ผ่านไปไม่นานจางซานเหนียงก็กลับมาพร้อมกับหัวหน้าหมู่บ้านแซ่สือนามว่าชางไห่อายุราวสี่สิบปี ด้านหลังของเขาคือชายชราผมขาวในความทรงจำของเจิ้งซูอี้เขาคือปู่ของหลิวอันอันหลิวเจี้ยนกั๋ว ชายชราเดินเอามือไพล่หลังตามมาใบหน้าเย็นชาท่าทางไม่ยินดียินร้ายของเขาบ่งบอกว่าไม่ได้ใส่ใจในเรื่องนี้เลย แม่เฒ่าจางเมื่อเห็นหัวหน้าหมู่บ้านเดินเข้ามานางก็รีบปรี่เข้าหาเขาทันที
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านท่านมาก็ดีแล้ว วันนี้ข้าจางกุ้ยฮวาขอตัดขาดจากหลิวตงจวิ้นและขับเขาออกจาตระกูลหลิว”
ถึงแม้ชาวบ้านจะได้ยินนางพูดเรื่องจะขับหลิวตงจวิ้นออกจากตระกูลมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่คิดเพียงว่านางอาจจะแค่โมโหเท่านั้นไม่ได้คิดว่านางจะจริงจังถึงเพียงนี้
“หยุดก่อนนี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันก่อนได้หรือไม่”
หัวหน้าหมู่บ้านสือปรามแม่เฒ่าจางให้ใจเย็นลง แม่เฒ่าจางเอาแต่ทำหน้าร้องไห้ทั้งยังก่นด่าสาปแช่งหลิวตงจวิ้นหาว่าเขาอกตัญญูและไม่เคารพผู้อาวุโส หลิวตงจวิ้นผู้ที่ถูกกล่าวหายังคงยืนเงียบอยู่อย่างนั้นไม่แม้แต่จะโต้แย้งสิ่งที่แม่เฒ่าจางพูดเลยสักนิด เจิ้งซูอี้คอยสังเกตอยู่ห่างๆ ว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไป ถ้าหากว่าเขาตัดสินใจที่จะออกมาจากตระกูลหลิวนางก็จะช่วยเขาเอง แต่ถ้าหากเขาอ้อนวอนยายเฒ่าขี้โวยวายนางจะยุให้ท่านแม่ของหลิวอันอันทิ้งเขาไปเลย
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านข้าหลิวตงจวิ้นไม่มีสิ่งใดจะพูด ถึงตัวข้าจะไม่ใช่บุตรที่เกิดจากท่านพ่อและท่านแม่แต่ข้าก็เคารพทั้งสองเช่นบิดามารดาแท้ๆ แต่ว่าวันนี้ที่ท่านแม่ทำมันเกินไปจริงๆ หากนางต้องการขับข้าออกจากตระกูลหลิวเช่นนั้นข้าหลิวตงจวิ้นก็ขอพูดสักหน่อยเถอะ ท่านแม่ท่านไม่สามารถทำเช่นนั้นได้เพราะข้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิดต่อท่านหรือผิดต่อตระกูลหลิว อีกอย่างถึงข้าจะเรียกท่านว่าแม่แต่ข้ายังคงเป็นบุตรชายของหลิวตงเฟิง และข้าเป็นทายาทเพียงหนึ่งเดียวของเขาถึงแม้ท่านจะเป็นสะใภ้ของตระกูลหลิวแต่ท่านก็ไม่ได้แซ่หลิวดังนั้นเรื่องนี้ท่านจึงไม่มีสิทธิ์พูด ถ้าหากว่าต้องการขับข้าออกจาตระกูลหลิวจริงๆ เช่นนั้นก็รวบรวมผู้อาวุโสของตระกูลหลิวมาแล้วบอกพวกเขาว่าข้าผิดอันใด ที่ผ่านมาข้าเองก็รู้สึกขอบคุณที่พวกท่านคอยดูแลข้ามาตลอดหลายปี แต่วันนี้ถ้าหากท่านต้องการจะตัดขาดจากข้าจริงๆ พวกท่านต้องคืนที่ดินที่เป็นของบิดาข้ามาก่อน”
ทั้งหัวหน้าหมู่บ้านและชาวบ้านที่มาชุมนุมต่างพากันส่งเสียงฮือฮา พวกเขาลืมไปได้อย่างไรว่าหลิวตงเฟิงตอนที่พาหลิวตงจวิ้นมาฝากหลิวเจี้ยนกั๋วเอาไว้ก่อนออกจากหมู่บ้านไปเขามีทรัพย์สมบัติมากมายเพียงใด แต่ดูสถานที่ที่บุตรชายของเขาอยู่สิชาวบ้านพร้อมใจกันหันไปมองหลิวเจี้ยนกั๋วพี่ชายของหลิวตงเฟิงที่เป็นผู้รับเลี้ยงหลิวตงจวิ้นเอาไว้พร้อมกัน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาพวกเขาเห็นหลิวตงจวิ้นเติบโตมาที่เรือนสกุลหลิว เขาทำงานอย่างหนักไม่เคยได้พักต่างจากบุตรชายทั้งสองของผู้เฒ่าหลิวที่ไม่ต้องทำงานและได้ร่ำเรียนที่สำนักศึกษา แต่พวกเขาก็ไม่เคยเห็นหลิวตงจวิ้นพร่ำบ่นว่าน้อยใจหรือว่าร้ายคนตระกูลหลิวออกมาเลยสักคำ คนที่ใกล้ชิดกับหลิวตงจวิ้นต่างรู้ดีว่าเขานั้นเป็นคนที่ซื่อตรงเพียงใด นิสัยของเขาเป็นเช่นเดียวกับบิดาของเขาเอง
“อาจวิ้นเจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร”
ผู้เฒ่าหลิวที่ยืนเงียบมานายเอ่ยขึ้น
“เราเลี้ยงดูเจ้ามาตั้งหลายปีเจ้าไม่คิดว่าที่ดินที่น้องชายข้าทิ้งเอาไว้ให้นั้นมันจะหมดไปเพราะเลี้ยงดูเจ้าบ้างหรือ”
ผู้เฒ่าหลิวยังคงแสดงท่าทางสุขุมเหมือนดั่งคนที่เคยร่ำเรียนมา แต่สายตาหลุกหลิกของเขานั้นเจิ้งซูอี้มองออกว่าเขากำลังคิดหาทางออกให้กับตนเอง
“เช่นนั้นท่านจะบอกว่าให้ท่านพ่อของข้ายกที่ดินทั้งหมดให้พวกท่านแลกกับการกตัญญูเช่นนั้นหรือ”
เจิ้งซูอี้เดินออกมายืนด้านหน้ากับหลิวตงจวิ้น ผู้เฒ่าหลิวขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ
“เจ้าเป็นเพียงผู้น้อย หาใช่เรื่องที่เจ้าควรสอดปาก”
ผู้เฒ่าหลิวเอ็ดเจิ้งซูอี้เสียงขรึมแสดงท่าทางผู้ทรงภูมิและมีเหตุผลออกมา แต่นั่นใช้ไม่ได้กับเจิ้งซูอี้ที่ถูกเลี้ยงดูมาในตระกูลใหญ่ นางย่อมมองออกว่าผู้ใดมีความรู้จริงผู้ใดเสแสร้งแสดงออกมา ตลอดหลายปีที่นางตระเวนออกศึกกับท่านปู่และท่านพ่อของนาง ไม่มีใครเคยพูดว่าผู้ใหญ่หรือผู้น้อยเมื่อพวกเขาคุยกันยามวางแผนการรบเพราะทุกคนล้วนใช้ความสามารถคุยกันหาใช่ความอาวุโส
“แต่นี่เป็นเรื่องของครอบครัวข้า หากไม่ให้ข้าสอดปากเช่นนั้นจะปล่อยให้พวกท่านฮุบเอาสิ่งของที่เป็นของท่านปู่แท้ๆ ของข้าไปเช่นนั้นหรือ ท่านปู่ของข้าหายไปเกือบสามสิบปีใครๆ ต่างก็คิดว่าท่านอาจจะตายไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ยืนยันเรื่องนั้นเลยนี่ หากวันหนึ่งท่านปู่ของข้ากลับมาที่นี่อีกครั้งจะให้เขานอนข้างถนนเช่นนั้นหรือ ท่านที่เป็นคนตระกูลหลิวเช่นเดียวกันไม่คิดว่าตนเองใจร้ายไปหน่อยหรือไม่”
เจิ้งซูอี้เอามือไพล่หลังยืนคุยกับหลิวเจี้ยนกั๋วด้วยท่าทางสง่างามต่างจากนางคนเดิมที่เอาแต่ก้มหน้าหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา มองดูแล้วช่างแปลกตายิ่งนัก เพราะนางติดนิสัยยามเมื่อคุยกับเหล่าทหารใต้บัญชาจึงทำให้นางแสดงท่าทางเช่นนั้นออกมาโดยไม่รู้ตัว
“เจ้า..!!”
ผู้เฒ่าหลิวไม่สามารถโต้แย้งนางได้เพราะสิ่งที่เจิ้งซูอี้พูดนั้นล้วนแต่เป็นความจริง
“เจ้าพูดเช่นนั้นก็ไม่ถูกเสียทั้งหมด”
เสียงทุ้มนุ่มดังมาจากด้านหลังของชาวบ้าน พวกเขาต่างแหวกออกเป็นสองทางให้ชายหนุ่มรูปงานในชุดบัณฑิตสีขาวเดินเข้ามา ในความทรงจำของหลิวอันอันเด็กหนุ่มมผู้นี้คือลูกพี่ลูกน้องของนางชื่อหลิวฟู่เฉิงบุตรชายของหลิวตงหัวกับจางซานเหนียงสะใภ้ใหญ่
หลิวฟู่เฉิง เป็นหลานชายหัวแก้วหัวแหวนของแม่เฒ่าจางนางทั้งรักทั้งหลงหลานชายผู้นี้มาก มีสิ่งใดที่ดีนางจะประเคนให้เขาทั้งหมดแม้แต่หลิวเฟยหลงบุตรชายคนเล็กของนางที่นางรักมากยังเป็นรอง ไข่ไก่ก็เช่นเดียวกันไข่ทุกฟองในเล้านางจะนับเอาไว้ทั้งหมดเพื่อเก็บเอาไว้ให้หลิวฟู่เฉิงกินคนเดียว แม้แต่ผู้เฒ่าหลิวเองก็ไม่มีสิทธิ์ได้กิน
“ท่านอารองได้ท่านปู่กับท่านย่าเลี้ยงดูมาจนโตหากจะกตัญญูแทนบิดาแท้ๆ ของเขาก็ไม่แปลกไม่ใช่หรือ”
หลิวฟู่เฉิงใช้ความกตัญญูเอามาเป็นข้ออ้างเพื่อยึดทรัพย์สินของหลิวตงเฟิงปู่ของหลิวอันอัน และดูเหมือนชาวบ้านต่างก็เห็นด้วยกับคำพูดของบัณฑิตซิ่วไฉผู้นี้ เขาสอบได้ซิ่วไฉเมื่อปีก่อนทำให้ชาวบ้านต่างให้ความนับถือ คนสกุลหลิวเดินยืดอกเชิดหน้าได้ก็เพราะเขา แต่ทุนในการศึกษาของหลิวฟู่เฉิงล้วนมาจากทรัพย์สินของหลิวตงเฟิงและเงินของหลิวตงจวิ้นที่ทำงานหามา
ก่อนที่หลิวฟู่เฉิงจะเข้าสอบซิ่วไฉผู่เฒ่าหลิวต้องการให้แยกบ้าน แต่มีเพียงหลิวตงจวิ้นเท่านั้นที่ต้องออกจากบ้านตระกูลหลิวมาอยู่กระท่อมที่ห่างไกล เมื่อหมดประโยชน์คนพวกนี้ก็เฉดหัวหลิวตงจวิ้นและครอบครัวออกมาเพราะไม่ต้องการให้พวกเขามีส่วนร่วมกับเกียรติยศที่หลิวฟู่เฉิงนำมาสู่ตระกูล
“ออ...อย่างนั้นหรือ เช่นนั้นที่ท่านพ่อของข้าทำมาตลอดยี่สิบปียังทดแทนบุญคุณของพวกเจ้าไม่หมดอีกอย่างหรือ ในที่นี้มีใครไม่รู้บ้างว่าท่านพ่อของข้าทำงานหาเงินเลี้ยงดูพวกเจ้าตระกูลหลิวทุกคน ข้าถามหน่อยทุกวันนี้เงินที่เจ้านำกลับไปที่สถานศึกษานั้นเป็นผู้ใดที่หามา ท่าพ่อหรือท่านแม่ของเจ้า”
เจิ้งซูอี้พูดออกมาอย่างไม่ไว้หน้าหลิวฟู่เฉิงและคนตระกูลหลิวในความทรงจำของหลิวอันอันที่หลิวตงจวิ้นเคยเล่าให้ฟัง เขาออกจากตระกูลหลิวตอนอายุสิบห้าไปทำงานเป็นผู้คุ้มกันสินค้า เงินทั้งหมดที่เขาหามาล้วนแต่ส่งมาที่ตระกูลหลิวทั้งหมด
พออายุยี่สิบเขาได้พาหวังเจียอี๋กลับมาที่สกุลหลิวด้วย ทั้งสองไม่แม้แต่จะได้จัดงานแต่งงาน ตั้งแต่นั้นมาตลอดสิบห้าปีทั้งหลิวตงจวิ้นและหวังเจียอี๋ต่างก็กลายเป็นเสาหลักทำงานหาเงินมาให้คนตระกูลหลิวใช้แต่คนทั้งสองกลับไม่เคยปริปากบ่น พวกเขาทำได้เพียงยอมรับและอดทนเท่านั้น
จนกระทั่งก่อนสอบซิ่วไฉของหลิวฟู่เฉิงผู้เฒ่าหลิวได้คุยเรื่องการแยกบ้านกับหลิวตงจวิ้น ผู้เฒ่าหลิวให้พวกเขาแยกออกไปโดยมีมันเทศไม่กี่ชั่งกับที่นอนเก่าๆ และเสื้อผ้าเท่านั้น แต่หลิวตงจวิ้นกลับรู้สึกโล่งใจที่ตนจะได้พาครอบครัวหลุดพ้นเสียที
แต่แล้วมันกลับไม่เป็นเช่นนั้น ถึงพวกเขาจะแยกบ้านออกมาทั้งภรรยาและบุตรสาวบุตรชายยังต้องไปทำงานรับใช้คนตระกูลหลิวอยู่ดี ทำงานหนักให้พวกเขาเพียงใดแต่ก็ไม่สามารถกินอาหารของตระกูลหลิวได้ เพราะแม่เฒ่าหลิวให้เหตุผลว่าพวกเขาได้แยกบ้านกันแล้ว แต่เมื่อยามต้องทำนาคนทั้งบ้านเขาจะต้องไปช่วยพวกเขาจนกว่าจะเสร็จ ทั้งที่ทำนาช่วยคนตระกูลหลิวแต่พวกเขากลับต้องกลับมากินอาหารของตนเอง
หลิวตงจวิ้นไม่เคยเอ่ยต่อว่าเพราะเขาคิดว่าเพียงแค่ก้มหน้าทำไปให้จบๆ จะได้ไม่ต้องมีเรื่องให้ทะเลาะกัน แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะสิ้นสุดความอดทนของเขาแล้ว คนซื่อตรงอย่างหลิวตงจวิ้นถึงกับเถียงแม่เฒ่าหลิวออกมา ยอมกลายเป็นคนอกตัญญูในสายตาของชาวบ้านเพื่อให้ครอบครัวตนเองได้หลุดพ้น
“หึ!! เช่นนั้นข้าขอถามเจ้าหน่อยหลิวฟู่เฉิงบัณฑิตซิ่วไฉผู้มีความรู้กว้างขวาง เจ้าที่รับเงินจากท่านพ่อของข้าไปเคยทำสิ่งใดตอบแทนพวกข้าบ้าง นอกจากสอบซิ่วไฉได้อันดับกิ๊กก๊อกเท่านั้น เงินที่เจ้าเอาไปผลาญที่สำนักศึกษาพาพวกสหายของเจ้าไปดื่มกินที่เหลาสุราทั้งหมดนั่นเป็นเงินที่พวกข้าหามา แล้วซิ่วไฉอย่างเจ้าจะตอบแทนบุญคุณพวกเราอย่างไร”
ชาวบ้านต่างมองไปที่หลิวฟู่เฉิงเป็นตาเดียว ถึงตระกูลหลิวจะค่อนข้างมีหน้ามีตาที่หมู่บ้านนี้ แต่พวกเขาก็ยังเป็นเพียงชาวนาธรรมดาเท่านั้น การจะไปดื่มกินที่เหลาอาหารนับเป็นเรื่องที่ห่างไกลยิ่งนัก
“เจ้าพูดเรื่องเหลวไหลอันใด”
เจิ้งซูอี้เดินวนรอบตัวหลิวฟู่เฉิงมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าพลางยกมือขึ้นลูบปลายคางตนเอง ท่าทางของนางช่างยียวนชวนให้คนมองแล้วอดโมโหไม่ได้
“ก็ท่านพ่อที่แสนลำบากของข้านำของป่าไปขายในอำเภอจึงทันได้เห็นเจ้าสุขสำราญอยู่กับเหล่าสหาย ปล่อยให้พวกข้าทำงานงกๆ เพื่อหาเลี้ยงเจ้า พวกท่านไม่รู้สึกว่าเขาควรกตัญญูต่อพวกข้าบ้างหรือ”
เจิ้งซูอี้หันไปมองช่าวบ้านหลังจากที่พูดประโยคสุดท้าย ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่นางพูด ในความทรงจำของหลิวอันอันหลังจากที่หลิวตงจวิ้นกลับมาเขาก็มีท่าทางเซื่องซึมและได้เล่าเรื่องที่เขาเห็นหลิวฟู่เฉิงกระทำตอนอยู่ในเมือง พอหันกลับมามองลูกเมียของตนที่ต้องทนลำบากทำงานเพื่อให้พวกเขาสุขสบายแล้ว เขารู้สึกเหมือนคนโง่ยิ่งนัก
“ที่หลิวอันอันพูดก็ถูก ตลอดสิบกว่าปีมานี้ข้าไม่เคยเห็นพวกเขาหยุดทำงานเลยสักวัน พอแยกบ้านออกมาแล้วยังต้องกลับไปทำงานที่ตระกูลหลิวอีก ดูบ้านที่พวกเขาอยู่ตอนนี้สิลมพัดเบาๆ ก็แทบจะพังลงมาแล้วกระมัง แล้วดูคนบ้านหลิวทั้งแต่งตัวดีเสื้อผ้าไม่มีรอยปะชุนช่างแตกต่างจากพวกเขายิ่งนัก”
ชาวบ้านวัยใกล้เคียงกับบิดาของหลิวอันอันพูดขึ้น ท่าทางเขาจะมีความสัมพันธ์อันดีกับหลิวตงจวิ้นเขาถึงได้ช่วยออกหน้าพูดแทน เจิ้งซูอี้พยักหน้าขอบคุณ
“พวกเจ้าอย่ามาสอดนี่เป็นเรื่องในบ้านสกุลหลิวของข้า”
แม่เฒ่าจางตวาดแหวออกมาเสียงดัง ชายผู้นั้นถึงกับต้องเงียบไปเพราะไม่ต้องการมีปัญหากับนาง
“ถ้าหากจะบอกว่านี่เป็นเรื่องของคนตระกูลหลิว ท่านก็ไม่ได้แซ่หลิวเหมือนกันมิใช่หรือ”
แม่เฒ่าจางหันมองเจิ้งซูอี้ด้วยท่าทางดุร้าย
“เจ้า!!!นางเด็กปีศาจ”