เกือบหกโมงเย็นตอนที่อารดากลับเข้าบ้านมา ความล้าจากการทำงานทำให้เธอเดินทอดน่องไปตามทางเดินที่ทอดจากโรงรถเข้าสู่ตัวบ้าน กลิ่นดอกโมกข์ที่ปลูกเป็นแนวไปตามทางเดินยังหอมจรุง แต่หัวใจของเธอกลับไร้ซึ่งความเสน่หาใดๆ
เธอเพลียๆ อยากหลับสักงีบแล้วค่อยลุกมากินมื้อค่ำ หรือบางทีก็หลับยาวถึงเช้าไปเลยเพราะพรุ่งนี้วันเสาร์ด้วย
“เดี๋ยว! อย่าเพิ่งไป!”
อารดาหยุดยืนข้างแนวต้นโมกข์ ละอองน้ำจากสปริงเกอร์ที่อยู่ในสวน กระเด็นมาโดนแก้มเธอให้รู้สึก วันนี้เหมือนคนสวนจะขยันเป็นพิเศษ ค่ำมากแล้วยังรดน้ำต้นไม้อยู่เลย
ซ่า!!!
เสียงเทน้ำลงที่โคนต้นโมกข์ อารดาหันมอง แต่ไม่เห็นลุงคนสวน เห็นแต่หลังไวๆ สปริงเกอร์คงจ่ายน้ำไม่ทันใจ ลุงถึงได้หิ้วถังน้ำมาเทรดต้นโมกข์อย่างนี้
“นี่! ฉันเรียกน่ะ สนใจกันบ้างสิ”
เสียงแวดๆ ที่ดังอยู่ทำเอาอารดาต้องหันมา เจอกันที่ที่ทำงานว่าน่ารำคาญแล้ว ยังต้องมาเจอกันที่บ้านอีก
“มีอะไร” ถามคนที่อายุอานามไล่เลี่ยกัน เธอกับรสิกานั้น เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่เด็กก็ว่าได้
“เมื่อกลางวัน แกคุยอะไรกับพี่ธี”
“เรื่องงาน”
“ตอแหล! นึกว่าฉันไม่รู้หรือว่าแกแอบอ่อยเขาลับหลังฉัน!”
อารดาพ่นลมหายใจร้อนๆ เหนื่อยกับความขี้หึงของลูกพี่ลูกน้องเหลือเกิน
“เธอได้อะไรจากการหาเรื่องฉันนะรุ้ง”
“อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง”
“แล้วจะให้ฉันทำยังไง เรายังต้องทำงานด้วยฉัน แล้วเราก็อยู่บ้านเดียวกัน มันยากนะที่จะไม่มีปฏิสัมพันธ์กันเลย”
อารดาอธิบาย ยังได้ยินเสียงเหมือนใครเทน้ำอยู่ใกล้ๆ แก้มข้างหนึ่งของเธอเริ่มชื้น เพราะสปริงเกอร์ยังจ่ายน้ำรดต้นไม้ไม่หยุด
รสิกาทำหน้าเหม็นเบื่ออารดาเต็มทน
“ข้ออ้างน่ะสิ ทำไมนะ เธอไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีหรือไง เขามีเมียแล้วแท้ๆ”
การวางเฉยของอารดาเกิดขึ้นอีกคราเมื่อได้ยินวาจาที่รสิกาเอ่ยอ้าง เป็นเธอสิที่ควรเอ่ยคำนั้น
“ฉันไม่ได้ทำอะไร ไม่เคยทำเรื่องเสื่อมเสีย อย่าคิดว่าคนอื่นจะทำเหมือนที่ตัวเองเคยทำสิรุ้ง”
เผียะ!
เสียงตบดังๆ เกิดขึ้นในทันทีที่อารดาว่าจบ คอเสื้อของเธอยังถูกดึงทึ้งด้วย
“ปากดีตั้งแต่เมื่อไหร่นะ หมาหัวเน่าก็เป็นหมาหัวเน่าต่อไปสิ อยู่เงียบๆ ไม่ต้องมีปากมีเสียง ถ้ามันยากนักก็เข้าครัวไปอยู่กับพวกคนใช้โน่น งานถนัดไม่ใช่เหรอ”
“ปล่อยฉัน” อารดาเอ่ยเสียงเรียบ แก้มที่ถูกตบยังชาอยู่
“อย่ามายุ่งกับพี่ธีอีก ไม่อย่างนั้นเจ็บตัวแน่ ยังไม่เข็ดเหรอ ที่โดนไปคราวนั้นยังไม่เข็ดใช่ไหม หรืออยากโดนอีกฮะ!”
รสิกาเงื้อแขนขึ้นสุด เตรียมจะฟาดลงที่แก้มขวาของอารดา แต่ทว่า...
ซ่า!!!
“กรี๊ดดด!!!” เสียงกรีดร้องของรสิกาดังลั่นทางเดิน มือของเจ้าหล่อนหลุดจากคอเสื้อของอารดา “นี่อะไร!? นี่มันน้ำอะไร ใคร!? ใครทำฉัน!”
อารดาเองก็แลหาตัวต้นเรื่อง ประหลาดใจที่อยู่ๆ น้ำเหม็นๆ นี่ก็ถูกสาดใส่ร่างรสิกา แล้วเธอก็ถึงบางอ้อ ตัวต้นเรื่องมิใช่ลุงคนสวน แต่เป็น...
“โอ...ขอโทษครับ ขอโทษจริงๆ พอดีผมช่วยลุงเขารดน้ำต้นไม้น่ะ ไม่รู้ว่ามีคนยืนอยู่ตรงนี้”
ศรัณตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ มองสภาพเหมือนหนูตกคลองน้ำเน่าของสาวเจ้าแล้วอยากหัวเราะดังๆ แต่ต้องกลั้นไว้ ช่วยไม่ได้ละนะ อยู่ดีๆ มาตบคุณอุ่นของเขาทำไมล่ะ
“นะ...นาย!? นายเป็นใคร!? เข้ามาบ้านฉันได้ยังไง!”
รสิการ้องถาม ถึงหนุ่มน้อยที่พาร่างออกมาจากแนวต้นโมกข์จะหน้าตาดี แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เขาควรมาอยู่ในบ้านของคนอื่นอย่างนี้
“ผมเหรอ ผมเป็นสามีคุณอุ่นครับ” ศรัณตอบชัดๆ
อารดาปัดหยดน้ำเน่าเหม็นออกจากตัว มันกระเด็นมาโดนเธอไม่น้อย เรื่องปวดหัวของเธอเริ่มขึ้นตั้งแต่เช้า และยังไม่จบลงง่ายๆ
“อะไรนะ! สามีงั้นเหรอ!?”
อารดาไม่ตอบโต้ ได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย
“กลับไปอาบน้ำเถอะรุ้ง บอกคนที่บ้านเธอมากินข้าวด้วยล่ะ ฉันจะพูดทุกอย่างตอนมื้อค่ำ”
“อย่ามาสั่งนะ แล้วเรื่องน้ำบ้าๆ นี่ล่ะ”
“ปุ๋ยหมักชีวภาพครับ ไม่ใช่น้ำบ้าๆ กลิ่นมันแรงไปนิดแต่รดต้นไม้แล้วงามเชียวครับ” ศรัณเสนอเกร็ดความรู้ที่ไม่ได้เข้าหูรสิกาเลย
“เงียบก่อนศรัณ”
อารดาปรามเสียงต่ำ ศรัณหุบปากฉับเหมือนไม่ได้พกปากมา
“ฉันไม่ยอมแน่! แกขอโทษฉันเดี๋ยวนี้เลย”
รสิกาท้วงถามการขอโทษจากอารดา ศรัณเป็นงง
“เดี๋ยวนะครับ คนที่โดนตบคือคุณอุ่น”
“แต่ก็เห็นว่าฉันตัวเหม็นขนาดไหน!”
“นั่นผมขอโทษคุณแล้ว มันเป็นอุบัติเหตุ” ศรัณชี้แจง
รสิกาเชิดหน้าไม่สนไม่แคร์ จ้องหน้าอารดาเขม็ง
“ถ้าฉันบอกให้ขอโทษ แกก็ต้องขอโทษสิ ยังไม่ชินอีกเหรอ”
อารดายังเงียบอยู่ ใช่...มันเป็นเช่นนั้นมาตลอด แต่ไม่รู้สิ ตอนที่เด็กคนนี้มายืนเถียงคอแข็งเป็นเอ็นเพื่อพิสูจน์ว่าเธอไม่ได้ผิด มันทำให้เธอรู้สึกแปลกๆ นานแล้วกระมังที่นอกจากพี่พุดซ้อน ก็ไม่เคยมีใครเข้าข้างเธอเลย
“ฉันจะรอที่บ้าน อย่าสายล่ะ”
“ยัยอุ่น!”
รสิกาไม่อยากยอม แต่อารดาหันหลังเดินหนี
“รอดูไปเถอะว่าจะเกิดอะไรขึ้น รอดูได้เลย”
ศรัณเป็นงงเมื่อรสิกาเอ่ยเช่นนั้นแล้วก้าวจากไปด้วยโทสะ เขารีบเดินตามอารดาไป มือไม้ยื่นไปหาหล่อนโดยอัตโนมัติ ยื่นไปหาแก้มที่ถูกตบของหล่อนนั่นอย่างไร
ยามที่ปลายนิ้วของศรัณสัมผัสที่ผิวแก้ม อารดาก็ถอยห่างเขาโดยสัญชาตญาณ หัวคิ้วมนๆ ของหญิงสาวขมวดมุ่น
“ทำไมต้องมายุ่งเรื่องนี้”
“อ้าว? เมียผมถูกรังแกจะให้ผมยืนเฉยเหรอ ถ้าอยู่ใกล้ๆ จะตบคนเมื่อกี้ให้หน้าหันเลย”
“อย่าเอานิสัยอย่างนั้นมาใช้ที่นี่นะ เป็นผู้ชายก็ควรให้เกียรติผู้หญิง”
“แต่ผู้หญิงที่ตบเมียผม ผมควรให้เกียรติด้วยเหรอ”
“ศรัณ!”
“ครับ!”
“เลิกเรียกเมียผมๆ สักทีเถอะ ฉันไม่ชินเลย เราควรต้องมาจับเข่าคุยกันก่อนจะแสดงให้คนอื่นรู้ว่าเป็นสามีภรรยา” เธอเอ่ยแล้วเริ่มออกเดินอีกครั้ง
“ผมแค่อยากปกป้องเมียผมบ้าง”
อารดาแอบชักสีหน้า เพิ่งบอกเมื่อกี้ว่าอย่าเรียกเธอว่าเมีย แต่ก็หลุดปากพูดจนได้ เขาเอาความเคยชินมาจากไหนกัน เพิ่งเจอกันไม่กี่ชั่วโมงแท้ๆ
“ทำไมถึงทำแบบนี้กับฉันนะ”
“ทำอะไรล่ะ” เขาย้อน
“เราเพิ่งรู้จักกัน ทำไมถึงพูดเหมือนว่าเรารู้จักกันมานานจนสนิทสนม และพร้อมจะปกป้องฉัน”
“ผมก็เป็นแบบนี้แหละ ผิดด้วยเหรอที่ผมเป็นห่วงคนของผม”
“แต่เรายังไม่รู้จักกันดีด้วยซ้ำ”
“งั้นเราก็แค่ต้องอยู่ใกล้กัน จะได้เรียนรู้กันและกันให้มากขึ้น”
อารดาเม้มปากเม้มแล้วเม้มอีก เด็กบ้านี่เถียงเก่งเหลือเกิน
“เราแต่งงานกันแค่ในนาม”
“หือ?” ศรัณทำตาโต “ใครบอกคุณกัน”
อารดาอ้ำอึ้ง อันที่จริงนี่ไม่ได้อยู่ในสิ่งที่เธอตกลงกับย่าพร้อม เธอแค่ลองๆ หยั่งเชิงดู เผื่อว่าเขาจะยอม
“ก็...เราไม่ได้รักกัน”
“ผมรักคุณ”
“หา!?”
“เมื่อเช้า ตกหลุมรักจังเบ้อเร่อ”
สองแก้มของอารดาเห่อร้อน อะไรกันนะ พูดตรงๆ แบบนี้ก็ได้หรือ
“เพราะยังเด็กสินะถึงพูดคำว่ารักออกมาง่ายๆ”
“ไม่ง่ายเลย แต่ไม่รู้จะทำยังไงให้คุณอุ่นสนใจผมบ้าง บางทีเราอาจเป็นสามีภรรยาแค่ในทะเบียนสมรส ผมเคยคิดอย่างนั้น แต่ตอนนี้...เปลี่ยนใจละ” ว่าแล้วยิ้มกรุ้มกริ่ม จ้องเข้าไปในดวงตาของคนที่อยู่ตรงข้าม แน่นอนว่าอารดาไม่อาจทนทานต่อสายตาเจ้าชู้ของเขาหรอก
อารดาไม่รู้จะเถียงเขาอย่างไรแล้ว พูดอะไรออกไปเขาก็ตอบกลับมามากกว่าที่เธอพูดเสียอีก
“กินข้าวเสร็จเราค่อยคุยกันอีกทีแล้วกัน อ้อ...อย่ายุ่งกับรุ้งอีกล่ะ”
“ใคร ผู้หญิงเมื่อกี้เหรอ”
“อือ...เดี๋ยวแนะนำให้รู้จัก ฉันไม่ชอบมีเรื่อง ฉันเบื่อ”
อารดาตอบแล้วเดินล่วงหน้าไปก่อน
ศรัณครุ่นคิดยามเดินตามร่างบอบบางที่เหมือนว่าพลังความสดใสถูกสูบออกไปจากร่างของหล่อน อารดาเหมือนคนที่อมทุกข์ตลอดเวลา แม้สีหน้าหล่อนวางเฉย แต่ดวงนั้นแสนเศร้าพิกล
เขาไม่เข้าใจว่าผู้หญิงที่เพียบพร้อมอย่างหล่อนทำไมถึงมีแววตาเช่นนั้น และเขาคงได้หาคำตอบตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
ศรัณไม่ได้ตามอารดาไปในทันที แต่กลับตรงไปในทิศทางของห้องครัว คนสนิทของอารดาช่วยแนะนำเขาคร่าวๆ เกี่ยวกับห้องหับในบ้านหลังนี้ พี่พุดซ้อนช่วยเขาหลายอย่าง รวมถึงที่หลับที่นอนในคืนนี้ด้วย แต่ว่า...มันคนละห้องกับศรีภรรยานี่สิ น่าขัดใจชะมัด
“พี่ครับ” เขาเรียกเมื่อมาถึงห้องครัว มีสาวใช้หลายคนง่วนอยู่กับการทำกับข้าวที่หน้าเตา
“อ้าว? รดน้ำต้นไม้เสร็จแล้วหรือคะ” พุดซ้อนย้อนถาม
“ยังครับ พอดีเกิดเรื่องเสียก่อน”
“เรื่อง?”
“เรื่องยุ่งๆ น่ะ อ่า...พอจะมีน้ำแข็งหรืออะไรที่เย็นจัดๆ บ้างไหมครับ”
ศรัณร้องขอไม่กี่นาที บางอย่างก็ถูกส่งใส่มือมาให้ มันคือถุงเก็บความเย็นที่บัดนี้มีน้ำแข็งก้อนเล็กๆ อยู่ข้างใน
“ไม่ถามหรือครับว่าผมเอาไปทำไม”
พุดซ้อนเม้มปากเหมือนขัดใจ ก่อนจะพูดบางอย่าง
“พี่เห็นตอนคุณอุ่นกับคุณรุ้งคุยกัน คุณอุ่นก็คงเจ็บตัวตามเคย”
“เธอไม่มีมือหรือครับ!”
“คะ?” พุดซ้อนขานรับน้ำเสียงติดฉุนของชายหนุ่ม
“คุณอุ่นของพี่น่ะ ตัวก็ไม่ได้เล็กไปกว่าผู้หญิงคนนั้นเลย”
พุดซ้อนลอบถอนหายใจ “อีกหน่อยคุณก็รู้เอง”
“เป็นแบบนี้บ่อยเหรอ”
“ค่ะ ว่าแต่...คุณเป็นสามีคุณอุ่นจริงหรือคะ”
เขายิ้ม “ครับ จดทะเบียนกันเรียบร้อยเมื่อเช้านี้”
พุดซ้อนมองคนตรงหน้าอย่างตื่นตะลึง อะไรจะรวดเร็วปานนั้น อันที่จริงวันนี้เธอแทบไม่ได้งาน ด้วยว่ามัวแต่คิดเรื่องสามีของเจ้านายนี่แหละ
“ฝากคุณอุ่นด้วยนะคะ พี่ไม่รู้ว่าพวกคุณมาแต่งงานกันได้ยังไง แต่ถ้าคุณอุ่นเลือกคุณ เธอก็คงตัดสินใจถี่ถ้วนดีแล้ว พี่จะไว้ใจคุณนะคะ”
“ไว้ใจผม? แน่ใจหรือครับ” เขาแสร้งถามพี่เลี้ยงสาวใหญ่ที่ผมสั้นประบ่า พี่พุดซ้อนไม่ใช่คนสะสวยมากมาย แต่มีรอยยิ้มอารีและดวงตาแสนอบอุ่น ตอนเห็นพี่พุดซ้อนอยู่กับอารดา เขายังนึกว่าทั้งสองเป็นพี่น้องหรือไม่ก็ญาติกัน เขารู้ถึงความห่วงใยที่พุดซ้อนมีต่อนายสาวของตัวเอง
“แน่สิคะ” พุดซ้อนตอบพร้อมรอยยิ้ม
“ถ้าไว้ใจผม ย้ายกระเป๋าผมไปห้องเมียผมสิครับ”
พุดซ้อนอ้าปากค้างเมื่อโดนย้อน
“ห้องคุณอุ่นไปทางไหนครับ”
พี่เลี้ยงคนดีจำต้องบอกทางชายหนุ่มตรงหน้า วาจาหนุ่มรุ่นน้องนี่เธอตามไม่ทันจริงๆ เขาจากไปพร้อมถุงเก็บความเย็นในมือ ส่วนเธอก็ได้หันมาดูคนงานในครัวที่มือไม้วุ่นวายอยู่กับอาหารที่จะตั้งโต๊ะเป็นมื้อค่ำ แต่ปากพวกหล่อนนั้นยังแวะเวียนถามขึ้นไม่หยุดว่าศรัณเป็นสามีของอารดาแน่หรือ คงต้องใช้ความพยายามต่อไป ในการทำให้ทุกคนเชื่อว่าชายหนุ่มวัยขบเผาะนั่น เป็นสามีของอารดาจริงๆ