองมาฉกดูสิ ฉันจะบีบให้ตายคามือเลย”
มายูเอ่ยเสียงกร้าวเรียกความมั่นใจให้กับตัวเอง เพราะกระเป๋ากางเกงมันอยู่ใกล้กับแท่งความเป็นชายที่เคยเข้าไปสัมผัสกับช่องทางสงวนของเธอมาแล้ว
หญิงสาวรวบรวมความกล้า เลื่อนมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ขณะจะหยิบคีย์การ์ดออกมา ก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างกระตุกโดนมือของเธอผ่านเนื้อผ้า
ดวงตากลมเบิกกว้าง ใบหน้าแดงก่ำและเห่อร้อนผิดปกติ ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายสั่นไหวแทบทะลุออกมาจากอก เธอรีบชักมือออก ในขณะที่คนตัวสูงกระตุกยิ้มมุมปากเพราะได้แกล้งเธอให้เสียอาการ
มายูยื่นคีย์การ์ดไปสแกนตรงข้างประตู แล้วเอ่ยถาม
“อยู่ชั้นไหน”
“สามสิบสี่ครับ”
มือเล็กกดหมายเลขดังกล่าว ลิฟต์ก็เคลื่อนตัวขึ้นไปข้างบนทีละชั้น เมื่อถึงชั้นที่โปรดพักอาศัย ประตูลิฟต์ก็เปิดออก