1

1633 Words
หนึ่งฤทัย นุชาบริรักษ์ หญิงสาววัยยี่สิบสอง มองบรรยากาศของบ้านสวนคุณยายด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ เธอย้ายตามคุณยายเยื้อน อารยสกุลเดช กลับมายังบ้านเกิดเมืองนอนของท่านที่จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากที่คุณตาได้เสียชีวิตไปเมื่อหลายเดือนก่อน บิดามารดาของเธอนั้นเสียชีวิตนานแล้วตั้งแต่เธอยังเล็กๆ เธอจึงอาศัยอยู่กับคุณตาคุณยายมาตลอด “อุ๊ย!” หนึ่งฤทัยอุทานเมื่อมีลูกบอลกระเด็นมาโดนตัวเธอ พอหันไปก็เห็นเด็กชายตัวน้อยกำลังยืนตาแป๋วอยู่ตรงหน้า “ขอโทษครับ” เด็กน้อยรีบเอ่ยขอโทษ วิ่งเข้ามาเก็บลูกบอลอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะสะดุดหกล้มด้วยความซุ่มซ่าม “โอ๊ย!” หลังจากเสียงร้อง เด็กชายกิต ธาดานรจักรวัยแปดขวบก็เบะปากทำท่าจะร้องไห้ นั่นทำให้หนึ่งฤทัยต้องรีบเข้าไปหาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจในทันที “จับกบได้กี่ตัวจ๊ะ” ประโยคนั้นทำให้กิตเงียบกริบ มองหน้าของพี่สาวคนสวยตาปริบๆ “กบเหรอครับ” “ใช่จ้ะ ก็เมื่อกี้เราจับกบไง ได้กี่ตัวเอ่ย” เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยไม่ร้องไห้อีก หนึ่งฤทัยจึงชวนอีกฝ่ายคุยต่อในทันที “ไม่... ไม่ได้สักตัวเลยครับ” เด็กน้อยตอบอย่างแสนซื่อ กะพริบตาปริบๆ มองพี่สาวคนสวยตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม “ไหนพี่ดูหัวเข่าหน่อยสิจ๊ะ” เธอก้มลงไปมองเข่าของเด็กน้อย ปรากฏว่ามีแผลและมีเลือดไหลซึมออกมา จำได้ว่าตอนเด็กๆ นั้น เธอหกล้มแบบนี้ก็ร้องไห้โยเย กิตตรงหน้าถือว่าเข้มแข็งมากกว่าเธอมากที่ทนความเจ็บปวดได้ ไม่เอาแต่ร้องไห้แบบเธอ แม้ว่าคุณตาคุณยายจะเบี่ยงเบนความสนใจเช่นไรก็ไม่เป็นผล เธอยิ้มเมื่อนึกถึงประโยคบอกเล่าของคุณยายที่เล่าให้เธอฟังว่าเมื่อตอนสมัยเด็กนั้นเธอขี้แยเพียงใด “เจ็บจังเลยครับ” “เดี๋ยวพี่ทำแผลให้นะ” “ทำแผลแล้วจะเจ็บไหมครับ” “ทำแผลแล้วจะหายเจ็บจ้ะ” “จริงๆ เหรอครับ อย่าหลอกผมนะ” “ไม่หลอกจ้ะ” “กิต อยู่นี่เองลูก เป็นอะไรหรือเปล่า” ภีมพัฒน์ ธาดานรจักร เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าลูกชายตัวน้อยกำลังอยู่กับหญิงสาวคนหนึ่ง เธอเป็นเพื่อนบ้านที่เพิ่งย้ายมาอยู่ เขาพอทราบข่าวคราวอยู่บ้างแล้ว “คุณพ่อ” เด็กชายตัวน้อยรีบลุกและวิ่งไปหาบิดาโดยเร็ว ก่อนจะกอดคอหนาของบิดาเอาไว้ ออดอ้อนบอกว่าเจ็บเข่า “เจ็บเข่าจังครับ” “ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวพ่อใส่ยาให้” “แต่พี่สาวคนสวยบอกว่าจะใส่ยาให้” เด็กชายรีบเอ่ยบอกหันไปมองหนึ่งฤทัยที่ยืนมองสองพ่อลูกอยู่เงียบๆ เธอยิ้มให้เพื่อนบ้านหนุ่ม ในขณะที่ภีมพัฒน์เองก็ยิ้มตอบกลับไป หัวใจของเขากระตุกวูบเมื่อได้สบสายตาหวานละมุนของหญิงสาวตรงหน้า “อย่าไปรบกวนพี่เขาสิครับ” ภีมพัฒน์รีบปรามบุตรชาย นั่นทำให้เด็กน้อยหน้าม่อยไปในทันที “ไม่ได้เหรอครับ” เสียงอ่อยเอ่ยถาม