EP 2/2 ลูกเขยวัยละอ่อน

1249 Words
“ฉันเปล่า” อารดาตอบกลับ รสิกามองหน้าศรัณแล้วยิ้มเยาะมุมปาก “ฉันตกใจนะ ที่เธอมีสามี...เด็ก...ขนาดนี้” คนถูกว่ากระทบปรายหางตามองลูกพี่ลูกน้องของภรรยาอย่างเอาเรื่อง “คุณอุ่นเปล่าท้องครับ แต่อีกหน่อยก็ไม่แน่ อย่างที่เห็น ผมยังเด็กและผม ฟิต มากครับ” ตอบแล้วยิ้มอย่างเห็นเป็นเรื่องสนุก ทุกคนรอบโต๊ะหันมองเขาอย่างตื่นตะลึง “ผมหมายถึงร่างกายแข็งแรงน่ะ เลี้ยงลูกแฝดสามสบายเลย” ไม่เพียงแค่พูด แต่ยังทุบอกตัวเองด้วยกำปั้นทำเอามัดกล้ามตรงนั้นสะเทือนแรง สาวน้อยสาวใหญ่เลยได้มองตาค้าง “ศรัณ!?” อารดาเรียกเขาอย่างอยากจะปราม เขาทำเกินหน้าที่ไปแล้วนะ บอกว่าอย่าหาเรื่องให้เธอปวดหัวไง “พูดจาเหมือนมาจากชนชั้นรากหญ้านะแม่อุ่น สามีหล่อนน่ะ” อรดีจีบปากจีบคอประชด ลูกสาวอย่างรสิกายิ้มเยาะสำทับคำมารดา ในขณะที่ลูกเขยของนางเอาแต่นิ่งเงียบ และลอบมองศรัณเป็นระยะ “ขอโทษค่ะ ศรัณเพิ่งมา ยังไม่รู้อะไรมากนัก หนูจะคุยกับเขาเองค่ะ” “คุณอุ่น?” ศรัณไม่พอใจ เริ่มโมโหกับความยอมคนของศรีภรรยา “กินข้าวเถอะค่ะ” อารดาตัดบท จะตักข้าวเข้าปาก แต่อรดีกลับวางช้อนลงแรงๆ “อะไรอีกคะคุณพี่” โฉมชบาเรียกขานพี่สาวของสามี นางอรดีนั้น ยังนับว่าแข็งแรงดีทั้งที่อายุมากแล้ว แน่ล่ะ นางไม่เคยต้องทำงานหนักใดๆ นี่นา “ฉันกินไม่ลงหรอก กลิ่นยัยรุ้งทำฉันปวดหัว” “หือ?” โฉมชบาทำเป็นใคร่รู้ ทั้งที่รู้เรื่องนั้นตั้งแต่อยู่บนรถกับสามีแล้ว “ไหนล่ะโอภาส คำขอโทษที่ยัยอุ่นต้องพูดกับยัยรุ้งน่ะ” พอพี่สาวเอ่ยทวง โอกาสก็ขยับกายอย่างอึดอัด ท่านไม่ได้พูดออกมา แต่มองตรงไปที่บุตรสาวคนโต อารดาวางช้อนลงที่เก่า มืออันเย็นเฉียบกุมกันแน่นอยู่บนตัก เธอนิ่งเงียบชั่วอึดใจแล้วอ้าปากเตรียมจะเอ่ยคำขอโทษ ทว่าเสียงของเธอมิอาจเปล่งออกจากริมฝีปาก เพราะจู่ๆ มืออันเย็นเฉียบก็ถูกกุมแน่นด้วยมือของคนที่นั่งอยู่ข้างกัน เธอตกใจที่เขาทำอย่างนั้น พยายามดึงมือออก แต่ศรัณกุมมันไว้แน่นเหลือเกิน เธอจ้องเขาอย่างคาดโทษ แต่เขาทำหน้าทะเล้นไม่แยแสต่อสิ่งที่เธอสื่อ “คำขอโทษอะไรกันครับ คุณยาย!” “ฮ่าๆๆๆ” เสียงหัวเราะของอรุณฉาย หญิงสาววัยยี่สิบเอ็ดที่นั่งเงียบๆ อยู่ข้างมารดา ดังลั่นขึ้นมาเมื่อได้ยินพี่เขยวัยละอ่อนเรียกป้าของเธอว่ายาย “ยัยออม เงียบไปเลยนะ” โฉมชบาปรามลูก “ก็มันขำนี่คะคุณแม่ ขอโทษนะคะป้าอร หนูอดขำไม่ได้จริงๆ” ว่าแล้วจะหัวเราะอีกแต่ถูกมารดาหยิกขาเข้าให้ อรดีหน้าม้าน อับอายที่ถูกเรียกว่ายาย อันที่จริงในวัยหกสิบต้นๆ นางมั่นใจมากว่าตัวเองยังผิวพรรณดีและไม่ได้ดูชราขนาดนั้น โอภาสส่ายหัวให้เหตุการณ์วุ่นวายตรงหน้า “หัดปรามคนของตัวเองบ้าง ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่จะพูดทุกอย่างตามที่ใจคิดได้นะ” บอกลูกสาวแล้วถอนหายใจแรงๆ อารดาก้มหน้ารับ หันมองคนของตัวเองแล้วเหนื่อยใจเหลือเกิน “ผมยังเด็กครับ ขอโทษจริงๆ บางทีผมก็พูดอะไรโดยไม่คิด โดยเฉพาะถ้าเรื่องนั้นเกี่ยวกับเมียผม” “แต่เมียของเธอมาทำร้ายยัยรุ้งของฉัน!” “อา...ทำไมคุณยาย...โอ๊ะๆๆ ไม่ใช่ๆ ทำไมคุณป้าที่เป็นผู้ใหญ่แล้วถึงมายุ่งกับเรื่องเด็กๆ ละครับ ตอนผมอยู่อนุบาล ต่อยกับเพื่อนปากแตก ผมยังไม่ฟ้องแม่เลย หรือว่า...คุณรุ้งไปฟ้องหรือครับ โอ...อย่างนี้นี่เอง...” ศรัณทำหน้าเหมือนรู้ดี พยักหน้าหงึกๆ ราวกับกำลังให้อภัยในนิสัยเด็กน้อยของรสิกา “ก็ยัยอุ่นทำฉันจริงๆ จริงๆ นะคะน้า” รสิกาฟ้องโอภาส ชายสูงวัยได้แต่นิ่งอยู่ มองลูกสาวแล้วเฝ้าดูว่าอารดาจะจัดการเช่นไร ทว่าท้ายที่สุดแล้วเจ้าตัวก็ไม่แม้แต่จะเอ่ยคำแก้ต่างให้ตัวเอง “เปล่าซะหน่อย คุณอุ่นไม่ได้ทำอะไร คุณรุ้งต่างหากที่ตบคุณอุ่นก่อน ผมเห็นเข้าก็ต้องปกป้องเมียสิ อะไรใกล้มือผมก็โยนใส่คุณนั่นแหละ รวมถึงน้ำหมักชีวภาพถังใหญ่ที่ทำให้คุณตัวเหม็นเมื่อตอนหัวค่ำด้วย แต่ผมว่าผมขอโทษคุณแล้วนะ เหลือแต่คุณนั่นแหละ เมื่อไหร่จะขอโทษคุณอุ่นสักที” ความเงียบงันดังกระหึ่มขึ้นมาเมื่อความจริงถูกไขให้รู้แจ้ง โอภาสมองสามีของลูกสาวเสียใหม่ เด็กคนนี้น่าสนใจทีเดียว “พอแล้ว เลิกพูดเถอะน่า” อารดาปราม แต่ศรัณไม่ยอมหยุด มือเขาที่จับเธอไว้ ยิ่งจับแน่นกว่าเดิม ไออุ่นจากมือเขาช่างอุ่นนัก มันฟังดูประหลาดแต่เธอรู้สึกจริงๆ ว่าไออุ่นนั้นกำลังแล่นลิ่วสู่หัวใจในอกเธอ “ไม่จริง! ไม่จริงนะคะพี่ธี รุ้งเปล่านะ ยัยอุ่นหาเรื่องรุ้งก่อน” รสิการีบแก้ต่าง คนเป็นสามีส่ายหัวอย่างผิดหวัง “เงียบๆ หน่อยยัยรุ้ง ช่างมันเถอะ ถือซะว่าฉันไม่ได้พูดเรื่องนี้ขึ้นมาก็แล้วกัน” อรดีจีบปากจีบคอหาทางออก รู้สึกเหมือนโดนถอนหงอกอย่างไรก็ไม่รู้ ทุกคราวไม่ใช่อย่างนี้หรอกนะ มันมักจบด้วยคำขออภัยที่อารดาจะเอ่ยออกมาอย่างง่ายดาย น่าขัดใจที่ครั้งนี้ไม่ใช่อย่างนั้น “กินข้าวเถอะค่ะ กับข้าวเย็นหมดแล้ว” “อือ...” โอภาสรับคำลูกสาวคนโต ศรัณมองท่าทีของชายสูงวัยแล้วเคืองใจเหลือเกิน “ปกติ ถ้ามีคนรังแกลูกเรา เราต้องปกป้องไม่ใช่หรือครับ คุณพ่อ” “ศรัณ!?” อารดาตาเบิกโต เขาพูดอย่างนั้นกับบิดาเธอได้อย่างไร “ขอโทษครับ ผมมันพวกปากเปราะน่ะ คิดอะไรก็พูดอย่างนั้น อีกอย่าง ทุกคนมองว่าผมยังเด็ก คนยังเด็กก็พูดจาไม่คิดอย่างนี้แหละ” อารดาฟังคำแก้ต่างของสามีแล้วนึกกลัวว่าบิดาจะโกรธเคือง แต่ไม่เลย บิดาที่เคารพเพียงแค่ยิ้มที่มุมปากแล้วลงมือตักกับข้าวกับปลาใส่จาน “คุณพี่คะ ทำไมถึงได้...” โฉมชบาเคืองแทนสามี แต่โอภาสโบกมือห้าม “ช่างเถอะ นานๆ มีคนพูดขึ้นมาก็ตำใจดำๆ ของฉันได้ดีเหลือเกิน นายอยากรู้หรือศรัณ” “ครับ คุณพ่อ” “ทำไม...ฉันต้องปกป้องคนที่ไม่ยอมปกป้องตัวเองด้วยล่ะ ลูกสาวฉันโตแล้ว เวลาถูกรังแกจะให้ฉันวิ่งไปปกป้องทุกทีไม่ได้หรอกนะ เนื้อตัวเราแท้ๆ ไม่มีใครปกป้องได้ดีเท่าตัวเราเองหรอก จริงไหมยัยอุ่น” น้ำเสียงอย่างนั้นอารดาเข้าใจดี จริงอย่างที่บิดาพูดนั่นแหละ แต่ถ้าปกป้องตัวเองแล้วบิดาต้องมานั่งกลุ้มด้วยเรื่องที่เธอเป็นต้นเหตุ เธอขออยู่เงียบๆ ทนได้เท่าที่ทนจะดีกว่า อย่างไรเสีย เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างจบลง ต่อให้เธอเป็นคนที่ถูก บิดาก็ยังเป็นคนสุดท้ายที่ต้องกล่าวคำว่าขออภัยกับป้าอรอยู่ดี มันเป็นอย่างนี้มานานแล้ว นาน...จนกลายเป็นความชินชา...
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD