ถูกใครบางคนจับตามอง

2256 Words
เช้าวันต่อมาเสียงร้องโหยหวนของแม่เฒ่าจางก็ดังออกมาจากเรือนตระกูลหลิวราวกับสุนัขถูกน้ำร้อน ชาวบ้านที่มีเรือนอยู่ใกล้เคียงต่างให้ความสนใจ ทุกคนพากันมายืนมุงประตูทางเข้าเรือนตระกูลหลิวเพื่อรอดูเรื่องสนุก พวกเขาคิดเหมือนกันว่าวันนี้ยายเฒ่าผู้นั้นจะสร้างเรื่องอันใดอีกหลังจากที่อยู่เงียบๆ มาหลายวัน ท่านหมอหลี่หมอเป็นหมอเท้าเปล่าประจำหมู่บ้านตระกูลสือ ถูกเรียกตัวมารักษาคนตระกูลหลิวที่นอกจากเด็กแฝดสองคนแล้วต่างก็มีตุ่มพองขึ้นทั้งตัว อาการปวดแสบปวดร้อนทำให้พวกเขาร้องโหยหวนออกมาด้วยความทรมาน หมอหลี่เป็นเพียงหมอที่มีความรู้งูๆ ปลาๆ เท่านั้น ให้เขารักษาอาการไข้หวัดปวดหัวเขารักษาได้แต่หากอาการหนักเช่นนี้เขาเองก็จนปัญญาเช่นกัน “พวกท่านไปรักษาในเมืองเถอะข้าไม่มีความสามารถจริงๆ ข้าไม่รู้ว่าพวกท่านเป็นอะไร” หมอหลี่เอ่ยออกมาหลังจากตรวจดูคนตระกูลหลิวเสร็จแล้ว เจิ้งซูอี้วันนี้ไม่ได้ขึ้นเขาไปล่าสัตว์เพราะหลิวตงจวิ้นนำหมูป่าไปขายกับอู๋เซียนเว่ยที่อำเภอหลิงจือ นางเข้ามาในหมู่บ้านกับหลิวซีฮันเพื่อมาดูผลงานของตนที่ทำเอาไว้เมื่อคืน เจิ้งซูอี้ยืนอยู่ในฝูงชนมองคนตระกูลหลิวที่กำลังร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด น่าเสียดายที่หลิวฟู่เฉิงไม่อยู่ที่นี่ด้วยเพราะเขาพักอยู่ในหอพักของสำนักศึกษา “คงไม่ได้เป็นโรคระบาดหรอกนะ” เจิ้งซูอี้พูดเสียงไม่เบาให้เหล่าชาวบ้านที่มามุงดูได้ยิน หลังจากที่นางพูดจบชาวบ้านต่างก็พร้อมใจกันถอยห่างจากคนตระกูลหลิวรวมทั้งหมอหลี่ด้วย เขารีบเอาเหล้าที่พกมาล้างมือตนเองทันที ชาวบ้านเห็นดังนั้นก็ยิ่งเข้าใจผิดคิดว่าคนตระกูลหลิวเป็นโรคระบาดจริงๆ ทุกคนรีบหนีออกมาจากเรือนตระกูลหลิวแทบไม่ทัน “พวกข้าไม่ได้เป็นโรคระบาดนะ ท่านหมอหลี่ท่านช่วยบอกชาวบ้านที” แม่เฒ่าจางพูดออกมาเสียงอ่อนระโหย เรื่องที่นางพบวิญญาณทหารร่างโชกเลือดเมื่อคืนทำให้นางยังรู้สึกหวาดกลัว พอตื่นขึ้นมาอาการปวดแสบปวดร้อนก็เริ่มขึ้นและหลังจากนั้นสมาชิกตระกูลหลิวที่นอกจากเด็กแฝดก็มีอาการเช่นเดียวกับนาง หรือว่า.. แม่เฒ่าจางนึกถึงเรื่องเมื่อคืนขึ้นมา วิญญาณทหารชี้มาที่นางหรือว่าเขาเป็นคนทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นกับพวกตน “นี่ท่านหมอหลี่พวกข้าไม่ได้เป็นโรคระบาด ไม่ได้เป็นจริงๆ นะข้ารู้ว่าพวกข้าเป็นอะไร” แม่เฒ่าจางรีบละล่ำละลักบอกออกไป หมอหลี่ขมวดคิ้วมุ่นขนาดเขาเป็นหมอยังไม่รู้เลยว่าพวกเขาเป็นอะไร แล้วนางเป็นเพียงแค่หญิงชราธรรมดนางจะรู้ดีไปกว่าเขาได้อย่างไร “เช่นนั้นแม่เฒ่าจางท่านช่วยบอกข้าทีว่าพวกท่านเป็นอะไรกันแน่” แม่เฒ่าจางกลอกตาไปมาท่าทางเหมือนกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง “มะ..มันคือวิญญาณร้าย วิญญาณของทหารที่ตายที่สนามรบ เมื่อคืนมันมายืนชี้หน้าข้าที่หน้าต่างข้างห้องนอน” แม่เฒ่าจางรู้สึกขนลุกขึ้นมาทันทีเมื่อพูดถึงวิญญาณทหาร นางตัวสั่นขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว เจิ้งซูอี้ยกยิ้มมุมปากอย่างสมใจที่นางทำมาทั้งหมดก็เพราะต้องการสิ่งนี้แหละ “ท่านแม่ ท่านหมายความว่าอย่างไรวิญญาณทหารอะไรกัน” จางซานเหนียงถามออกมาด้วยความสงสัย แม่เฒ่าจางนั่งห่อตัวด้วยอาการสั่นเทา ท่าทางของนางดูหวาดกลัวจริงๆ ไม่ใช่การเสแสร้งเหมือนอย่างที่แล้วมา “เมื่อคืนหลังจากที่หลับไปข้าก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมากลางดึก เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างขะ..ข้าเห็นเขาชี้มาที่ข้า” แม่เฒ่าจางเหมือนจะหวาดกลัวมากจริงๆ เพราะผมสีดำแซมขาวของนางตอนนี้กลายเป็นสีขาวโพลนไปทั้งหัว ชาวบ้านต่างมองหน้ากันไปมาไม่อยากจะเชื่อที่แม่เฒ่าจางพูด แต่จากสภาพของนางที่เห็นอยู่ตอนนี้ดูเหมือนนางจะพูดความจริง “ถ้าหากว่าเป็นวิญญาณทหารแล้วเป็นทหารจากที่ไหน หมู่บ้านของเราไม่มีใครเป็นทหารสักคน” หลังจากชาวบ้านผู้นั้นพูดจบทุกคนต่างก็นึกขึ้นมาได้ว่าในหมู่บ้านของพวกเขาคนที่หายไปถึงสามสิบปีมีเพียงคนเดียว บางทีเขาอาจจะกลับมาแล้ว “โอ้ว!!พอดีเลยถ้าหากว่าท่านไม่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาข้าคงคิดว่าความฝันเมื่อคืนเป็นแค่เพียงเรื่องไร้สาระที่ข้าคิดไปเองซะแล้ว” เจิ้งซูอี้ที่ยืนอยู่ด้านหลังฝูงชนเอ่ยออกมาเสียงดัง ชาวบ้านหันกลับไปมองนางเป็นตาเดียว “หลิวอันอันที่เจ้าพูดหมายความว่าอย่างไร” หญิงวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปีถามเจิ้งซูอี้ด้วยความสงสัย “ก็เมื่อคืนข้าฝันเห็นชายชราผู้หนึ่งเขาบอกข้าว่าเป็นท่านปู่ของข้า ท่านใส่ชุดนักรบน่าเกรงขามเชียวท่านบอกข้าว่าท่านจะกลับมาอยู่ที่นี่แล้ว” หลังจากเจิ้งซูอี้เล่าจบเสียงของชาวบ้านก็ดังเซ็งแซ่ขึ้น “ข้าว่าเป็นเพราะแม่เฒ่าจางชอบเอาเปรียบหลิวตงจวิ้นและครอบครัวของเขา หลิวตงเฟิงจึงกลับมาแก้แค้นน่ะสิ” และอีกหลายความเห็นของชาวบ้านที่พูดเกี่ยวกับท่านปู่ของหลิวอันอัน แม่เฒ่าจางเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็กรีดร้องออกมาแล้วสลบไป ลำบากหมอหลี่ยังไม่แน่ใจว่านางเป็นโรคระบาดหรือไม่ต้องเข้าไปรักษา เจิ้งซูอี้เมื่อเห็นว่างานที่ตนเองได้เริ่มเอาไว้สำเร็จแล้วจึงพาหลิวซีฮันกลับไปที่เรือนของตน และเพื่อความสมจริงยิ่งขึ้นเจิ้งซูอี้ได้เอากระดาษเงินกระดาษทองมาเผาหน้าเรือนทั้งยังจุดธูปคารวะสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย นั่นยิ่งทำให้ข่าวลือเรื่องที่คนตระกูลหลิวโดนผีหลิวตงเฟิงหลอกแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ซีหยวนไห่หนานองค์ชายห้าแห่งแคว้นซีหยวนนั่งมองตัวหนังสือในรายงานที่คนของเขานำมาส่ง ยิ่งอ่านเรื่องราวของนางเขาก็ยิ่งรู้สึกสนใจในตัวเด็กสาวชาวบ้านผู้นี้ ตอนนี้เขาตื่นเต้นที่จะได้รับรู้เรื่องราวของนางในครั้งต่อไปอย่างบอกไม่ถูก จื่อรุ่ยมองท่าทางตื่นเต้นของนายเหนือหัวแล้วได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ ดูเหมือนองค์ชายจะได้งานอดิเรกใหม่อย่างการตามดูเรื่องราวชีวิตของหญิงชาวบ้านแล้วกระมัง จื่อรุ่ยที่โตมากับซีหยวนไห่หนานรู้จักนิสัยของเขาเป็นอย่างดีว่านายเหนือหัวชอบมีงานอดิเรกแปลกๆ เช่นการเลี้ยงสัตว์ร้ายเอาไว้ในตำหนัก ตามแหย่คุณหนูเจิ้งให้โมโห หรือแม้กระทั่งขัดขวางองค์รัชทายาทไม่ให้ทำงานตามรับสั่งได้อย่างราบรื่น แต่พอพวกเขาขอให้องค์ชายแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทมาพระองค์กลับทำท่าไม่สนใจ ทั้งยังบอกพวกเขาว่ามันน่าเบื่อและมีงานให้ทำงานเยอะเกินไป เหล่าผู้ใต้บัญชาได้แต่ถอนหายใจและส่ายหน้า ไม่รู้ว่าองค์ชายผู้นี้มีนิสัยเหมือนผูใดกันแน่ระหวางหลิงกุ้ยเฟยและฝ่าบาท หลิวตงจวิ้นหลังจากกลับมาที่เรือนก็ได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดจากชาวบ้าน เขารีบกลับเรือนไปเพื่อถามบุตรสาวว่าที่ชาวบ้านลือกันเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เจิ้งซูอี้ได้แต่พยักหน้ารับไป แต่ภายในใจเอาแต่กล่าวขออภัยหลิวตงเฟิงที่ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังอยู่หรือตายไปแล้วจริงๆ “เหตุใดท่านพ่อถึงไม่มาเข้าฝันข้าบ้าง ข้าอยากถามเขาว่าอยู่ที่นั่นสบายดีหรือเปล่าคงไม่ลำบากมากกระมัง แต่หากท่านพ่อบอกว่าจะกลับมาอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลสือนั่นก็หมายความว่าบางทีครั้งหน้าท่านพ่ออาจมาพบข้าบ้างก็ได้” หลิวตงจวิ้นพูดออกมาด้วยท่าทางห่อเหี่ยว เจิ้งซูอี้รู้สึกผิดต่อเขาอยู่เล็กน้อยแต่เพื่อความสงบสุขของครอบครัวนี้นางจึงจำเป็นต้องทำ ครอบครัวสกุลหลิวเองก็จุดธูปไหว้บรรพบุรุษทั้งยังเผากระดาษเงินกระดาษทองให้พวกเขาเหมือนกัน แต่ภายในใจคนตระกูลหลิวนั้นต่างก็กล่าวขออภัยต่อหลิวตงเฟิงเหมือนๆ กันเพียงแต่ไม่มีใครพูดออกมา หลังจากวันนั้นผ่านไปคนตระกูลหลิวก็ไม่เคยเดินเฉียดใกล้เรือนของหลิวตงจวิ้นอีกเลย ถึงแม้แม่เฒ่าจางจะแอบก่นด่าสาปแช่งเจิ้งซูอี้ในใจก็ตามที แต่นางไม่ได้ยินดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเดือดร้อนหรือตอบโต้กลับ ผ่านไปกว่าเดือนอู๋เซียนเว่ยและบุตรชายยังคงตามหลิวตงจวิ้นและเจิ้งซูอี้ขึ้นเขาล่าสัตว์ทุกวัน ชาวบ้านเริ่มสังเกตเห็นว่าสองครอบครัวเวลาไปขายของป่าเหตุใดไปพร้อมกันทุกรอบ และดูเหมือนว่าอู๋เซียนเว่ยที่มีครอบครัวฐานะดีกว่าหลิวตงจวิ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้นกลับสามารถหาเงินไปสู่ขอสตรีจากหมู่บ้านข้างๆ ได้ ชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านต่างเฝ้าดูอู๋เซียนเว่ยและบุตรชาย และได้พบว่าเขาจะออกจากเรือนไปตอนเช้ามืดตรงไปที่เรือนของหลิวตงจวิ้น พวกเขาก็ขึ้นเขาล่าสัตว์พร้อมกันไม่มีใครจะคาดคิดว่าฝีมือการล่าสัตว์ทั้งหมดมาจากเจิ้งซูอี้ แต่ที่พวกเขาได้สัตว์ใหญ่กลับมาทุกรอบเป็นเพราะพวกเขาร่วมมือกัน ดังนั้นชายฉกรรจ์หลายคนในหมู่บ้านจึงรวมตัวเพื่อขึ้นเขาล่าสัตว์เลียนแบบพวกเขา เรื่องที่ชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านร่วมมือกันล่าสัตว์พวกหลิวตงจวิ้นไม่มีใครรู้เพราะต้องขึ้นเขาตั้งแต่เช้ามืดกลับมาก็พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว พออีกวันพวกเขาก็ต้องเข้าเมืองไปขายสัตว์ที่ล่ามาแต่เช้า ยิ่งแม่นางหวังท่านแม่ของหลิวอันอันยิ่งไม่ค่อยออกจากเรือนไปสนทนาจับกลุ่มคุยกันกับเหล่าสตรีในหมู่บ้านเหมือจางซานเหนียง ยิ่งทำให้พวกเขาไม่รู้ข่าวคราวของภายในหมู่บ้านเลย “ท่านพ่อข้าอยากกินซาลาเปา” วันนี้เจิ้งซูอี้และหลิวซีฮันตามหลิวตงจวิ้นมาที่อำเภอหลิงจือด้วย ครั้งก่อนที่มาเจิ้งซูอี้ไม่ได้ข่าวอะไรกลับไปเพราะเกิดเหตุการณ์วิ่งราวถุงเงินของนางซะก่อน ครั้งนี้นางจึงตั้งใจกลับมาเพื่อหาข่าวเรื่องตระกูลเจิ้งอีกครั้ง “ได้สิพวกลูกรอที่นี่ก็แล้วกัน เดี๋ยวพ่อกลับมา” หลิวตงจวิ้นและอู๋เซียนเว่ยตรงไปที่เหลาอาหารที่พวกเขาไปขายสัตว์เป็นประจำ ปล่อยให้เจิ้งซูอี้และหลิวซีฮันรอตนอยู่ที่หน้าโรงน้ำชา สองพี่น้องพยักหน้าพร้อมกันอย่างเชื่อฟัง คล้อยหลังหลิวตงจวิ้นเจิ้งซูอี้ก็พาหลิวซีฮันเดินไปแถวหน้าที่ว่าการอำเภอ ที่นั่นมีแผ่นป้ายติดประกาศเรื่องสำคัญเอาไว้มากมาย เจิ้งซูอี้ไล่อ่านทีละแผ่นจนมาสะดุดตากับข่าวหนึ่ง มือปราบที่เฝ้าหน้าที่ว่าการมองนางและเด็กชายตัวน้อยด้วยสายตาสงสัย หญิงชาวบ้านธรรมดาอ่านหนังสือออกด้วยหรือ แล้วความสงสัยของเขาก็ได้รับการเฉลยเมื่อเจิ้งซูอี้เดินตรงมาหามือปราบหนุ่มผู้นั้น “นี่พี่ชายข้าขอสอบถามได้หรือไม่ ข่าวนี้เอามาติดไว้ตั้งแต่เมื่อใด” มือปราบหนุ่มมองตามนิ้วของเจิ้งซูอี้ที่ชี้ไป ข่าวของแม่ทัพหญิงเดินทางกลับมาที่หนานหยางเพราะได้รับบาดเจ็บ มือปราบหนุ่มจึงเกิดความสงสัยขึ้นมาอีกครั้ง “เจ้ารู้จักกับแม่ทัพหญิงของเราหรือ” เจิ้งซูอี้ชะงักไปเล็กน้อยจากนั้นจึงส่ายหน้า นั่นสิอยู่ดีๆ ก็มีชาวบ้านมาสอบถามเรื่องคนใหญ่คนโตของแคว้นซีหยวนพวกเขาไม่สงสัยก็แปลกแล้ว “พอดีว่าญาติของข้าสังกัดในกองทัพที่แม่ทัพหญิงดูแลอยู่ เขาขาดการติดต่อไปนานข้าเลยคิดว่ามาที่นี่อาจจะได้ข่าวคราวของเขาบ้างเจ้าค่ะ” มือปราบหนุ่มพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ “อย่างนี้นี่เอง ข้าเองก็ไม่รู้อะไรมากหรอกรู้เพียงว่าแม่ทัพหญิงบาดเจ็บจากสนามรบกำลังเดินทางกลับเมืองหลวง ส่วนทหารในสังกัดของนางจะถูกโยกย้ายไปให้ผู้ใดดูแลนั้นข้าเองก็ไม่รู้” เจิ้งซูอี้พยักหน้าขอบคุณมือปราบหนุ่มจากนั้นจึงพาหลิวซี ฮันเดินออกมา เข้าเมืองมาคราวนี้นางก็ยังไม่ได้ข่าวที่เป็นชิ้นเป็นอันเลยรู้เพียงร่างของนางยังไม่ตายแต่เหตุใดวิญญาณของนางถึงได้ออกจากร่างนั้นนางเองก็ไม่รู้
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD