เจิ้งซูอี้และหลิวซีฮันกลับมาถึงเรือนของพวกเขาก็เป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้ว ทั้งสองคนใช้กำลังทั้งหมดไปกับการลากหมูป่ากลับมาที่เรือน เมื่อมาถึงหน้าเรือนเจิ้งซูอี้และหลิวซีฮันจึงหมดแรงล้มตัวนอนที่หน้าเรือนไม่ขยับไปไหน หลิวตงจวิ้นได้ยินเสียงจึงออกไปดูเมื่อเห็นบุตรสาวและบุตรชายนอนอยู่หน้าเรือนตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดและมีหมูป่าตัวใหญ่กว่าพวกเขาสองคนรวมกันนอนตายอยู่ก็ตกใจคิดว่าเด็กๆ ถูกเจ้าหมูป่าทำร้ายจนเลือดอาบ
“เกิดอะไรขึ้นเด็กๆ พวกเจ้าได้รับบาดเจ็บหรือ”
หลิวตงจวิ้นจับบุตรชายและบุตรสาวพลิกดูทีละคนเพื่อหาบาดแผล ทั้งสองคนหมดแรงจนไม่สามารถขัดขืนการกระทำของท่านพ่อได้แล้ว เจิ้งซูอี้โบกมือปฏิเสธ
“ท่านพ่อพวกเราไม่ได้เป็นอะไรเจ้าค่ะ เลือดพวกนี้เป็นของหมูป่าท่านไม่ต้องเป็นห่วง”
จากนั้นนางจึงดันตะกร้าที่ใส่ปลาเอาไว้หลายตัวมาตรงหน้าหลิวตงจวิ้น
“ท่านรับไม้ต่อทีตอนนี้ข้าเหนื่อยมาก ไปเถอะซีฮันไปอาบน้ำกัน”
กล่าวจบสองพี่น้องก็ลากร่างอันเหนื่อยล้าเดินเข้าเรือนไปทิ้งให้หลิวตงจวิ้นมองตามหลังพวกเขาไปอย่างมึนงง หลิวตงจวิ้นมองไปที่หมูป่าที่นอนตายอยู่หน้าเรือนอย่างจนใจ เขาไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรกับมันดี จึงไปตามสหายของเขาสองสามคนให้มาช่วยชำแหละเนื้อหมู่ป่าที่เรือน
“อาจวิ้นข้าดีใจกับเจ้านัก พวกเราเข้าป่าล่าสัตว์มาด้วยกันหลายปีเพียงนี้แต่กลับจับหมูป่าไม่เคยได้เลย เจ้านี่ช่างเก่งกาจจริงๆ หลังจากที่ตัดขาดกับสกุลหลิวแล้วดูเหมือนว่าดวงของเจ้าจะดีขึ้นด้วยนะ”
อู๋เซียนเว่ยสหายสนิทของหลิวตงจวิ้นเอ่ยเย้า หลิวตงจวิ้นได้แต่พยักหน้ายิ้มรับแต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เขาจะบอกสหายเหล่านี้ได้อย่างไรว่าหมูป่าตัวนี้บุตรสาวและบุตรชายทั้งสองเป็นคนลากลงมาจากภูเขา หากว่าบอกไปชาวบ้านได้มองพวกเขาเป็นตัวประหลาดแน่ไม่ว่าเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับคนในครอบครัวเขาจะรับเอาไว้เองทั้งหมด
แล้วข่าวลือเรื่องที่หลิวตงจวิ้นจับหมูป่าได้ก็แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้าน มีคนมาเยือนที่เรือนของเขาไม่ขาดสายเพื่อให้เขาช่วยขายเนื้อหมูป่าในราคาที่ถูกกว่าตลาดให้พวกตน หลิวตงจวิ้นแบ่งเนื้อหมูป่าให้สหายที่มาช่วยชำแหละไปบางส่วน เขาเก็บเอาไว้กินเพียงเล็กน้อยจากนั้นจึงขายทั้งหมดไป เจิ้งซูอี้ไม่สนใจว่าหลิวตงจวิ้นจะทำอย่างไรกับเนื้อหมูป่าเหล่านั้น วันนี้นางเหนื่อยมากแม้แต่อาหารเย็นนางก็ไม่ลุกขึ้นมาทาน ทั้งนางและหลิวซีฮันหลับยาวไปจนถึงเช้าของอีกวัน
แม่เฒ่าจางเมื่อรู้ว่าหลิวตงจวิ้นจับหมูป่าได้ก็ตีอกชกตัวด้วยความโมโห ความจริงถ้าหากยังไม่ตัดขาดกันเนื้อหมูทั้งหมดต้องเป็นของบ้านหลิวของนาง เป็นเพราะเจ้าเด็กขี้ขโมยคนนั้นแท้ๆ ที่ทำให้เรื่องมันบานปลายเช่นนี้
“ท่านแม่ข้าอยากกินเนื้อ”
หลิวลี่จูและหลิวลี่หมิงบุตรชายและบุตรสาวฝาแฝดอายุหกขวบของหลิวเฟยหลงบุตรชายคนเล็กของแม่เฒ่าจาง ร้องไห้ออกมาระหว่างที่กำลังทานอาหารเช้า เนื้อทั้งหมดของแม่เฒ่าจางนางเก็บเอาไว้ให้หลิวฟู่เฉิงหลานชายคนโปรดเท่านั้นคนในเรือนคนอื่นไม่มีสิทธิ์กินแม้แต่ตัวนางเอง
เวลาทานอาหารหลิวฟู่เฉิงจะทานในห้องส่วนตัวของเขาไม่ทานรวมกับคนอื่น เขาให้เหตุผลว่าตนจะต้องอ่านตำราไม่อยากให้ใครมารบกวนเพื่อที่ปีหน้าเขาจะได้สอบจีว์เหรินให้ได้ ทุกคนต่างคาดหวังในตัวเขาจึงได้ตามใจและให้ทุกอย่างที่เขาต้องการ
“กินๆๆ พวกเจ้ามันรู้จักแต่กินหัดรู้จักทำงานซะบ้าง กินเนื้ออะไรเมื่อเดือนก่อนก็ได้กินไปแล้วไม่ใช่หรือไง”
แม่เฒ่าจางตะคอกเด็กสองคนเสียงดังจนพวกเขาหยุดร้องไห้เพราะตกใจ หลังจากที่หลิวตงจวิ้นตัดขาดกับบ้านหลิวพวกเขาก็ไม่ได้มาทำงานที่นี่อีก งานทั้งหมดจึงตกเป็นของจางซานเหนียงสะใภ้ใหญ่และจางลี่ฉุนสะใภ้เล็ก
จางลี่ฉุนเองก็เป็นหลานสาวห่างๆ ที่มาจากบ้านเดิมของแม่เฒ่าจางเช่นกัน แต่นางค่อนข้างฉลาดต่างจากจางซานเหนียงที่ต้องสั่งจึงจะทำงานได้ จางลี่ฉุนรู้ว่าแม่เฒ่าจางชอบคนทำงานนางจึงแสร้งทำงานเฉพาะตอนที่แม่เฒ่าจางอยู่เท่านั้น
“เด็กๆ จ๊ะอยากกินเนื้อก็ไปขอท่านลุงรองสิ”
จางลี่ฉุนพูดเสียงไม่เบาเพื่อให้แม่เฒ่าจางได้ยิน แม่เฒ่าจางที่กำลังโมโหเด็กแฝดก็ตบเข่าฉาดทันที นางเดินออกจากเรือนเดินตรงไปที่เรือนของหลิวตงจวิ้นอย่างรวดเร็ว เสียงตะโกนเรียกชื่อหลิวตงจวิ้นดังอยู่หน้าเรือน ทุกคนกำลังทานอาหารเช้าอยู่ต่างก็มองหน้ากันไปมา เจิ้งซูอี้เป็นคนเดินออกมาเปิดประตูเห็นแม่เฒ่าจางยืนอยู่นางก็เลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่ามาที่นี่ทำไม
“ท่านพ่อของเจ้าไปไหนเหตุใดข้าเรียกจึงไม่ออกมา”
เจิ้งซูอี้ยังคงยืนบังประตูไม่ให้แม่เฒ่าจางมองเข้าไปในเรือนของนาง
“แล้วท่านเป็นใครถึงต้องมาเรียกท่านพ่อของข้า”
เจิ้งซูอี้รู้เหตุผลที่แม่เฒ่าจางมาที่เรือนของนางแต่เช้าเช่นนี้ ย่อมต้องเป็นเรื่องของหมูป่าตัวเมื่อวานแน่นอน
“นางเด็กไม่รู้จักเคารพผู้ใหญ่หลีกไปนะข้าจะหาอาจวิ้น”
แม่เฒ่าจางพยายามจะเข้าไปในเรือนของเจิ้งซูอี้ แต่นางยังยืนขวางอยู่อย่างนั้นแม่เฒ่าจางจึงเข้าไปข้างในไม่ได้
“อาจวิ้นอย่างนั้นหรือ ไม่คิดว่าตนเองจะหน้าด้านไปหน่อยหรือยายเฒ่าที่เรียกชื่อบิดาของข้าออกมาอย่างนั้น ท่านรู้สึกละอายบ้างหรือไม่”
เจิ้งซูอี้โมโหจนหัวเราะออกมา นางไม่เคยเจอใครที่หน้าทนเช่นแม่เฒ่าผู้นี้มาก่อน
“หลีกไปนะนางเด็กปีศาจหากไม่อยากโดนข้าตีจนตาย”
คำว่าตีจนตายกระตุ้นให้เจิ้งซูอี้รู้สึกตื่นตัวนางยืดหลังตรงมองไปที่แม่เฒ่าจางเขม็ง นั่นสินะหลิวอันอันโดนตีอย่างหนักจึงทำให้วิญญาณของนางออกจากร่างไปแล้วนางก็มาสิงร่างนี้แทน ทั้งหมดนี่ก็เป็นเพราะยายเฒ่าคนนี้ทั้งนั้น
“รีบไสหัวไปซะยายเฒ่าก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน”
เจิ้งซูอี้เอ่ยเสียงเย็นด้วยความรำคาญ กลิ่นอายอำมหิตที่อยู่ในสนามรบมานานของนางแผ่ออกมาทำเอาแม่เฒ่าจางขนลุกด้วยความหวาดกลัว นางถอยออกห่างจากเจิ้งซูอี้เล็กน้อยแล้วตะโกนเข้าไปในเรือนเสียงดัง
“อาจวิ้นข้าเองท่านแม่ของเจ้าข้ามีเรื่องสำคัญที่ต้องพูดกับเจ้า ตอนนี้ ออกมาพบแม่หน่อยได้หรือไม่”
หลิวตงจวิ้นเดินออกมาหน้าเรือนเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น
“อาจวิ้นมาแล้วหรือแม่มีเรื่องพูดกับเจ้า”
หลิวตงจวิ้นมองดูบุตรสาวของตนว่านางถูกแม่เฒ่าจางรังแกหรือไม่ เมื่อเห็นว่านางยังเป็นปกติดีเขาจึงหันมาถามแม่เฒ่าจาง
“ท่านป้าสะใภ้มาที่นี่มีธุระอันใดกับข้า”
หลิวตงจวิ้นไม่เรียกนางว่าท่านแม่อีกต่อไป เพราะพวกเขาได้ตัดความสัมพันธ์กันไปเมื่อวันก่อน แม่เฒ่าจางกัดฟันด้วยความโมโห แต่นางมีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องทำให้สำเร็จ เรื่องเนื้อหมูป่าอย่างไรเล่า
“อาจวิ้นข้าได้ยินว่าเจ้าจับหมูป่ามาได้อย่างนั้นหรือ เช่นนั้นเจ้าจะแบ่งให้ท่านพ่อกับแม่ของเจ้าทานสักหน่อยได้หรือไม่”
แม่เฒ่าจางขอเนื้อหมูป่าจากหลิวตงจวิ้นอย่างหน้าไม่อาย เจิ้งซูอี้รู้สึกโมโหจนอยากจะทุบตีคนขึ้นมา นางไม่รู้ว่าแม่เฒ่าผู้นี้ตั้งแต่เกิดมาเคยรู้จักคำว่ามารยาทหรือไม่
“ไม่มีข้าขายไปหมดแล้ว”
หลิวตงจวิ้นปฏิเสธออกไปตรงๆ เพราะหลังจากนี้เขาจะไม่ยอมก้มหัวให้คนสกุลหลิวอีกแล้ว
“เป็นไปได้อย่างไรข้าได้ยินว่าหมูป่าตัวใหญ่มาก ต่อให้ขายให้คนทั้งหมู่บ้านก็น่าจะมีเหลืออยู่ไม่ใช่หรือ”
แม่เฒ่าจางเถียงเอาเนื้อหมูป่าที่ไม่ใช่ของตนเองอย่างหน้าไม่อาย
“หมดแล้วก็คือหมดหากท่านไม่เชื่อนั่นก็เป็นเรื่องของท่าน ไม่มีอะไรแล้วก็เชิญท่านกลับไปเถอะ”
หลิวตงจวิ้นเอ่ยปากไล่แม่เฒ่าจางตรงๆ ตอนนี้นางโมโหจนอยากฆ่าพวกเขาทิ้ง ตั้งแต่ตัดขาดกันพวกเขาก็ปีกกล้าขาแข็งถึงกับกล้าไล่นางไปเชียวหรือ แม่เฒ่าจางนั่งลงตรงหน้าเรือนของหลิวตงจวิ้นจากนั้นจึงแหกปากตะโกนเสียงดัง ทั้งแสร้งร้องไห้ให้ชาวบ้านเข้ามามุงดู
“สวรรค์เหตุใดท่านถึงได้ใจร้ายกับข้าเช่นนี้ ข้าจางกุ้ยฮวาเลี้ยงเขามาจนโตป้อนข้าวป้อนน้ำให้เขา ข้าขอแค่เนื้อหมูป่าไม่กี่ชั่งให้ข้ากับตาเฒ่ากินเขากลับขับไล่ข้าเหมือนหมูเหมือนหมา”
ชาวบ้านที่กำลังเดินไปดูไร่นาของตนต่างก็แวะดูว่าเกิดอะไรขึ้น หมู่บ้านตระกูลสือเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีห้าหกสิบหลังคาเรื่อนเท่านั้น เมื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้นทุกคนมักจะรู้กันทั่ว ยิ่งแม่เฒ่าจางแหกปากตะโกนอย่างไม่อายใครยิ่งทำให้ชาวบ้านมามุงดูมากกว่าเดิม
“สวรรค์ สวรรค์ มาเอาชีวิตแก่ๆ ของยายเฒ่าผู้นี้ไปเถอะข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว”
เจิ้งซูอี้ใช้เท้าสะกิดก้อนหินที่อยู่บนพื้นพุ่งตรงไปที่หน้าผากของแม่เฒ่าจางอย่างพอดิบพอดี นางร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดพลางใช้มือกุมหัวของตนเอาไว้ จากนั้นนางจึงมองไปรอบๆ เพื่อหาว่าใครกันที่ปาหินใส่นาง
“ใครกัน ใครปาหินใส่หัวข้าออกมาเดี๋ยวนี้นะเจ้าหมาลอบกัด”
เจิ้งซูอี้ยืนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้เหมือนเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนาง
“ท่านกลับไปเถอะข้าบอกว่าขายหมดแล้วก็คือขายหมดแล้ว หากว่าท่านไม่เชื่อก็ไปถามหัวหน้าหมู่บ้านได้เลย ข้าขายให้เขาเป็นคนสุดท้าย”
หลิวตงจวิ้นทำท่าจะผละจากไป แม่เฒ่าจางจึงคิดใช้ไม้ตายสุดท้ายคือล้มตัวกอดขาเขาเอาไว้ แต่เจิ้งซูอี้รู้ทันเมื่อเห็นแม่เฒ่าจางล้มตัวพุ่งมาที่พวกเขาพ่อลูก นางก็ใช้เท้าสะกิดก้อนหินพุ่งไปที่หน้าผากของแม่เฒ่าจางอีกก้อน
“โอ๊ย!!”
เสียงเหมือนหมูถูกเชือดของแม่เฒ่าจางที่ร้องออกมาดังก้องสะเทือนหุบเขา ชาวบ้านต่างมองอย่างตกใจว่านางเป็นอะไร
“ใครปาก้อนหินใส่หัวข้าออกมานะ เจ้าลูกหมาตัวไหนกล้าลอบทำร้ายข้าลับหลัง”
แม่เฒ่าจางไม่ได้นึกสงสัยสองพ่อลูกเลยสักนิดเพราะพวกเขายืนเฉยๆ อยู่ต่อหน้านาง นางเห็นว่าในมือพวกเขาก็ไม่ได้มีก้อนหิน จะต้องเป็นชาวบ้านคนใดคนหนึ่งที่ไม่ถูกกับนางแน่จึงถือโอกาสคนมุงเยอะๆ เช่นนี้แล้วแอบลอบทำร้ายนาง แม่เฒ่าจางกลอกตามองชาวบ้านที่มามุงดูไปรอบๆ เจิ้งซูอี้นึกขำในใจ
“ยายเฒ่าท่านไม่คิดหรือว่าอาจเป็นสวรรค์ก็ได้ที่ปาหินใส่ท่าน ไม่ใช่ว่าท่านพึ่งจะคร่ำครวญให้สวรรค์พาท่านไปอยู่ด้วยหรอกหรือ คราวนี้ท่านได้ไปอยู่กับสวรรค์สมใจอยากแล้ว”
แม่เฒ่าจางเมื่อได้ฟังสิ่งที่เจิ้งซูอี้พูดนางก็นึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที
“นางเด็กบ้าเจ้ากำลังพูดเหลวไหลอันใด”
แม่เฒ่าจางเลิกนั่งคร่ำครวญบนพื้นรีบลุกขึ้นวิ่งจากไปทางเดิมที่นางพึ่งมา ทุกคนต่างส่ายหน้าให้กับอาการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของแม่เฒ่าจาง ชาวบ้านสองสามคนเอ่ยปลอบหลิวตงจวิ้นว่า อีกไม่นานนางเบื่อนางคงจะเลิกมารังควานพวกเขาไปเองให้พวกเขาอดทนหน่อย