พลางมองพี่สาวคนสวยที่เข้ามาช่วยเหลือเอาไว้ตาละห้อย “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันบอกเขาไปแล้วว่าจะทำแผลให้ เดี๋ยวฉันทำแผลให้เองนะคะ” หนึ่งฤทัยยิ้มอย่างเป็นมิตรพลางเอ่ยบอกคนเป็นพ่อ “อย่างนั้นก็ได้ครับ” เขาเห็นแววตาออดอ้อนของบุตรชายก็ใจอ่อนยวบ น่าแปลกที่กิตไม่ร้องเลยสักนิด ปกติแล้วเห็นเลือดหรือมีแผลต้องร้องไห้งอแงแล้วนั่นเอง “คุณเพิ่งย้ายมาใช่ไหมครับ” “ใช่ค่ะ ที่นี่เป็นบ้านเกิดของคุณยายน่ะค่ะ ฉันชื่อหนึ่งฤทัย เรียกหนึ่งก็ได้ค่ะ ฉันเป็นลูกคนเดียวน่ะค่ะเลยมีชื่อเล่นว่าหนึ่ง” “ผมชื่อภีมพัฒน์ครับ เรียกภีมก็ได้” เขาแนะนำตัวเองบ้าง “ผมชื่อน้องกิตครับ เรียกน้องกิตก็ได้” ประโยคของเด็กน้อยที่รีบแนะนำตัว ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองถึงกับหัวเราะออกมาในทันที “น้องกิตเก่งมากเลยค่ะ ไม่ร้องเลย ทำแผลเสร็จแล้ว เดี๋ยวก็หายนะคะ เพี้ยงๆ” เธอปิดแผลให้เด็กน้อยเสร็จก็เป่าให้เบาๆ พร้อมทั้งรอยยิ้มเอ็นดู “ผมย้ายมาอยู่ที่นี่หลายปีแล้วครับ เห็นว่าบ้านของคุณหนึ่งปิดมาหลายปี” เขาอยู่เชียงใหม่มาตั้งแต่เกิด แต่ย้ายบ้านจากอำเภอหนึ่งมาอยู่อีกอำเภอหนึ่ง “คุณยายย้ายไปอยู่กับคุณตาน่ะค่ะ พอคุณตาเสียก็คิดถึงบ้านเกิดตามประสาคนแก่ ท่านเลยพาหนึ่งย้ายกลับมาอยู่ที่นี่น่ะค่ะ” “จริงนะครับ คนเราพอแก่ตัวไปก็มักจะคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง” “หนึ่งอยู่กับคุณตาคุณยายตั้งแต่เด็กน่ะค่ะ คุณพ่อคุณแม่จากไปตั้งแต่หนึ่งยังแบเบาะ” เธอเล่าเรื่องส่วนตัวให้เขาได้ฟัง ใบหน้าเรียวรูปไข่ ผิวพรรณผุดผ่อง คิ้วเรียวสวย ริมฝีปากเต็มอิ่ม จมูกโด่งงามและดวงตากลมโต รวมถึงรูปร่างบอบบางอรชรอ้อนแอ้นน่าทะนุถนอมของเธอ ทำให้ภีมพัฒน์หัวใจกระตุก เขาตกหลุมรักเธออย่างไม่ทันตั้งตัว “ยินดีต้อนรับกลับบ้านเกิดนะครับ มีอะไรให้ผมช่วยเหลือก็บอกได้เลยนะครับ” “ขอบคุณค่ะ หนึ่งขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” เธอพูดกับเขาด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มกระชากใจของเธอทำให้เขารู้สึกหัวใจเต้นแรง ยิ้มออกมาอย่างเผลอไผล “คุณภีมยิ้มอะไรคะ” “เอ่อ... เปล่าครับ ผมยิ้มไม่ได้เหรอครับ” เขาอุ้มบุตรชายตัวน้อย เดินมาส่งเธอที่บ้านจึงเอ่ยถามอย่างเก้อๆ “ยิ้มได้ค่ะ แต่คุณยิ้มไม่หุบเลย ฉันก็เลยถามน่ะค่ะ” เธอยิ้มให้เขา ทำให้ภีมพัฒน์ยิ้มหนักกว่าเดิม “ขอบคุณนะครับที่ช่วยเหลือลูกชายของผมเอาไว้” “ไม่ได้ช่วยอะไรหรอกค่ะ น้องกิตแค่หกล้มเท่านั้นเอง” “ถึงยังไงก็ต้องขอบคุณมากๆ ครับ” “คุณแม่ของน้องกิตล่ะคะ ไม่เห็นเลย” ประโยคของหญิงสาวทำให้กิตถึงกับหน้าม่อย นั่นจึงทำให้เธอกะพริบตาปริบๆ มองเด็กน้อยแล้วรู้สึกว่าตัวเองพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า “ผมอยู่กับน้องกิตสองคนครับ” ประโยคของภีมพัฒน์ทำให้หนึ่งฤทัยเริ่มเข้าใจ “ขอโทษนะคะไม่ได้ตั้งใจจริงๆ” “ไม่เป็นไรหรอกครับ” “ผมอยากได้พี่หนึ่งเป็นคุณแม่จัง” จู่ๆ เด็กน้อยก็พูดทะลุกลางป้องออกมา ทำเอาหนึ่งฤทัยที่ไม่ได้ตั้งตัวถึงกับอ้าปากค้าง “ไม่เอาครับน้องกิต ไม่พูดแบบนั้นนะครับ” “น้องกิตขอโทษครับ แต่น้องกิตอยากมีคุณแม่เหมือนคนอื่นบ้าง” คนพูดกอดคอหนาของบิดาอย่างออดอ้อน ทำหน้าม่อยเช่นเดิม นั่นทำให้หนึ่งฤทัยรู้สึกเอ็นดูและสงสารอยู่ไม่น้อย เธอไม่ได้รู้สึกโกรธเด็กน้อยเลยสักนิด “คุณยายกำลังเตรียมอาหารน่ะค่ะ กลิ่นหอมเชียว หนึ่งออกมาเดินเล่นคงต้องไปช่วยคุณยายทำอาหารแล้วค่ะ” เธอพูดแล้วยิ้มให้เขา “หอมจังเลยครับ” เด็กน้อยยังไม่อยากจากหนึ่งฤทัยไปเลยรีบพูดขึ้น “วันนี้พี่หนึ่งทำอาหารเยอะแยะเลย มากินด้วยกันไหมคะ” ด้วยว่าสงสารสายตาเศร้าๆ ปนออดอ้อนนั้นทำให้เธอจำต้องเอ่ยปากชวน “กินได้เหรอครับ” น้ำเสียงและท่าทีตื่นเต้นของเด็กน้อยทำให้หนึ่งฤทัยยิ้มเอ็นดูส่งไปให้ “กินได้สิครับ” “ไม่รบกวนพี่หนึ่งสิครับ” ภีมรีบปรามเอาไว้ “รบกวนเหรอครับ” เด็กน้อยเอ่ยถามเสียงเศร้าอีกเช่นเคย “ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณภีม เราเป็นเพื่อนบ้านกัน หนึ่งขอเชิญคุณภีมกับน้องกิตมารับประทานอาหารเย็นด้วยกันนะคะ จะได้ทำความรู้จักกับคุณยายด้วย คุณยายของหนึ่งใจดีค่ะ ท่านชอบทำอาหารด้วยค่ะ” เธอยิ้มกว้างให้เขา รอยยิ้มสดใสและจริงใจของเธอทำให้ภีมพัฒน์ต้องเดินตามเข้าไปในบ้าน “คุณยายขา วันนี้หนึ่งชวนเพื่อนบ้านของเรามากินข้าวด้วยนะคะ” ประโยคของหนึ่งฤทัยทำให้คุณยายสูงวัยท่าทางใจดีเดินออกมาจากห้องครัว ท่านดูกระฉับกระเฉงและยิ้มง่ายเหมือนหลานสาวคนเดียว “ยินดีมากจ้ะ” คุณยายพูดด้วยรอยยิ้ม “สวัสดีครับ” สองพูดลูกพูดพร้อมกันก่อนจะยกมือไหว้หญิงชรา “ไหว้พระเถอะจ้ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะ” “นี่คุณภีมพัฒน์ค่ะคุณยาย ส่วนนี่น้องกิตลูกของคุณภีมพัฒน์น่ะค่ะ” หนึ่งฤทัยถือโอกาสแนะนำให้คุณยายได้รู้จักสองพ่อลูก “ได้ทำความรู้จักกันแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกันจะได้ช่วยเหลือกันและกัน บ้านของเรามีแต่ผู้หญิงน่ะจ้ะ”  “มีปัญหาอะไร หรืออยากให้ผมช่วยเหลืออะไรก็บอกผมได้เลยนะครับไม่ต้องเกรงใจ ถือว่าผมเหมือนญาติคนหนึ่งก็ได้” ภีมพัฒน์คิดว่าเขาคงต้องมาเป็นแขกประจำบ้านของสองยายหลานบ่อยๆ เสียแล้ว “งั้นตามสบายเลยนะจ๊ะ” “ผมขอตัวพาน้องกิตกลับไปอาบน้ำอาบท่าก่อนดีกว่าครับ เดี๋ยวค่อยมาใหม่อีกรอบ” เขาเห็นว่าคุณยายกำลังวุ่นกับการทำอาหาร และมีสาวใช้คนหนึ่งช่วยเหลืออยู่ เลยเอ่ยขอตัวกลับไปอาบน้ำอาบท่าเสียก่อน คุณยายและหลานสาวจะได้ทำอาหารได้อย่างเต็มที่ “ไปเถอะจ้ะ” คุณยายเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ภีมพัฒน์จึงอุ้มลูกชายตัวน้อยกลับบ้านไปอาบน้ำอาบท่าให้ตัวเย็นสบาย กิตนั้นตื่นเต้นดีใจที่จะได้มารับประทานอาหารเย็นกับหนึ่งฤทัย จึงกระตือรือร้นในการอาบน้ำแต่งตัวจนภีมพัฒน์สังเกตได้
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD