หลังจากเหตุการณ์ที่แพรบุกมาบ้านและทิ้งคำพูดแหลมคมไว้ เมลินรู้สึกเหมือนมีกำแพงสูงกั้นระหว่างเธอกับตะวัน
ทั้งคู่ยังคงใช้ชีวิตในบ้านเดียวกัน แต่การสนทนากลายเป็นคำสั้น ๆ การสบตาแทบไม่มี และทุกครั้งที่อยู่ในห้องเดียวกันก็เหมือนมีอากาศเย็นยะเยือกแผ่ซ่าน
เมลินทนไม่ไหวอีกต่อไป
เธอตัดสินใจว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ตัวเองมีพื้นที่หายใจ
เช้าวันหนึ่ง เธอลงมาชั้นล่างในชุดทำงานเรียบร้อย เสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสแล็คสีดำ ผมรวบต่ำ
ตะวันที่นั่งกินกาแฟอยู่ที่โต๊ะอาหารชะงักเมื่อเห็นเธอ
“วันนี้จะไปไหนเหรอครับ” เขาถามเสียงนิ่ง แต่สายตาเต็มไปด้วยความสงสัย
เมลินสูดหายใจลึก แล้วตอบตรง ๆ
“หนูจะไปสมัครงานค่ะ… หนูอยากทำงานจริงจัง ไม่อยากอยู่แต่ในบ้านอีกแล้ว”
ตะวันวางแก้วกาแฟลงช้า ๆ มองเธอนิ่ง
“งานอะไรเหรอ”
“บริษัทออกแบบกราฟิกที่หนูเคยฟรีแลนซ์อยู่ตอนนี้มีตำแหน่งประจำ หนูจะไปสัมภาษณ์วันนี้ค่ะ” เธอตอบเสียงเรียบ “หนูคิดว่าถึงเวลาที่หนูต้องมีชีวิตของตัวเองบ้าง… ไม่ใช่แค่เป็นลูกเลี้ยงที่รอให้พี่เลี้ยงดู”
คำว่า “ลูกเลี้ยง” และ “พี่เลี้ยงดู” ทำให้ตะวันตัวแข็งทื่อ
เขามองเธอนาน แล้วพยักหน้าช้า ๆ
“ดีแล้วครับ” เขาพูดเสียงแผ่ว “ถ้าคุณอยากมีชีวิตของตัวเอง ผมสนับสนุน”
เมลินรู้สึกเหมือนมีอะไรจุกที่อก แต่เธอยิ้มออกมาเล็กน้อย
“ขอบคุณค่ะ… พ่อเลี้ยง”
คำว่า “พ่อเลี้ยง” ที่เธอเรียกออกมาอย่างตั้งใจ ทำให้ตะวันหลับตาลงชั่วขณะ
เขาพยักหน้า ไม่พูดอะไรเพิ่ม แล้วหันกลับไปจิบกาแฟต่อ
เมลินออกจากบ้านไปสัมภาษณ์ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง
แต่ในใจเธอตัดสินใจแล้วว่า… เธอจะมองตะวันเป็น “พ่อเลี้ยง” จริง ๆ ไม่ใช่ผู้ชายที่เธอเคยรู้สึกอะไรเกินเลยอีกต่อไป
การสัมภาษณ์ผ่านฉลุ่งลาง
เธอได้งานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ประจำบริษัทขนาดกลางในกรุงเทพฯ
วันแรกที่ไปทำงาน เธอได้เจอเพื่อนร่วมงานคนใหม่ ๆ โดยเฉพาะ “โอม” เพื่อนร่วมทีมหนุ่มหล่อ อายุใกล้เคียงกัน สุภาพ อารมณ์ดี และชอบชวนคุย
หลังเลิกงานวันแรก โอมเดินมาชวนเธอ
“เมลิน วันนี้วันแรกเลย ไปกินข้าวด้วยกันไหม? ทีมเรามีร้านโปรดแถวนี้ เดี๋ยวพาไปรู้จัก”
เมลินลังเลครู่หนึ่ง แต่แล้วก็ยิ้มรับ
“ได้ค่ะ ขอบคุณนะ”
ทั้งกลุ่มไปกินข้าวด้วยกัน โอมนั่งข้างเธอ คอยถามไถ่เรื่องงาน เรื่องชีวิต และแซวเล่น ๆ บ่อย ๆ
เมลินรู้สึกผ่อนคลายเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน เธอหัวเราะได้จริง ๆ ไม่ใช่ยิ้มกลบเกลื่อน
วันต่อ ๆ มา โอมเริ่มชวนเธอไปกินข้าวกลางวันบ่อยขึ้น
บางวันก็ชวนกาแฟหลังเลิกงาน เขาเริ่มแสดงความสนใจชัดเจนขึ้น
ส่งข้อความหาเธอทุกเช้า ถามว่ากินข้าวเช้ายัง ส่งรูปแมวตลก ๆ มาให้ดู
เมลินไม่ได้ปฏิเสธ
เธอคิดในใจว่า… นี่แหละทางออก ถ้าได้คุยกับคนอื่น ได้เจอคนที่มองเธอเป็น “ผู้หญิง” ไม่ใช่ “ลูกสาว” บางทีเธออาจจะลืมความรู้สึกที่มีต่อตะวันได้จริง ๆ
แต่ทุกครั้งที่กลับมาบ้าน เธอก็เจอตะวันที่นั่งรอเธออยู่ที่ห้องนั่งเล่น
เขาถามเรื่องงาน ถามว่าเป็นยังไงบ้าง แต่สายตาของเขาดูเหนื่อยล้าและเศร้าลงทุกวัน
คืนหนึ่ง เมลินกลับมาบ้านดึกกว่าเดิม เพราะไปกินข้าวกับโอมและเพื่อนร่วมงาน
ตะวันนั่งรออยู่เหมือนเคย แต่คราวนี้เขาพูดตรง ๆ
“วันนี้กลับดึกอีกแล้วเหรอครับ” เสียงเขานิ่ง แต่แฝงความรู้สึกบางอย่าง
เมลินถอดรองเท้า แล้วตอบเรียบ ๆ
“ค่ะ ไปกินข้าวกับเพื่อนร่วมงาน… มีคนชวนไปบ่อย ๆ ค่ะ”
ตะวันมองเธอนิ่ง แล้วพยักหน้า
“ดีแล้วครับ… คุณควรมีเพื่อน มีชีวิตของตัวเอง”
เมลินมองเขา แล้วพูดต่อ
“หนูคิดแล้วนะคะ… ว่าหนูจะมองพี่เป็นพ่อเลี้ยงจริง ๆ เหมือนที่ควรจะเป็น หนูจะไม่ทำให้เรื่องมันยุ่งยากอีก”
ตะวันหลับตาลงช้า ๆ มือกำแน่นบนตัก
“ครับ… ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน” เขาตอบเสียงแผ่ว “ดีแล้วที่คุณคิดได้แบบนี้”
เมลินยิ้มให้เขา แล้วเดินขึ้นบันไดไปห้องตัวเอง
แต่เมื่อประตูห้องปิดลง เธอก็ทรุดลงนั่งกับพื้น น้ำตาไหลเงียบ ๆ
ด้านล่าง ตะวันนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นนานมาก
เขายกมือกุมหน้าผาก น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาโดยไม่รู้ตัว
“ดีแล้ว… ที่เธอคิดแบบนั้น” เขาพึมพำกับตัวเอง
แต่ในใจลึก ๆ เขารู้ดีว่าเขาไม่โอเคเลยสักนิด
การที่เธอมีคนอื่น การที่เธอมองเขาเป็น “พ่อเลี้ยง” จริง ๆ
มันเจ็บปวดยิ่งกว่าที่เขาคาดไว้มาก
เขายอมรับคำพูดของเธอ แต่หัวใจของเขา… ยังคงไม่ยอมรับ