คิดทำร้ายข้าถามกำปั้นข้าดูหรือยัง

2017 Words
ช่วงบ่ายหลิวตงหัวและหลิวเฟยหลงก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกัน ท้องของพวกเขาคำรามเสียงดังด้วยความหิวโหย “พี่ใหญ่กลับเรือนเถอะข้าหิวจนไม่มีแรงทำงานแล้ว ท่านพ่อย่อมต้องเห็นใจแน่เพราะพวกเราทำงานมาทั้งวันไม่ให้กินอะไรเลยจะไม่เป็นการทารุณพวกเราเกินไปหรือ” หลิวตงหัวพยักหน้าเห็นด้วยกับน้องชาย จากนั้นพวกเขาก็ปลุกภรรยาของตนที่กำลังนอนกรนเหมือนหมูให้กลับเรือน “ท่านพ่อท่านแม่พวกเรากลับมาแล้ว เหนื่อยเหลือเกินหิวด้วยพวกท่านมีอะไรให้เรากินหรือไม่” หลิวเฟยหลงส่งเสียงมาก่อนที่ตัวจะเข้ามาในเรือนสกุลหลิวเสียอีก พวกเขานั่งลงดื่มน้ำด้วยความกระหายผู้เฒ่าหลิวเห็นว่าลูกชายและลูกสะใภ้ทำงานมาทั้งวันข้าวก็ยังไม่ได้กินจึงเกิดใจอ่อนขึ้นมา “แม่เจ้าทำเจียนปิ่งไส้ผักเอาไว้รีบกินแล้วรีบกลับไปทำงาน” พูดจบผู้เฒ่าหลิวก็เดินจากไป หลิวฟู่เฉิงเดินออกมาจากห้องพอดีจึงได้เห็นคนทั้งสี่กินเจียนปิ่งเหมือนคนตายอดตายอยากมานาน เขาเดินเลี่ยงไปอีกทางเพื่อไปหาแม่เฒ่าจาง “ท่านย่าข้ามีธุระจะต้องเข้าไปในอำเภอ ท่านมีเงินให้ข้าสักห้าตำลึงหรือไม่” แม่เฒ่าจางส่งเสียงอึกอักดวงตาของนางกลอกไปมาเหมือนไม่เต็มใจที่จะบอกเขา ความจริงนางอยากจะเก็บเงินก้อนนี้เอาไว้ แต่หลิวฟู่เฉิงเหมือนจะรู้ความคิดของแม่เฒ่าจางเขาจึงแสร้งถอนหายใจออกมาเบาๆ “หนังสือที่ข้าอ่านอยู่ตอนนี้นั้นไม่ค่อยให้ความรู้เท่าไหร่ ข้าจึงต้องเขาไปที่อำเภอหลิงจือหาหนังสือใหม่ๆ มาอ่าน ปีหน้าต้องสอบแล้วความรู้ของข้ายังงูๆ ปลาๆ อยู่เลย” พูดเสร็จหลิวฟู่เฉิงแสร้งทำท่าเดินจากไป แม่เฒ่าจางเห็นดังนั้นนางก็รีบเอ่ยห้ามหลานชายทันที “เดี๋ยวก่อนอาเฉิง รอย่าสักเดี๋ยว” แม่เฒ่าจางค้นกล่องบนหัวเตียงออกมาจากนั้นเทเงินก้อนตำลึงวางลงบนมือหลิวฟู่เฉิง “ขอบคุณท่านย่ามากขอรับ ข้ารู้ว่าเป็นท่านย่าที่หวังดีกับข้าที่สุด รอให้ข้าสอบได้ตำแหน่งจีว์เหรินเมื่อใดท่านย่าจะได้เป็นฮูหยินผู้เฒ่าแน่นอนขอรับ” พูดจบหลิวฟู่เฉิงก็เดินจากไป แม่เฒ่าจางถึงแม้จะตื่นเต้นไปกับคำพูดที่หอมหวานของหลานชายแต่สายตาของนางก็มองตามเงินห้าตำลึงในมือเขาด้วยความเสียดาย ตอนนี้ผมของหลิวฟู่เฉิงที่ถูกตัดเหมือนโดนหนูแทะยาวออกมาเล็กน้อยแล้วปกติเขาจะเกล้าผมครึ่งหัวเท่านั้นอีกครึ่งจะปล่อยให้ละลงไปด้านหลัง เพราะมันทำให้ดูเป็นบัณฑิตผู้อ่อนโยนและสง่างาม ตอนนี้เขาต้องเกล้าผมขึ้นทั้งหมดเพราะรอยที่ถูกตัดยังยาวไม่เท่ากัน หลายเดือนที่หลิวฟู่เฉิงหมกตัวอยู่แต่ในเรือนทำให้เขาคิดได้หลายอย่าง เรื่องราวทั้งหมดที่มันเริ่มผิดเพี้ยนไปจนไม่สามารถควบคุมได้ มันเริ่มขึ้นตั้งแต่หลิวอันอันถูกท่านย่าตีจนสลบ หลังจากวันนั้นนางก็เปลี่ยนเป็นคนละคนบางครั้งเขาก็คิดว่าที่หลิวอันอันเป็นเช่นนี้อาจเพราะถูกวิญญาณมาเข้าสิง เขาได้แต่ส่ายหัวให้กับความคิดเหลวไหลของตน โลกใบนี้มีผีที่ไหนกันเขาไม่เชื่อเรื่องผีสางอะไรทั้งนั้น และเขาจะต้องจัดการเรื่องนี้ก่อนที่ทุกอย่างจะไม่สามารถควบคุมได้ หลิวฟู่เฉิงเข้าไปในอำเภอหลิงจือในช่วงบ่ายและเขาไม่ได้กลับมาที่หมู่บ้านตระกูลสือในคืนนั้น วันนี้เจิ้งซูอี้เข้าไปในอำเภอหลิงจือแต่เช้าเพื่อซื้อของหลายอย่างตามที่แม่นางหวังสั่ง ช่วงนี้บ้านหลิวตงจวิ้นกำลังเริ่มก่อสร้างให้ทันแล้วเสร็จก่อนฤดูหนาว หลิวตงจวิ้นเองก็ต้องอยู่ช่วยด้วยเช่นกัน หน้าที่เข้าเมืองซื้อของจึงกลายเป็นของเจิ้งซูอี้ไป หลิวฟู่เฉิงสังเกตว่าทุกสองสามวันนางจะต้องเข้าไปในอำเภอหลิงจือ ก่อนหน้านั้นเขาจึงเข้าไปรอที่นั่นเพื่อวางแผนเล่นงานนาง เจิ้งซูอี้เดินสะพายตะกร้าออกห่างจากอำเภอหลิงจือเล็กน้อย วันนี้นางไม่ได้นั่งเกวียนโดยสารกลับเพราะของที่ซื้อไม่ได้มากมาย นางสังเกตว่ามีคนสามสี่คนกำลังเดินตามนางมา เมื่อเจิ้งซูอี้ผ่านโค้งที่มีต้นไม้หนาทึบนางก็ใช้วิชาตัวเบาทะยานขึ้นไปหลบบนต้นไม้ รอดูว่าพวกที่ตามนางมาต้องการอะไร “นางหายไปแล้วพี่ใหญ่” ชายฉกรรจ์สี่คนเหลียวซ้ายมองขวาเพื่อหาร่างของเด็กสาวที่พวกเขาเดินตาม “ถนนโล่งเพียงนี้นางจะหายไปได้อย่างไรไม่ใช่ผีสักหน่อย รีบตามหานางเร็วหนีไปได้ไม่ไกลหรอก” ชายฉกรรจ์ที่ถูกเรียกว่าพี่ใหญ่ถุยน้ำลายลงพื้นพลางสอดส่ายสายตาหาเด็กสาวที่เดินนำหน้าพวกตน เจิ้งซูอี้มองเจ้าโง่สี่คนที่กำลังวิ่งพล่านหานางดั่งสุนัขถูกน้ำร้อนลวกด้วยท่าทางสบายอารมณ์บนต้นไม้ นางไม่เคยมีศัตรูที่ไหนนอกจากคนตระกูลหลิว หากว่าพวกนี้เป็นโจรก็ยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่ การแต่งตัวที่ดูซอมซ่อของนางดูอย่างไรก็ยากจนชัดๆ ไม่อาจเป็นเป้าหมายของพวกโจรได้เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะถูกใครบางคนจ้างวานมา เจิ้งซูอี้ใช้วิชาตัวเบาทะยานลงมาจากต้นไม้เท้าของนางแตะลงที่พื้นแผ่วเบา ชายฉกรรจ์ทั้งสี่ที่กำลังปรึกษากันถึงกับตกใจเมื่อเด็กสาวที่พวกเขากำลังตามหามายืนอยู่ตรงหน้า ท่าทางถือดีของนางไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวเขาเลยสักนิด “ใครส่งพวกเจ้ามา คนที่ตอบก่อนข้าจะไว้ชีวิต” เจิ้งซูอี้เอ่ยเสียงเย็น ชายฉกรรจ์ทั้งสี่มองหน้ากันไปมาจากนั้นจึงพุ่งเข้าหานางอย่างรวดเร็ว “ยอมแต่โดยดีเถอะแม่นาง หากเจ้ายังไม่อยากเจ็บตัว” เจิ้งซูอี้ดีดก้อนหินที่เก็บมาจากข้างทางใส่พวกเขาทีละคนจนกระเด็นลอยไป กำลังภายในของร่างหลิวอันอันยังไม่มากพอเท่าร่างเดิมของนางทำให้ชายฉกรรจ์ทั้งสี่เพียงแค่ช้ำในเท่านั้น “โชคของพวกเจ้ายังดีที่ข้ายังฝึกได้ไม่มากเท่าไหร่ไม่อย่างนั้นแค่ลูกหินก้อนเดียวข้าก็สามารถทำให้พวกเจ้าก็ตายไปหลายครั้งแล้ว” เจิ้งซูอี้โยนก้อนหินในมือเล่น ชายฉกรรจ์ที่ถูกเรียกว่าพี่ใหญ่ยังไม่ยอมแพ้คิดจะกระโจนเข้าเล่นงานนางอีกครั้ง “หุบปากของเจ้าซะนางตัวดี” เจิ้งซูอี้มองชายร่างยักษ์เหมือนมองคนโง่ นางเตะเข้าที่หน้าอกของเขาเต็มแรง ร่างใหญ่โตของเขาลอยละลิ่วกระแทกต้นไม้จนกระอักเลือดออกมา “ทีนี้จะบอกข้าได้หรือยังว่าใครจ้างพวกเจ้าให้มาทำร้ายข้า” ชายฉกรรจ์ทั้งสามคนเมื่อเห็นพี่ใหญ่อยู่ในสภาพอนาถพวกเขาก็ทิ้งอาวุธในมือแล้วนั่งคุกเข่าลง “จอมยุทธหญิงโปรดไว้ชีวิตด้วย พวกข้าบอกแล้วยอมบอกแล้ว” ใครจะไปคิดล่ะว่าแค่รับงานฉุดหญิงสาวคนหนึ่งจะได้เงินถึงสิบตำลึง ทั้งยังสามารถเล่นกับนางอย่างที่ต้องการได้หากพวกเขารู้ว่าแม่นางน้อยผู้นี้มีวรยุทธเขาคงไม่รับเงินมาหรอก ไม่คุ้มกับชีวิตที่อาจจะต้องทิ้งเอาไว้ที่นี่เลยสักนิดเดียว “ชายหนุ่มอายุราวสิบเก้ายี่สิบปีแต่งกายคล้ายบัณฑิต เมื่อวานเขามาที่บ่อนพนันที่พวกข้าดูแลอยู่เขาจ่ายเงินสิบตำลึงให้ใครก็ตามที่รับงานนี้ พวกข้าเห็นว่าเป็นงานง่ายๆ จึงรับมาอีกทั้งเขายังบอกว่า จะเล่นกับเหยื่ออย่างไรก็ได้ขอแค่ไม่ให้ตายก็พอ” ประโยคสุดท้ายเขาเอ่ยเสียงเบา เพราะกลัวว่าเจิ้งซูอี้จะอัดเขาเหมือนกับที่พี่ใหญ่โดน เจิ้งซูอี้เดินวนไปวนมาอย่างใช้ความคิด “ดูเหมือนว่าข้าจะใจดีกับเขาเกินไปจริงๆ สินะ คิดทำร้ายข้าลับหลัง คงต้องถามกำปั้นข้าก่อนว่าจะยอมให้เจ้าหรือไม่” เจิ้งซูอี้เอ่ยออกมาด้วยดวงตาวาวโรจน์ ด้านหลิวฟูเฉิงเดินวนไปวนมาอยู่แถวบ่อนพนันเพื่อรอดูผลลัพธ์จากคนที่เขาจ่ายเงินจ้างไป เมื่อวานเขาได้เงินจากแม่เฒ่าจางมาห้าตำลึงรวมกับเงินที่เขาแอบเก็บเอาไว้อีกห้าตำลึง เขาทุ่มเทไปทั้งหมดเพื่อเล่นงานหลิวอันอัน หากนางถูกพวกนั้นย่ำยีเขาจะได้ใช้เรื่องนี้เป็นข้อต่อรองให้ครอบครัวของหลิวตงจวิ้นกลับมาอยู่ใต้อานัติเหมือนเดิม ระหว่างที่หลิวฟู่เฉิงเดินไปเดินมานั้นเขาก็ถูกใครบางคนตีจากทางด้านหลังจนสลบไป เมื่อฟื้นขึ้นมาเขาก็รู้สึกว่าตนเองกำลังอยู่ในกระสอบถูกมัดมือมัดเท้าและปิดปาก เขาพยายามดิ้นรนเพื่อให้หลุดจากพันธนาการแต่ก็ไม่เป็นผล หลิวฟู่เฉิงรู้สึกกลัวจับใจเพราะไม่รู้ว่าคนที่จับเขามาต้องการสิ่งใดกันแน่ ร่างของหลิวฟู่เฉิงถูกโยนลงไปบนพื้นอย่างแรง จากนั้นคนที่พาเขามาก็เดินออกจากห้องไป เขาดิ้นไปมาอยู่สักพักจนออกมาจากกระสอบได้ แต่กลิ่นกำยานหอมที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ภายในห้องทำให้เขารู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว แก่นกลางกายของเขาลุกชูชันขึ้นอย่างควบคุมตนเองไม่ได้ หลิวฟู่เฉิงเริ่มหายใจแรงและถี่รัว เสียงเปิดประตูเข้ามาทำให้เขาเงยหน้าขึ้นมองช้าๆ ชายร่างใหญ่หนวดเครารุงรังเหมือนโจรป่าค่อยๆ เดินย่างสามขุมมาที่เขา หลิวฟู่เฉิงกลัวจนต้องส่งเสียงอู้อี้ออกมาเขากระถดกายหนีแต่เพราะถูกมัดมือมัดเท้าเอาไว้ความพยายามจึงไม่ค่อยเป็นผลนัก “จะหนีไปไหนเล่าสาวน้อย” เสียงแหบพร่าดังมาจากชายร่างยักษ์ หลิวฟู่เฉิงส่งเสียงอู้อี้บอกว่าเขาไม่ใช่สาวน้อยนะเขาเป็นบุรุษต่างหาก แต่เพราะถูกมัดปากเอาไว้ชายร่างยักษ์จึงไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการพูด ชายร่างยักษ์ไม่สนว่าหลิวฟู่เฉิงต้องการจะพูดอันใดกับเขา แต่สิ่งที่เขาสนใจคือร่างกายต่างหาก ชายร่างยักษ์กระชากเสื้อผ้าของเขาจนขาดวิ่นเผยให้เห็นผิวกายที่ขาวผ่อง เพราะหลิวฟู่เฉิงไม่เคยทำงานหนักมาก่อนร่างกายของเขาจึงนุ่มเนียนกว่าบุรุษทั่วไป บวกกับใบหน้าที่หล่อเหลาเมื่อชายร่างยักษ์เห็นเข้าก็เกิดอาการกำหนัดทันที เขาลูบไล้ร่างเปลือยเปล่าของหลิวฟู่เฉิงเบาๆ อย่างทะนุถนอม กำยานปลุกกำหนัดได้ทำงานของมันอย่างเต็มประสิทธิภาพ แม้หลิวฟู่เฉิงจะส่ายหน้าบอกว่าไม่ต้องการแต่ร่างกายของเขาเมื่อถูกมือหยาบกร้านสัมผัสมันกลับตอบสนองอย่างรวดเร็ว เขารู้สึกสยิวและชาไปทั้งร่าง “สาวน้อย ผู้ดูแลบอกว่าข้าเป็นแขกคนแรกของเจ้าเช่นนั้นข้าจะถนอมเจ้าให้ดีที่สุด” หลิวฟู่เฉิงส่ายหน้าไปมา ชายร่างยังปรนนิบัติเขาด้วยความช่ำชองเหมือนกับว่าเขาทำเช่นนี้มาแล้วหลายครั้ง
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD