จัดการคนตระกูลหลิว

2022 Words
เจิ้งซูอี้กับหลิวตงจวิ้นยังคงขึ้นเขาล่าสัตว์เหมือนเดิม สองพ่อลูกมักจะได้สัตว์ใหญ่กลับมาด้วยทุกครั้ง สร้างความอิจฉาให้ใครหลายคนโดยเฉพาะคนตระกูลหลิวที่มักจะตีอกชกตัวทุกครั้งเมื่อหลิวตงจวิ้นนำสัตว์ป่าไปขายในเมือง แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นคือแม่เฒ่าจางนางไม่ไปตามรังควานบ้านหลิวตงจวิ้นเหมือนแต่ก่อน จางซานเหนียงที่ทำหน้าที่เป็นกองหนุนให้นางก็ยังรู้สึกแปลกใจเช่นเดียวกัน ปกติแม่เฒ่าจางจะไม่ยอมเสียเปรียบให้ผู้ใดแต่ครั้งนี้กลับดูเงียบไปเมื่อพูดถึงบ้านของหลิวตงจวิ้น มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่หรือว่าแผ่นดินกำลังจะตลบพลิกกลับด้าน แม่เฒ่าจางถึงได้เปลี่ยนไปมากเช่นนี้ อู๋เซียนเว่ยได้แวะมาหาหลิวตงจวิ้นในเช้ามืดของวันหนึ่ง บุตรชายคนโตของเขากำลังจะหมั้นหมายกับหญิงสาวของอีกหมู่บ้าน แต่ในมือของอู๋เซียนเว่ยมีเงินไม่มากพอที่จะจัดงานแต่งให้บุตรชายได้เขาจึงต้องบากหน้ามาหาสหายสนิทคนนี้ “อาจวิ้นอยู่หรือไม่” เสียงเรียกดังขึ้นที่หน้าเรือนเจิ้งซูอี้เป็นคนมาเปิดประตู พระอาทิตย์กำลังโผล่พ้นเหลี่ยมเขาทำให้มองเห็นได้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้ส่งเสียงเรียกบิดาของนาง “ท่านอาอู๋ อรุนสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านพ่อกำลังเตรียมเครื่องมือขึ้นเขาอยู่หลังเรือน เชิญเข้ามาก่อน” อู๋เซียนเว่ยพยักหน้าแล้วเดินตามเจิ้งซูอี้เข้าไปด้านใน เขาสังเกตเด็กสาวที่ตนกำลังเดินตามห่างๆ อู๋เซียนเว่ยรู้สึกเหมือนว่าหลิวอันอันจะเปลี่ยนไปเล็กน้อยหลังจากที่ได้พบกันครั้งสุดท้าย แต่เปลี่ยนไปอย่างไรนั้นเขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน “อ้าวอู๋เซียนเว่ยเจ้ามาหาข้าเช้าเพียงนี้มีธุระสำคัญหรือ” อู๋เซียนเว่ยมีท่าทีอึกอักเหมือนมีเรื่องสำคัญจะพูดกับเขา เจิ้งซูอี้เห็นดังนั้นนางจึงเดินเลี่ยงออกไป “อาจวิ้นข้ามีเรื่องอยากมาขอร้องเจ้าสักหน่อย เมื่อเจ้าฟังที่ข้าพูดจบแล้ว เจ้าจะตัดสินใจอย่างไรข้าล้วนเคารพการตัดสินใจของเจ้า” หลิวตงจวิ้นมองสหายสนิทด้วยสายตาสงสัยเหตุใดเขาจึงมีท่าทางดูอึดอัดเช่นนี้ ทั้งสองเติบโตมาพร้อมกันหลิวตงจวิ้นย่อมรู้ว่านิสัยของอู๋เซียนเว่ยเป็นอย่างไร หากไม่มีเรื่องหนักใจจริงๆ วันนี้เขาคงไม่รีบมาหาเขาตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้นเช่นนี้ “เอาเถอะไม่ว่าเจ้ามีเรื่องหนักใจอันใดข้าก็จะรับฟังเจ้าทั้งหมด อาเว่ยเจ้าลืมไปแล้วหรือว่าทั้งเจ้าและข้าล้วนเป็นสหายที่เติบโตมาด้วยกันอย่าได้เกรงใจข้าจนเกินไป ที่ผ่านมาเจ้าช่วยเหลือครอบครัวข้ามาตลอดข้าเองก็นึกขอบคุณ หากมีสิ่งใดที่ข้าพอจะช่วยเหลือเจ้าได้เจ้ารีบบอกข้ามาเถอะ” อู๋เซียนเว่ยสูดหายใจเข้าแรงๆ จากนั้นจึงตัดสินใจเล่าเรื่องที่บุตรชายคนโตของเขากำลังจะหมั้นหมาย แต่ตอนนี้เงินของเขามีไม่พอจึงมาขอร้องให้หลิวตงจวิ้นพาเขาขึ้นเขาล่าสัตว์ด้วยคน เพราะระยะหลังหลิวตงจวิ้นล่าสัตว์ใหญ่ได้ทุกวัน หากเขาติดตามไปด้วยบางทีตัวเขาอาจจะได้ของมีค่าจากป่าใหญ่กลับมาด้วยก็ได้ “ข้าไม่รู้ว่าจะเป็นการขอที่มากเกินไปหรือไม่ อาจวิ้นข้ารู้ว่าเคล็ดลับการล่าสัตว์ของแต่ละคนไม่เหมือนกันและไม่สามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นที่มิใช่ครอบครัวของตนได้ แต่ครั้งนี้ข้าขอร้องเจ้าได้หรือไม่” หลิวตงจวิ้นยกมือขึ้นตบที่หัวไหล่ของอู๋เซียนเว่ยเบาๆ “จะต้องมาขอร้องอันใดกันเล่า เจ้าเป็นสหายของข้าเรื่องเล็กน้อยแค่นี้หาใช่เรื่องใหญ่อันใด เจ้ากลับไปที่เรือนเตรียมของขึ้นเขาแล้วกลับมาหาข้าที่นี่” อู๋เซียนเว่ยเหมือนได้รับน้ำทิพย์ชโลมจิตใจ เขาพยักหน้าทั้งรอยยิ้มจากนั้นจึงรีบหุนหันออกจากเรือนไป เจิ้งซูอี้ช่วยแม่นางหวังมารดาของหลิวอันอันทำเจียนปิ่งไส้เนื้ออยู่ในครัวเพื่อเก็บเอาไว้เป็นเสบียง “ทำเพิ่มอีกสักห้าอันเถิดเจ้าค่ะ” เจิ้งซูอี้เดาว่าที่อู๋เซียนเว่ยมาหาหลิวตงจวิ้นคงเพราะต้องการขึ้นเขาล่าสัตว์ไปกับพวกนางด้วย ทำเผื่อเอาไว้สักหน่อยคงไม่เป็นไร ผ่านไปไม่นานอู๋เซียนเว่ยก็กลับมาพร้อมอุปกรณ์ล่าสัตว์ในมือ ด้านหลังของเขามีเด็กหนุ่มอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปีคนหนึ่งท่าทางขี้อายยืนอยู่ จากความจรงจำของหลิวอันอันบอกว่าเขาคือบุตรชายของคนโตอู๋เซียนเว่ยชื่ออู๋จื่อคุน “มาแล้วหรือ เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะสายมากแล้ว” ตอนนี้พระอาทิตย์ขึ้นสว่างทั่วทั้งท้องฟ้า เสียงสัตว์เล็กสัตว์น้อยและแมลงส่งเสียงดังระงมไปทั่วผืนป่า เจิ้งซูอี้สะพายตะกร้าใบโปรดเอาไว้ด้านหลัง ข้างในมีเสบียงและกระบอกน้ำที่แม่นางหวังใส่เอาไว้ให้พวกเขาพ่อลูกกินระหวางขึ้นเขา อู๋เซียนเว่ยมองมาที่เจิ้งซูอี้ด้วยท่าทางสงสัย เหตุใดสหายรักของเขาจึงให้บุตรสาวตามมาด้วยมันอันตรายมากเลยเขาไม่รู้หรือ แต่ถึงจะสงสัยอย่างไรเขาก็ไม่ได้ถามออกมา อู๋จื่อคุณที่เดินรั้งท้ายมองเจิ้งซูอี้เป็นระยะนางรู้ว่าเขาแอบมองหากแต่นางแต่ไม่ได้สนใจ ทั้งสี่เดินขึ้นเขามาได้ราวสองชั่วยามก็พบกับกับดักสัตว์ที่พ่อลูกทำเอาไว้ก่อนหน้านี้ ในหลุมขนาดใหญ่ที่พวกเขาขุดเอาไว้มีหมูป่าขนาดรุ่นๆ สองตัว อู๋เซียนเว่ยและบุตรชายถึงกับตาเบิกโตด้วยความตกใจ “นี่มัน!!!แค่นี้ก็ได้แล้วอย่างนั้นหรือ” เขาไม่คิดว่าการล่าสัตว์มันจะง่ายดายเพียงนี้ ช่างผิดกับพวกเขาที่ต้องเดินตามรอยสัตว์เป็นวันๆ หากใช้ธนูยิงแล้วพลาดพวกสัตว์รู้ตัววิ่งหนีไปได้ เช่นนั้นก็เป็นการตามที่สูญเปล่า เจิ้งซูอี้ปลดธนูที่ไหล่ของนางแล้วยิงลงไปในหลุม ธนูทั้งสองดอกยิงเข้าที่คอเจ้าหมูป่าอย่างแม่นยำเป็นอีกครั้งที่อู๋เซียนเว่ยและบุตรชายต้องตกตะลึง “อาจวิ้นบุตรสาวของเจ้า” เขาไม่รู้เลยว่าหลิวอันอันจะมีความสามารถมากขนาดนี้ หลิวตงจวิ้นยืดอกแสดงท่าทางภาคภูมิใจในตัวบุตรสาวของตน “นางเก่งกาจได้บิดาอย่างข้าอย่างไรเล่า” แล้วหลิวตงจวิ้นก็หัวเราะฮ่าๆ ออกมาเสียงดัง เจิ้งซูอี้ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ นางไม่รู้เลยว่าหลิวตงจวิ้นจะเป็นพวกชอบอวดบุตรสาวขนาดนี้ คนทั้งสี่ทิ้งเจ้าหมูป่าเอาไว้ในหลุมจากนั้นจึงเดินเข้าไปในหุบเขาที่ลึกกว่าเดิม “ท่านพ่อพวกท่านเดินไปก่อนข้ามีเรื่องที่ต้องทำเจ้าค่ะ” บุรุษทั้งสามคิดว่าเจิ้งซูอี้ต้องการจะปลดทุกข์พวกเขาจึงเดินเลี่ยงไปอีกทาง “” ได้สิ เจ้าระวังตัวด้วยแล้วรีบตามมาเล่า” เจิ้งซูอี้พยักหน้าให้หลิวตงจวิ้น เมื่อพวกเขาเดินหายไปจนลับสายตานางจึงหันมาสนใจสิ่งที่ตนเองจะทำ ความจริงเจิ้งซูอี้พบพืชชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดตุ่มและมีอาการปวดแสบปวดร้อนเมื่อได้สัมผัส นางไม่ต้องการให้พวกเขารู้ว่านางต้องการทำอะไร เจิ้งซูอี้เอาเศษผ้าห่อสมุนไพรต้นนั้นยัดลงไปในกระบอกไม้ไผ่เพราะนางกลัวว่าตนเองจะเผลอไปจับมันเข้า จากนั้นจึงรีบวิ่งตามคนทั้งสามไป พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปนานแล้วคนทั้งสี่แบกหมูป่าสองตัวลงจากเขาพึ่งกลับถึงเรือนของหลิวตงจวิ้น สองพ่อลูกตระกูลอู๋ไม่เคยต้องแบกสัตว์ใหญ่กลับมาเช่นนี้มาก่อน ถึงแม้จะเหนื่อยแต่พวกเขาก็ยังมีรอยยิ้มบนใบหน้า “เจ้าสองคนเอาหมูป่าตัวนี้กลับไปเถอะ พรุ่งนี้หากพวกเจ้าต้องการขายเราค่อยเข้าเมืองไปพร้อมกัน” อูเซียนเว่ยเอ่ยขอบคุณหลิวตงจวิ้นซ้ำๆ อยู่หลายครั้งก่อนที่พวกเขาพ่อลูกตระกูลอู๋จะแบกหมูป่ากลับเรือนไป เพราะตอนนี้ท้องฟ้ามืดแล้วชาวบ้านกลับเข้าเรือนไปจนหมด จึงไม่มีใครเห็นอู๋เซียนเว่ยและบุตรชายแบกหมูป่ากลับมา มีเพียงคนในบ้านของเขาเท่านั้นที่วันนี้แทบจะนอนไม่หลับเพราะตื่นเต้นที่จะได้เข้าเมืองขายสัตว์ใหญ่ครั้งแรก หลังจากที่ทุกคนหลับไปนานแล้ว เจิ้งซูอี้ที่เตรียมตัวมาหลายวันก็ได้เวลาที่นางจะต้องจัดการกับคนตระกูลหลิวแล้ว ก่อนออกมานางสวมชุดคล้ายนักรบที่นางแอบทำเอาไว้ แล้วใช้วิชาตัวเบาทะยานตรงไปที่เรือนตระกูลหลิว นางเดินอ้อมไปที่ห้องของแม่เฒ่าจางแล้วเปิดหน้าต่างที่แง้มเอาไว้เพื่อให้ลมผ่าน จากนั้นจึงใช้ก้อนหินดีดไปที่ใบหน้าของนาง แม่เฒ่าจางรู้สึกตัวตื่นเพราะรู้สึกเจ็บที่แก้มของตน แล้วสายตาของนางก็สะดุดบางอย่างที่นอกหน้าต่าง นางเห็นเงาตะคุ่มคล้ายกับร่างของใครบางคนยืนอยู่ เมื่อเพ่งมองให้เต็มตานางก็ต้องตกใจร้องออกมาไม่เป็นภาษา ทหารในชุดนักรบที่ขาดวิ่นยืนจังก้าอยู่นอกหน้าต่างห้องของนาง ควันกำยานจากธูปที่เจิ้งซูอี้จุดเอาไว้ลอยอ้อยอิ่งขึ้นมายิ่งส่งให้ภาพที่แม่เฒ่าจางเห็นน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม เจิ้งซูอี้ทาเลือดไก่ป่าที่ใบหน้าและเสื้อผ้าของนางแม่เฒ่าจางได้กลิ่นคาวเลือดโชยมาทำให้ดูเหมือนมีทหารร่างโชกเลือดยืนอยู่นอกหน้าต่างห้องของนางจริงๆ แม่เฒ่าจางทำเสียงอึกอักร้องไม่ออกเพราะความกลัว เจิ้งซูอี้ยกนิ้วขึ้นชี้ไปที่นางจากนั้นแม่เฒ่าจางก็รู้สึกว่ามีน้ำอะไรบางอย่างกระเด็นมาโดนใบหน้าของตน ความจริงมันคือสมุนไพรที่ทำให้เกิดอาการตุ่มพองและแสบร้อนนั่นเอง เจิ้งซูอี้บดมันจนละเอียดแล้วกรองเอาแค่น้ำของมันเท่านั้น เมื่อเล่นหลอกผีแม่เฒ่าจางจนพอใจนางก็ใช้ก้อนหินดีดไปที่จุดชีพจรของหญิงชราทำให้นางหลับไป เจิ้งซูอี้ค่อยๆ ปิดหน้าต่างเอาไว้ตามเดิมจากนั้นจึงนำน้ำสมุนไพรไปพรมตามเสื้อผ้าของคนบ้านหลิวที่ตากเอาไว้นอกเรือน หลังจากทำลายหลักฐานทั้งหมดเสร็จแล้วนางจึงตรงไปที่ลำธารเพื่อชำระล้างร่างกายที่เต็มไปด้วยเลือด ส่วนชุดนักรบที่ขาดวิ่นนางก็ขุดหลุมฝังเอาไว้ เจิ้งซูอี้แอบกลับเข้ามาในเรือนอีกครั้ง หลิวซีฮันน้องชายของหลิวอันอันงัวเงียตื่นขึ้นมา “ท่านพี่ท่านไปไหนมาหรือ” เสียงเรียกของหลิวซีฮันทำให้นางสะดุ้งตกใจ เจิ้งซูอี้พาเด็กชายที่เดินไม่ลืมตาปีนกลับขึ้นไปบนเตียงอีกครั้ง “ข้าไปปลดทุกข์มาเจ้ารีบเข้านอนเถอะดึกแล้ว” นางตบหลังเด็กชายเบาๆ เพื่อเป็นการกล่อมให้เขานอนหลับอีกครั้ง เจิ้งซูอี้ทำหลายอย่างในวันนี้ทำให้นางเหนื่อยและเพลียยิ่งนัก หลังจากปิดปากหาวสองสามครั้งนางก็เข้าสู่นิทราตามหลิวซีฮันไป
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD