ตัดขาดความสัมพันธ์

1962 Words
เจิ้งซูอี้ไร้ความหวั่นเกรงต่อแม่เฒ่าจาง นางหาใช่หลิวอันอันที่ถูกรังแกมาตั้งแต่เกิดผู้นั้น นางจ้องกลับแม่เฒ่าจางตรงๆ ไม่ก้มหน้าตัวสั่นเหมือนแต่ก่อน “ว่าอย่างไรคุยกันมาตั้งนานพวกท่านจะยอมคืนที่ดินที่เป็นของท่านปู่ข้ามาหรือจะให้เราไปตีกลองร้องทุกข์ที่อำเภอ ว่าซิ่วไฉตระกูลหลิวอกตัญญูทั้งยังคิดฮุบเอาสมบัติของผู้ที่ส่งเสียเขาเล่าเรียนไปเป็นของตนเอง พวกท่านคิดว่าที่สถานศึกษาที่หลิวฟู่เฉิงไปจะยังมีใครยอมคบหากับเขาอีกหรือไม่ ดีไม่ดีเขาอาจต้องคืนตำแหน่งซิ่วไฉที่ได้มาอย่างยากลำบากไปด้วยก็ได้” เจิ้งซูอี้รู้จุดอ่อนของคนตระกูลหลิวดีเพราะนางเป็นถึงผู้นำทัพหน้าเรื่องแค่นี้นางมีหรือจะมองไม่ออก คนตระกูลหลิวถึงกับอ้ำอึ้งไม่รู้ว่าจะต้องตอบโต้กลับไปอย่างไร จางซานเหนียงดึงแขนเสื้อแม่เฒ่าหลิวอยู่อย่างนั้น นางกลัวว่าเจิ้งซูอี้จะทำอย่างที่นางพูดจริงๆ หากต้องคืนตำแหน่งซิ่วไฉไปนางจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ทุกครั้งที่นางกลับบ้านเดิมทุกคนต่างก็นอบน้อมเกรงใจนางเพราะนางมีบุตรชายเป็นซิ่วไฉ แม่เฒ่าจางถลึงตาใส่สะใภ้ใหญ่ของตน นางคิดว่าวันนี้คงจะจัดการกับคนบ้านหลิวตงจวิ้นไม่ได้แน่ ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของนาง แม่เฒ่าจางล้มตัวลงแสร้งเป็นลมทันทีจางซานเหนียงที่ไม่รู้ว่าแม่เฒ่าจางแกล้งแสดงจึงตกใจร้องออกมาเสียงหลง “ท่านแม่ท่านเป็นอะไรไปฟื้นขึ้นมาสิเจ้าคะ หมอใครก็ได้เรียกท่านหมอหลี่ให้ที” จางซานเหนียงเขย่าร่างแม่สามีแรงๆ แม่เฒ่าจางแอบหยิกแขนจางซานเหนียงเพื่อให้นางรู้ตัวว่านางแกล้งเป็นลมเท่านั้น แต่จางซานเหนียงกลับคิดว่านางกำลังชักเกร็ง “ท่านแม่ชักเกร็งแล้วเร็วเข้ารีบหน่อย” แม่เฒ่าจางได้แต่กัดฟันก่นด่าลูกสะใภ้ที่แสนโง่งมของตนในใจ ทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของเจิ้งซูอี้ นางหันไปกระซิบบอกบางอย่างกับหลิวซีฮัน เมื่อเด็กชายได้ฟังก็พยักหน้าจากนั้นจึงวิ่งไปที่หลังเรือนอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านที่มามุงดูต่างขยับออกเพื่อให้แม่เฒ่าจางได้รับอากาศถ่ายเทเพราะพวกเขาคิดว่านางเป็นลมไปแล้วจริงๆ หลิวซีฮันวิ่งกลับมาพร้อมกับกระบอกไม้ไผ่ เขายื่นมันให้กับเจิ้งซูอี้ “ท่านพี่” นางรับกระบอกไม้ไผ่มาจากนั้นจึงยิ้มอย่างมีเลศนัย ไส้เดือนนับร้อยตัวที่หลิวซีฮันและหลิวอันอันไปขุดเพื่อนำมาเป็นอาหารไก่ป่าที่หลิวตงจวิ้นจับมาเมื่อสองวันก่อน ตอนแรกพวกเขาจะนำมันไปขายแต่วันต่อมามันได้ออกไข่สองฟองหลิวซีฮันจึงขอร้องบิดาไม่ให้ขายมันและยังบอกว่าเขาจะเลี้ยงมันเอง ดังนั้นพวกเขาจึงเลี้ยงมันเอาไว้หลังบ้าน เจิ้งซูอี้เดินไปด้านหลังของจางซานเหนียงตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครรู้นางเทไส้เดือนออกจากกระบอกไม้ไผ่ลงไปที่ตัวแม่เฒ่าจาง ไส้เดือนนับร้อยดิ้นยั้วเยี้ยบนร่างของนาง จางซานเหนียงทิ้งแม่เฒ่าจางที่นอนพิงนางอยู่กระโดดหนีด้วยความขยะแขยง แม่เฒ่าจางที่แสร้งเป็นลมหรี่ตาขึ้นดูเมื่อเห็นไส้เดือนยั้วเยี้ยเต็มหน้าอกตนเองนางก็กรีดร้องออกมาเหมือนหมูถูกเชือด เจิ้งซูอี้ปิดปากหัวเราะด้วยความสนุกสนาน “นางเด็กสารเลวแกกล้าดีอย่างไรเอาไส้เดือนมาเทใส่ข้า” แม่เฒ่าจางชี้หน้าด่าเจิ้งซูอี้เสียงดัง นางยักไหลทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ “ไม่เป็นลมต่อแล้วหรือยายเฒ่า” เจิ้งซูอี้ตอกกลับนาง ชาวบ้านเหมือนจะเข้าใจความหมายของเจิ้งซูอี้ทันที “เลิกเล่นแง่เสียที จะคืนมาดีๆ หรือต้องให้ข้าไปป่าวประกาศเรื่องของหลานชายท่าน” แม่เฒ่าจางได้แต่กัดฟันกรอดด้วยความแค้นใจ หากต้องแลกที่ดินกับชื่อเสียงของหลานชายนางแล้วนั้น แม่เฒ่าจางชั่งใจอย่างตัดสินใจไม่ได้ “ท่านย่า” หลิวฟู่เฉิงเรียกแม่เฒ่าจางอย่างไม่สบายใจ เมื่อได้ยินเสียงหลานชายหัวแก้วหัวแหวนแม่เฒ่าจางก็ตัดสินใจได้ทันที “ได้ข้าจะคืนที่ดินให้พวกเจ้า แต่เพียงแค่ที่ดินครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะอีกครึ่งข้าจะถือว่าเป็นค่าเลี้ยงดูหลิวตงจวิ้น” เหอะ!!สุดท้ายยายเฒ่าเจ้าเล่ห์ก็ยังไม่คิดที่จะยอมรามือจากที่ดินของท่านปู่หลิวอันอัน ช่างเถอะได้มาครึ่งหนึ่งก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย “เช่นนั้นท่านหัวหน้าหมู่บ้านช่วยเป็นพยานด้วยนะเจ้าคะ และช่วยเขียนหนังสือตัดขาดเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างบิดาของข้าและตระกูลหลิวด้วยว่า ไม่ว่าเกิดเรื่องใดขึ้นก็ตามพวกเราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกัน ไม่เช่นนั้นต่อไปพวกเขาจะต้องมารังควานบ้านข้าไม่จบไม่สิ้นเสียที” เจิ้งซูอี้พูดจบก็หันไปมองแม่เฒ่าจางและคนบ้านหลิวคนอื่นๆ “เจ้า!!นางเด็กสารเลว” แม่เฒ่าจางชี้มาที่เจิ้งซูอี้ด้วยนิ้วอันสั่นเทา นางไม่สนใจคนไร้ค่าพวกนั้นหลังจากแบ่งที่ดินและเขียนหนังสือตัดขาดเรียบร้อยคนสกุลหลิวและชาวบ้านต่างก็แยกย้ายกันไป เหลือเพียงสามสี่คนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับหลิวตงจวิ้นที่ยังอยู่คุยกับพวกเขา “อาจวิ้นเจ้าทำเช่นนี้ข้าคิดว่ามันดีต่อลูกเมียของเจ้าแล้วล่ะอย่าได้คิดมากเลย” สหายที่เติบโตมาด้วยกันกับเขาที่ช่วยพูดออกหน้าให้ก่อนหน้านี้ชื่อว่าอู๋เซียนเว่ย มองท่าทางของหลิวตงจวิ้นที่ดูเหมือนจะไม่สบายใจ จึงเอ่ยปลอบสองสามคำ “ข้ารู้” หลิวตงจวิ้นพูดเสียงเบา หลังจากสหายของเขาจากไปหลิวตงจวิ้นก็เข้ามาดูหวังเจียอี๋ที่กำลังทำแผลอยู่ในเรือน “เป็นอย่างไรบ้างอาอี๋เจ็บหรือไม่ ข้าขอโทษทั้งหมดเป็นความผิดของข้าเอง ข้าพาเจ้ามาที่นี่แต่กลับปล่อยให้พวกเขารังแกเจ้ามาหลายปี หากไม่ใช่เพราะความกตัญญูที่โง่งมของข้าเจ้าคงไม่ต้องมาบาดเจ็บเช่นนี้” หวังเจียอี๋ส่ายหน้า “ท่านอย่าได้โทษตนเอง หากว่าท่านเป็นเหมือนพวกเขาข้าก็คงไม่เลือกท่านแน่นอน” ทั้งสองแสดงความรักและความห่วงใยต่อกันและกันทางสายตา เจิ้งซูอี้พาหลิวซีฮันออกมานอกห้องหลังจากที่วิญญาณของนางมาอยู่ในร่างนี้นางคงต้องทำประโยชน์ให้พวกเขาบ้าง เจิ้งซูอี้ทานโจ๊กมันเทศที่เย็นไปนานแล้วอย่างไม่รู้สึกอะไร นางถูกฝึกเช่นนี้มาตั้งแต่เด็กตอนอยู่ในสนามรบอาหารที่แย่กว่านี้นางก็เคยกินมาแล้ว นางคว้าเอาตะกร้าสะพายหลังและมีดผ่าฟืนเล่มใหญ่พาหลิวซีฮันเดินไปทางลำธารที่ไหลมาจากบนภูเขา เจิ้งซูอี้ตัดไม้ไผ่มาหนึ่งลำ จากนั้นผ่าด้านปลายออกเป็นซี่ๆ แล้วเหลาให้แหลมเอากิ่งไม่คั่นระหว่างซีกให้ห่างจากกันเล็กน้อย ทุกวิธีการเอาตัวรอดของนางล้วนร่ำเรียนมาจากท่านปู่แม่ทัพใหญ่แห่งซีหยวน ป่านนี้ทุกคนคงจะเศร้าใจที่นางตายจากไปโดยไม่ได้ร่ำลา แต่การเกิดและตายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนตระกูลเจิ้งเพราะพวกเขารู้ดีว่าท่ามกลางสนามรบทุกอย่างล้วนแขวนเอาไว้ที่คมหอก และเมื่อนางได้เกิดใหม่ที่นี่ดังนั้นตอนนี้นางและตระกูลเจิ้งแห่งซีหยวนจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว เจิ้งซูอี้ให้หลิวซีฮันนั่งเฝ้าตะกร้าเอาไว้จากนั้นนางจึงไปยืนบนโขดหินข้างลำธารที่ห่างออกมา ทุกอย่างเงียบสงบมีเพียงเสียงน้ำไหลและสายลมพัดเอื่อยๆ เจิ้งซูอี้หลับตาทำสมาธิสัมผัสสิ่งต่างๆ รอบข้าง นางไม่รู้ว่าวรยุทธของนางจะยังใช้ได้กับร่างของหลิวอันอันหรือไม่ เมื่อเจิ้งซูอี้ลืมตาขึ้นนางซัดไม้ไผ่ลงไปในน้ำเต็มแรง จากนั้นดึงมันขึ้นมา ปลาเฉ่ายวี (ปลาจีน) ตัวใหญ่ก็ดิ้นไปมาอยู่ในซีกไม้ไผ่ของนาง หลิวซีฮันตบมือเสียงดังด้วยความดีใจชาวบ้านแถวนี้อยากจะกินปลานั้นช่างยากนักเพราะมันว่ายน้ำรวดเร็วหากไม่ใช่คนที่มีฝีมือจริงไหนเลยจะจับมันมาทำอาหารได้ เจิ้งซูอี้โยนมันไปให้หลิวซีฮันที่นั่งรออยู่บนฝั่ง เมื่อนางจับปลาได้หกเจ็ดตัวเจิ้งซูอี้จึงหยุดมือแล้วพาหลิวซีฮันเดินขึ้นเขาเก็บผักป่าเพื่อไปทำอาหารให้ท่านแม่ที่กำลังบาดเจ็บของพวกเขา “ท่านพี่ท่านเก่งมากเลย” หลิวซีฮันใช้ขาสั้นๆ เดินตามหลังนางพลางส่งเสียงเจื้อยแจ้วเหมือนนกกระจิบ เจิ้งซูอี้เดินช้าลงเพื่อให้หลิวซีฮันตามทัน เขาอายุห้าขวบแล้วเป็นช่วงอายุที่กำลังดีในการฝึกวรยุทธ ตอนที่นางเริ่มฝึกกับท่านปู่นางพึ่งจะแค่สามขวบเท่านั้น เจิ้งซูอี้วางแผนฝึกเด็กน้อยน้องชายของหลิวอันอันให้เก่งกาจเพื่อที่เขาจะได้สามารถปกป้องครอบครัวนี้ได้ เพราะบางทีในอนาคตนางอาจจะออกไปจากที่นี่ เมื่อนางไม่อยู่นางจะได้วางใจฝากเขาเอาไว้ได้ เจิ้งซูอี้พาหลิวซีฮันเดินเข้าไปในภูเขาจนกระทั่งมองไม่เห็นร่องรอยของชาวบ้านที่เข้ามาหาของป่า ถึงแม้จะเดินมานานแทบไม่ได้หยุดพักแต่หลิวซีฮันที่เดินตามนางมากลับไม่บ่นสักคำ เขาค่อนข้างจะมีความอดทนนางชอบส่วนนั้นของเขา เด็กคนนี้เป็นต้นกล้าที่ดีในการฝึกวรยุทธ เจิ้งซูอี้สอนหลิวซีฮันขุดหลุมทำกับดักจับสัตว์ป่า นางใช้ปลาที่จับมาได้ส่วนหนึ่งเป็นเหยื่อจากนั้นปิดปากหลุมด้วยใบไม้และใช้ดินกลบเล็กน้อย ทั้งสองเดินห่างออกมาจากตรงนั้นแล้วปีนขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อรอดูผลงาน ผ่านไปราวสองชั่วยามที่พวกเขานั่งอยู่บนต้นไม้ เสียงเดินของหมูป่าตัวเขื่องที่ใช้จมูกดมๆ เดินตามกลิ่นมาเมื่อถึงหลุมที่เจิ้งซูอี้และหลิวซีฮันขุดเอาไว้มันจึงตกลงไป เสียงร้องแหลมเสียดแก้วหูของเจ้าหมูป่าเพราะตกใจจนหลิวซีฮันต้องยกมือขึ้นมาปิดหูไว้ เจิ้งซูอี้ไม่รอช้านางกระโดดเพียงครั้งเดียวก็ลงมาจากต้นไม้ได้ จากนั้นจึงวิ่งตรงไปที่หมูป่าชะตาขาดตัวนั้น มันพยายามดิ้นรนเพื่อขึ้นจากหลุมกับดัก นางใช้ไม้ปลายแหลมที่เหลาเตรียมเอาไว้แทงไปที่คอของหมูป่าทันที หลุมที่ขุดเอาไว้ไม่ลึกมากนางจึงต้องรีบเร่งเช่นนี้เพราะกลัวว่ามันจะหนีไปได้ เสียงเขาเจ้าหมูป่าเงียบไปเจิ้งซูอี้จึงกลับไปรับหลิวซีฮันลงมาจากต้นไม้ จากนั้นสองพี่น้องจึงช่วยกันลากหมูป่ากลับไปที่เรือนของตน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD