จ้างนักพรตมาปราบวิญญาณร้าย

2063 Words
หลิวตงจวิ้นกลับมาพร้อมซาลาเปาหลายลูกในห่อกระดาษ พวกเขาซื้อของที่จำเป็นเล็กน้อยจากนั้นจึงกลับไปที่หมูบ้านทันที หลิวฟู่เฉิงมาที่ร้านขายตำราในอำเภอหลิงจือพร้อมกับสหายทำให้เขาได้เห็นเจิ้งซูอี้และหลิวซีฮันยืนอยู่หน้าที่ว่าการอำเภอ “หลิวอันอันเหตุใดนางถึงได้มาอยู่ที่นี่” หลิวฟู่เฉิงคิดว่านางมาเพื่อแจ้งความเรื่องที่คนตระกูลหลิวยักยอกเอาที่ดินของท่านปู่นางมา เขาจึงแอบอยู่อีกด้านเพื่อรอดูสถานการณ์ หลังจากที่ได้ยินเจิ้งซูอี้ถามเรื่องข่าวที่ปิดประกาศอยู่บนแผ่นป้ายเขาก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย นางอ่านหนังสือออกตั้งแต่เมื่อใด แล้วเหตุใดนางต้องมาถามหาแม่ทัพหญิงที่ไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับนางเลย เขารอดูจนกระทั่งเจิ้งซูอี้จากไปจึงได้ออกมาจากที่ซ่อน หลิวฟู่เฉิงมองตามเจิ้งซูอี้ไปด้วยความสงสัย แต่สหายของเขาเรียกเขาให้รีบตามมาหลิวฟู่เฉิงจึงได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ ผ่านไปหลายวันหลิวฟู่เฉิงที่เอาแต่กระสับกระส่ายจนไม่เป็นอันเรียนเพราะเขาสงสัยในสิ่งที่หลิวอันอันทำจึงอยากกลับไปที่ตระกูลหลิวเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทุกสิ้นเดือนสำนักศึกษาจะมีวันหยุดให้สองวันเพื่อให้เหล่าบัณฑิตกลับไปที่บ้านของตน หลิวฟู่เฉิงที่ปกติไม่เคยอยากกลับมาที่ตระกูลหลิวเลยสักครั้งเพราะเขารู้สึกว่าตนเองที่เป็นถึงบัณฑิตซิ่วไฉนั้นอยู่คนละระดับกับพวกเขา แต่ครั้งนี้หลังจากเลิกเรียนเขาก็รีบเก็บของเพื่อไปให้ทันเกวียนโดยสารที่วิ่งกลับไปที่หมู่บ้านตระกูลสือ ทำเอาสหายร่วมห้องของเขามองด้วยความสงสัย เกิดเรื่องขึ้นที่บ้านของเขาหรืออย่างไร เขาจึงได้รีบร้อนเพียงนี้ “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าวันก่อนข้าไปที่บ้านญาติที่หมู่บ้านตระกูลสือมีข่าวลือว่าคนตระกูลหลิวถูกผีหลอก” หลิวฟู่เฉิงที่นั่งอยู่ท้ายสุดของเกวียนโดยสารพยายามเงี่ยหูฟังหญิงวัยกลางคนที่กำลังเล่าเรื่องผีหลอกที่เกิดขึ้นที่หมู่บ้านตระกูลสือ อย่างออกรส เขาอยากถามหญิงวัยกลางคนว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไรแต่ต้องอดทนเอาไว้เพราะเขาไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าเขาเป็นคนตระกูลหลิว หลังจากที่เกวียนจอดที่หมู่บ้านตระกูลสือเป็นที่สุดท้าย หลิวฟู่เฉิงลงมาจากเกวียนด้วยความทุลักทุเล เขาไม่ชอบเลยที่ต้องกลับมาที่นี่ รถม้าให้นั่งก็ไม่มีไม่สมกับตำแหน่งซิ่วไฉของเขาเลย หลิวฟู่เฉิงมักจะเปรียบเทียบคนในตระกูลของตนกับคนในตระกูลของสหายอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งเมื่อถึงสิ้นเดือนเขาก็จะไม่กลับมาที่ตระกูลหลิวแต่จะกลับไปพร้อมสหายสนิทของเขาที่ค่อนข้างมีฐานะ สหายของเขาเองก็ไม่เคยติดใจสงสัยในตัวหลิวฟู่เฉิงว่าเหตุใดเขาถึงไม่อยากกลับบ้านตนเอง พอบ่อยครั้งเข้าเขาก็ให้เหตุผลว่าอ่านหนังสือร่วมกันจะทำให้มีความเข้าใจในเนื้อหาได้มากกว่าการอ่านเพียงคนเดียว ในปีหน้าพวกเขาจะเตรียมตัวสอบระดับมณฑลแล้วจึงเร่งเติมความรู้เพื่อการสอบแย่งชิงตำแหน่งจีว์เหรินที่กำลังจะมีขึ้นอีกครั้ง เกือบสองเดือนที่หลิวฟู่เฉิงไม่ได้กลับมาที่นี่ ครั้งสุดท้ายที่เขากลับมาคือตอนที่บ้านรองของหลิวตงจวิ้นแยกตัวออกไป หลิวฟู่เฉิงเปิดประตูเรือนเข้าไปก็นึกแปลกใจว่าเหตุใดในเรือนถึงได้เงียบนัก ปกติเมื่อเขากลับมาจะต้องได้ยินเสียงแม่เฒ่าจางก่อนใคร หลิวฟู่เฉิงเดินเลี่ยงกลับห้องของตนเพื่อเก็บของจากนั้นจึงกลับมาดู่ที่ห้องโถง คนตระกูลหลิวอยู่กันพร้อมหน้าแต่พวกเขากลับแสดงท่าทางตกใจเมื่อหลิวฟู่เฉิงเปิดประตูเข้าไป “โถ่!!เฉิงเอ๋อนี่เอง” หลิวฟู่เฉิงเลิกคิ้วมองทุกคนด้วยความสงสัย “เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับท่านแม่” หลิวฟู่เฉิงถามจางซานเหนียงผู้เป็นมารดาที่กำลังหลบอยู่ข้างหลังหลิวตงหัวบิดาของเขา สภาพของคนตระกูลหลิวที่เห็นยิ่งทำให้เขาขมวดคิ้วหนักกว่าเดิมมันเกิดสิ่งใดขึ้นที่นี่กันแน่ “ท่านย่าขอรับท่านช่วยอธิบายหน่อยได้หรือไม่” หลิวฟู่เฉิงหันมาหาแม่เฒ่าจางที่เขาคิดว่าจะมีสติกว่าใคร แต่จากที่เห็นแม่เฒ่าจางก็ไม่ต่างจากคนอื่นในตระกูลหลิวเลย “หรือว่าเรื่องผีหลอกในหมู่บ้านตระกูลสือ” หลิวฟู่เฉิงนึกถึงเรื่องที่ตนได้ยินบนเกวียนโดยสารก่อนหน้านี้ จางซานเหนียงรีบพุ่งมาหาบุตรชายเอามือปิดปากเขาเอาไว้ หลิวฟู่เฉิงแกะมือที่มีกลิ่นอาหารของมารดาออกอย่างนึกรังเกียจ “เป็นเรื่องจริงสินะ เช่นนั้นพวกท่านเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่” หลังจากที่สติกลับคืนมาแม่เฒ่าจางก็ร้องห่มร้องไห้กอดหลานชายสุดรักของตน ทั้งยังเล่าเรื่องวิญญาณหลิวตงเฟิงปู่ของหลิวอันอันมาหลอกพวกเขา ครั้งแรกพวกเขาจุดธูปขอขมาไปแล้วทั้งยังเผากระดาษเงินกระดาษทองไปให้ด้วย แต่หลังจากวันนั้นทุกสองสามวันตอนกลางคืนจะมีเสียงดังขึ้นที่หลังคาบ้างหน้าต่างบ้าง ไก่ในเล้าร้องออกมาอย่างไม่ทราบสาเหตุเมื่อออกไปดูกลับไม่พบสิ่งใด คนตระกูลหลิวถูกหลอกบ่อยเข้าตอนนี้แทบไม่กล้าออกนอกเรือน “แล้วเหตุใดท่านย่าจึงเจาะจงว่าวิญญาณนั้นเป็นท่านปู่รองล่ะขอรับ เรื่องนี้บางทีอาจมีคนทำขึ้นเพื่อกลั่นแกล้งพวกท่านก็ได้” แม่เฒ่าจางถอนหายใจออกมา เมื่อนึกถึงเรื่องคืนนั้นก็รู้สึกกลัวขึ้นมาอีกครั้ง “ถ้าหากว่าย่าไม่เห็นกับตาย่าก็คงไม่พูดออกมา ตอนนี้เวลาหลับตาย่าก็ยังเห็นวิญญาณตนนั้นมายืนชี้หน้าอยู่เลย” หลิวฟู่เฉิงคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ อาจเป็นคนบ้านของหลิวตงจวิ้นที่ต้องการแก้แค้นพวกเขาเรื่องที่ดินก็เป็นได้ แต่จากนิสัยที่เป็นคนเถรตรงของเขาไม่น่าทำเรื่องเช่นนี้ได้ หรือว่าจะเป็นหลิวอันอันครั้งสุดท้ายที่เขาพบนางดูเหมือนนางจะต่างออกไปเล็กน้อย ไม่เดินก้มหน้าหรือทำท่าสั่นกลัวเมื่อเจอผู้คน ดูจากตอนนี้นางถึงกับกล้าเข้าเมืองเพื่อไปเที่ยวเล่นแล้ว เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเขาก็คิดว่ามันค่อนข้างแปลก อีกทั้งเรื่องที่นางไปถามที่ว่าการอำเภออีก เพราะมีหลายเรื่องให้คิดเกินไปทำให้หลิวฟู่เฉิงพลาดรายละเอียดสำคัญบางอย่างไป “แล้วพวกท่านจะต้องอยู่อย่างหวาดกลัวเช่นนี้ต่อไปหรือขอรับ ไม่มีใครคิดหาทางออกบ้างเลยหรือ” หลิวฟู่เฉิงมองดูคนในตระกูลของตนที่เอาแต่หลบสายตาเพราะไม่ต้องการรับผิดชอบเรื่องพวกนี้ ชาวบ้านธรรมดาอย่างคนตระกูลหลิวช่างแตกต่างจากคนตระกูลใหญ่ของสหายเขายิ่งนัก คนพวกนี้ไม่แม้แต่จะรับผิดชอบชีวิตตนเองคอยแต่จะพึ่งพาเขา เมื่อก่อนเขายังรู้สึกผิดเล็กน้อยหากว่าในอนาตคเขาสอบได้ตำแหน่งในราชสำนักแล้วทิ้งคนพวกนี้เอาไว้ข้างหลัง แต่ตอนนี้เขาตัดสินใจได้แล้วหากวันข้างหน้าเขาประสบความสำเร็จ เขาไม่คิดจะพาคนพวกนี้ตามไปถ่วงอนาคตของเขาแน่นอน "ย่าก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรเฉิงเอ๋อหลานมีความรู้มากกว่าใครช่วยพวกเราด้วยเถอะนะ” หลิวฟู่เฉิงถอนหายใจออกมาอย่างรำคาญ สุดท้ายทุกคนก็เอาแต่พึ่งพาเขาไม่มีใครเลยที่ทำตัวเป็นประโยชน์สักคน หลิวฟู่เฉิงไม่ได้คิดเลยว่าตนเองต่างหากที่เป็นตัวถ่วงของทุกคนในตระกูหลิว เพราะต้องส่งเขาเรียนที่สำนักศึกษาตระกูลหลิวจึงต้องประหยัดเพียงใด เมื่อเขาเรียกร้องเงินทองแม่เฒ่าจางก็ต้องหามาให้เขาให้ได้ ในความคิดของหลิวฟู่เฉิงนั่นคือสิ่งที่พวกเขาควรทำ ตระกูลหลิวมีหน้าที่ให้เขาเหยียบขึ้นสู่ที่สูงหากต้องการมีส่วนร่วมในเกียรติยศที่เขานำมาสู่ตระกูล “ท่านย่าพวกท่านเคยลองไปปรึกษาเรื่องนี้กับซินแสหรือนักพรตบ้างหรือยังขอรับ” แม่เฒ่าจางตาสว่างขึ้นมาทันที นั่นสินะเหตุใดนางถึงคิดไม่ได้กัน สมกับเป็นหลานรักของนางที่มีความรู้กว้างขวางกว่าใคร กลับมาบ้านเพียงไม่นานก็สามารถแก้ไขเรื่องที่พวกเขาคิดไม่ตกมาทั้งเดือนได้ “ได้ๆ ย่ารู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร หลานมาเหนื่อยๆ กลับไปพักผ่อนที่ห้องเถอะนะ ย่าจะให้แม่ของเจ้าทำเนื้อให้กินฉลองที่เฉิง เอ๋อกลับมา” แม่เฒ่าจางดันหลังของหลิวฟู่เฉิงกลับห้องไป ความจริงเขาไม่เชื่อเรื่องผีสางเท่าใดนัก แต่เพื่อความสบายใจของคนตระกูลหลิวเขาจึงต้องพูดออกมาเช่นนั้น จางลี่ฉุนสะใภ้เล็กเบะปากให้กับท่าทางของแม่สามีที่ประจบเอาใจเจ้าตัวผลาญเงินของบ้าน นางเองก็มีลูกชายเหมือนกันแถมยังเป็นแฝดชายหญิงอีกด้วย แล้วเหตุใดแม่เฒ่าจางจึงรักหลานชายคนโตมากกว่าใคร นั่นมันไม่ยุติธรรมสำหรับลูกทั้งสองของนางเลยสักนิด หลังจากที่หลิวฟู่เฉิงกลับเข้าห้องไปเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเบาๆ “อาเฉิงนี่ปู่เองนะ” หลิวฟู่เฉิงกลอกตาด้วยความรำคาญแต่เขาก็ยังเดินมาเปิดประตู “ท่าปู่มีธุระอันใดกับข้าหรือขอรับ” หลิวเจี้ยนกั๋วยกกกำปั้นขึ้นปิดปากกระแอมไอเบาๆ “เรื่องเรียนของหลานเป็นอย่างไรบ้าง ปีหน้าต้องสอบระดับมณฑลหลานเตรียมตัวไปถึงไหนแล้ว” หลิวฟู่เฉิงลอบถอนหายใจออกมาอีกครั้ง เขารำคาญคนตระกูลนี้เหลือเกินจนแทบไม่อยากจะกลับมาเหยียบที่นี่อีกเลย แต่เขายังต้องพึ่งเงินที่แม่เฒ่าจางส่งให้ทุกเดือนไม่อย่างนั้นเขาคงตัดขาดกับคนตระกูลหลิวไปนานแล้ว “ก็เรื่อยๆ ขอรับข้ารวมตัวกันกับสหายหลายคนเพื่ออ่านตำราในช่วงวันหยุดจึงกลับมาที่บ้านบ่อยๆ ไม่ได้” ผู้เฒ่าหลิวพยักหน้า “เช่นนั้นก็ดี หลานกลับไปอ่านตำราเถอะปู่ไม่กวนแล้ว” ท่าทางแสร้งเป็นผู้ทรงภูมิของผู้เฒ่าหลิวทำให้หลิวฟู่เฉิง อยากหัวเราะออกมาดังๆ ท่านกำลังแสดงให้ผู้ใดดูกัน หลังจากมีข่าวลือเรื่องผีหลอกคนตระกูลหลิวแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้าน ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงก็หลีกหนีห่างไม่เข้ามาสุงสิงกับพวกเขาอีกเพราะกลัวว่าวิญญาณจะตามมาหลอกพวกตนด้วย วันนี้แม่เฒ่าจางกับจางซานเหนียงกลับไปบ้านเดิมของตน เพื่อปรึกษาพี่ชายของนางคือบิดาของจางซานเหนียงให้หาซินแสชื่อดังที่สามารถขับไล่วิญญาณร้ายได้ หมู่บ้านที่ห่างออกไปสองสามลี้มีนักพรตผู้หนึ่งมีชื่อเสียงเรื่องขับไล่สิ่งชั่วร้ายมาก แต่ราคานั้นค่อนข้างแพงต้องใช้เงินถึงห้าตำลึงนักพรตผู้นั้นถึงจะตอบรับคำขอร้อง แม่เฒ่าจางรู้สึกเสียดายเงินห้าตำลึงอยู่เหมือนกัน แต่นางก็ทนให้วิญญาณร้ายมาตามรังควานจนไม่เป็นอันทำอะไรอยู่เช่นนี้ไม่ได้ ดังนั้นแม่เฒ่าจางจึงตัดสินใจเดินทางไปกับพี่ชายของนางเพื่อเชิญนักพรตมาปัดเป่าวิญญาณร้ายให้ออกไปจากตระกูลหลิว
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD