เสียงร้องครวญครางอย่างสุขสมดังออกมาจากห้องที่ปิดสนิทครั้งแล้วครั้งเล่า เจิ้งซูอี้ถือถุงเงินเดินผ่านหน้าห้องที่หลิวฟู่เฉิงถูกโยนเข้าไป นางยกยิ้มมุมปากอย่างชั่วร้ายฮึ!คิดทำร้ายข้าหรือเช่นนั้นเจ้าก็ควรได้รับสิ่งตอบแทนเช่นเดียวกับสิ่งที่เจ้าคิดจะทำ ตั๋วเงินห้าสิบตำลึงพร้อมกับก้อนเงินอีกสิบตำลึงถูกนางเก็บเอาไว้ในแขนเสื้อ เมื่อเสร็จธุระที่หอหยกงามนางจึงเดินผิวปากจากไปอย่างอารมณ์ดี
ชายฉกรรจ์ทั้งสี่หลังจากเห็นการกระทำของเจิ้งซูอี้แล้วพวกเขาถึงกลับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น พวกเขาที่ถือว่าเป็นคนชั่วร้ายในละแวกนั้นถึงกับต้องยอมคารวะให้กับนาง ปีศาจที่ว่าน่ากลัวยังต้องยอมให้แม่นางผู้นี้ การแก้แค้นของนางคือหนามยอกเอาหนามบ่ง เพราะอย่างนั้นเจ้าบัณฑิตน้อยจึงต้องมาลงเอยที่หอหยกงามเช่นนี้
หลิวฟู่เฉิงฟื้นคืนสติกลับมาอีกครั้ง ร่างกายของเขาปวดระบมไปหมดโดยเฉพาะก้นและส่วนนั้นของเขา นี่นับว่าเป็นครั้งแรกที่เขาสำเร็จความใคร่โดยผู้อื่นอีกทั้งคนผู้นั้นยังเป็นบุรุษร่างยักษ์หนวดเครารุงรังเหมือนโจรป่าก็มิปาน แต่ความรู้สึกที่ถูกอมและโลมเลียด้วยลิ้นตรงส่วนนั้นช่างซาบซ่านและแปลกใหม่ยิ่งนัก ถึงแม้ว่าเขาจะถูกกำยานปลุกกำหนัดกระตุ้นเร้าแต่ความรู้สึกพึงพอใจนั้นเป็นเรื่องจริงจนทำให้เขาอยากทำมันอีกครั้ง แต่เขาเป็นบุรุษจะพึงพอใจกับการสมสู่กับบุรุษด้วยกันได้อย่างไร หลิวฟู่เฉิงรีบปัดความคิดอันไม่พึงประสงค์ออกจากหัวไป
“เรื่องนี้จะต้องเป็นฝีมือของหลิวอันอันแน่”
เขาจะต้องเอาคืนนางให้สาสมกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ หลิวฟู่เฉิงกำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้น แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้แก้แค้นเจิ้งซูอี้ เสียงเปิดประตูห้องก็ดังขึ้น
“ตื่นแล้วหรือ”
หลิวฟู่เฉิงจำเสียงชายร่างยักษ์ผู้นั้นได้ดีเพราะเสียงครางของเขาดังอยู่ข้างหูจนกระทั่งเขาหมดสติไป หลิวฟู่เฉิงดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดร่างกายตนเองเอาไว้
“จะ..เจ้าเป็นใคร”
ชายร่างยักษ์ยืนมองหลิวฟู่เฉิงด้วยสายตาโลมเลีย ท่าทางของเขาทำให้หลิวฟู่เฉิงรู้สึกกลัวจนขนลุกแต่ภายในใจของเขากลับร่ำร้องให้ชายร่างยักษ์กระทำกับเขาเหมือนดั่งเช่นก่อนหน้านี้
“จะเป็นใครได้อีก ข้าก็เป็นสามีของเจ้าอย่างไรเล่า”
ชายร่างยักษ์ดึงผ้าห่มที่ปิดร่างของหลิวฟู่เฉิงออก เผยให้เห็นรอยแดงที่เกิดขึ้นทั่วทั้งตัวไม่เว้นแม้แต่บริเวณผิวหนังที่ใกล้กับส่วนนั้นของเขา
“เจ้านี่เกิดมาเพื่อยั่วยวนข้าหรืออย่างไร”
ชายร่างยักษ์โถมตัวเข้าใส่หลิวฟู่เฉิงไม่ให้เขาได้ทันตั้งตัว ตอนนี้ไร้กำยานปลุกกำหนัดแต่ร่างกายของหลิวฟู่เฉิงกลับตอบสนองต่อการสัมผัสอันหยาบกร้านของเขา ขนทั่วทั้งร่างพร้อมใจกันลุกชันโดยไม่รู้ตัวกลางกายของเขาถูกครอบครองโดยปากของชายร่างยักษ์ หลิวฟู่เฉิงเมื่อถูกกระทำเช่นนั้นถึงกับครางออกมาเสียงกระเส่า
“ตอนนี้เจ้าได้ค้นพบเส้นทางของตนเองแล้ว”
ชายร่างยังพูดออกมาทั้งๆ ที่ยังอมส่วนนั้นของเขาเอาไว้ในปาก หลิวฟู่เฉิงค่อยๆ ใช้มือขยุ้มหัวเขาจากนั้นจึงจับมันกระแทกเข้าใส่ตามแรงกำหนัดที่เกิดขึ้น ร่างของหลิวฟู่เฉิงกระตุกถี่รัวจากนั้นเพียงไม่นานเสียงครางสุขสมของเขาก็ดังขึ้นภายในห้อง
ชายร่างยักษ์กลืนกินน้ำขาวขุ่นของเขาไปจนหยดสุดท้ายจากนั้นเขาจึงจับหลิวฟู่เฉิงนอนหงายแล้วยกขาของเขาขึ้น ชายร่างยักษ์ที่รู้สึกกำหนัดอย่างรุนแรงเพราะเสียงครางของหลิวฟู่เฉิง เขาไม่แม้แต่จะถอดชุดออกเพราะทนรอต่อไปอีกไม่ไหว เขารีบควักเอาความใหญ่โตของตนเองออกมาถูไถไปที่ก้นของหลิวฟู่เฉิง ท่าทางที่ยั่วยวนของคนที่นอนใต้ร่างทำให้ชายร่างยักษ์ถึงกับทนไม่ไหวจนต้องร้องครางออกมา
“อ่า!!!!”
เขาค่อยๆ ดันความใหญ่โตเข้าไปข้างในช้าๆ หลิวฟู่เฉิงที่ไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังทำสิ่งใดอยู่เพราะความสุขสมทำให้สมองของเขาขาวโพลนไปหมด เมื่อชายร่างยักษ์ค่อยๆ โยกตามจังหวะหลิวฟู่เฉิงเองก็กระเด้งเอวรับอย่างรู้งาน ทั้งสองบรรเลงเพลงรักสอดประสานเสียงดังอยู่นานหลายชั่วยามจนหลิวฟู่เฉิงหลับไปอีกครั้งแต่ชายร่างยักษ์ก็ยังคงสอดส่ายโยกร่างเขาอยู่อย่างนั้นเหมือนกับจะไม่มีวันรู้สึกพอใจ แม้ว่าเขาจะเสร็จสมไปแล้วหลายครั้งก็ตาม
เจิ้งซูอี้ไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในภายหลัง นางสั่งให้ชายฉกรรจ์สี่คนที่ถูกจ้างวานมาทำร้ายนางให้กลับไปจับหลิวฟู่เฉิงไปส่งที่หอหยกงาม ถึงแม้ชื่อหอหยกงามจะฟังดูไพเราะแต่ด้านในคือซ่องชำเราบุรุษที่นางรู้มาจากเจ้าโง่สี่คนนั้น หลังจากตกลงขายหลิวฟู่เฉิงสิบวันกับหอหยกงามนางก็กลับมาที่หมู่บ้านตระกูลสืออย่างอารมณ์ดี โดยที่ไม่รู้เลยว่าเป็นเพราะนางหลิวฟู่เฉิงจึงได้คนพบตัวตนที่แท้จริง
“อันเอ๋อกลับมาแล้วหรือ เหตุใดวันนี้กลับช้ากว่าทุกทีเล่าแม่เป็นห่วงรู้หรือไม่”
แม่นางหวังเดินไปเดินมามองทางเข้าหมู่บ้านหลายครั้งเพราะเป็นห่วงกลัวว่าบุตรสาวของตนจะเกิดอันตรายขึ้นระหว่างทาง เจิ้งซูอี้ส่งยิ้มตาหยีให้นาง
“ข้าไปช่วยคนลำบากมาเจ้าค่ะ นี่เป็นเงินตอบแทนที่พวกเขาให้มา”
เจิ้งซูอี้หยิบตั๋วเงินห้าสิบตำลึงวางลงบนมือแม่นางหวัง นางเบิกตาโตด้วยความตกใจ
“เหตุใดเขาถึงได้ให้เงินมามากมายเพียงนี้”
ยังไม่ทันที่จะได้ซักถามนางหลิวตงจวิ้นก็เดินมาพอดี
“กลับมาแล้วหรืออันเอ๋อ”
นางพยักหน้ารับจากนั้นจึงเลี่ยงไปอีกทางให้ห่างจากแม่นางหวัง นางกลัวว่าท่านแม่ของหลิวอันอันจะซักถามจนนางไม่สามารถไปต่อได้ ช่างลำบากยิ่งนักเพราะนางโกหกไม่เก่ง การโกหกเป็นเรื่องยากสำหรับคนดีอย่างนางจริงๆ
หากให้เจ้าโง่สี่คนนั้นมาได้ยินความคิดของเจิ้งซูอี้พวกเขาจะต้องคุกเข่าคารวะแล้วตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า แม่นางแม้แต่เรื่องโกหกท่านก็ยังโกหกออกมาได้อย่างนั้นหรือ แล้วคนเลวธรรมดาอย่างพวกเขาจะสู้คนดีอำมหิตอย่างแม่นางได้อย่างไร
ผ่านไปหลายวันหลิวฟู่เฉิงถูกปล่อยตัวจากหอหยกงามเรื่องน่าอายพวกนี้เขาจะปล่อยให้ผู้ใดรู้ไม่ได้ หลิวฟู่เฉิงจึงไม่ได้กลับมาที่เรือนสกุลหลิวอีกเขาส่งเพียงจดหมายมาหาแม่เฒ่าจางบอกว่ากำลังท่องตำราอยู่กับสหายไม่มีเวลากลับมาที่นี่
เรื่องที่เขาจะกลับมาหรือไม่ไม่ใช่เรื่องที่เจิ้งซูอี้ให้ความสนใจ แต่ที่นางรู้สึกแปลกใจคือเรือนที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากเรือนของนางมีคนเข้าอยู่ ในความทรงจำของหลิวอันอันเรือนหลังนี้เป็นเรือนของญาติห่างๆ ของหัวหน้าหมู่บ้าน พวกเขาย้ายเข้าไปอยู่ในอำเภอหลิงจือนานแล้ว เรือนหลังนั้นจึงถูกปล่อยทิ้งร้างเอาไว้ถึงสองปี
แต่วันนี้กลับมีคนเข้ามาทำความสะอาดซ่อมแซมเรือนหลังนั้นอีกครั้ง หรือว่าญาติของหัวหน้าหมู่บ้านจะขายเรือนหลังนั้นให้ผู้อื่นไปแล้วนะ เจิ้งซูอี้มองไปที่เรือนหลังนั้นด้วยความสงสัย
ผ่านไปอีกครึ่งเดือนบ้านสี่ห้องนอนหนึ่งห้องโถงและหนึ่งห้องครัวที่ทำจากอิฐมุงหลังคาด้วยกระเบื้องของหลิวตงจวิ้นก็เสร็จสิ้น เงินหนึ่งร้อยตำลึงที่เขาเก็บสะสมมาเกือบจะไม่พอ ต้องขอบคุณเงินห้าสิบตำลึงที่เจิ้งซูอี้ได้มาก่อนหน้านี้ทำให้พวกเขาสามารถล้อมรั้วและขุดบ่อน้ำได้ด้วย
ช่วงที่บ้านของหลิวตงจวิ้นสร้างเสร็จเรือนที่อยู่ใกล้กันก็ต่อเติมเสร็จพอดีในวันเดียวกัน เจิ้งซูอี้เลิกคิ้วมองด้วยความสนใจนี่มันจะไม่บังเอิญไปหน่อยหรือ
“ท่านพ่อเจ้าคะ ท่านรู้หรือยังว่าใครเป็นผู้ที่จะมาอยู่เรือนหลังนั้น”
หลิวตงจวิ้นเอียงหัวอย่างครุ่นคิด
“ได้ยินหัวหน้าหมู่บ้านบอกว่าเป็นพ่อค้าที่มาจากเมืองหลวงเขาซื้อเรือนหลังนั้นเอาไว้พักระหว่างเดินทางเพราะเขาไม่ชอบนอนโรงเตี๊ยม”
เจิ้งซูอี้ยิ่งขมวดคิ้วหนักยิ่งกว่าเดิม หากต้องการซื้อเรือนเพื่อใช้อาศัยพักระหว่างเดินทาง เหตุใดไม่ไปซื้อเรือนที่อยู่ในอำเภอหรือไม่ก็เรือนที่อยู่ในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้อำเภอเล่า ที่นี่ห่างจากตัวอำเภอ หลิงจือตั้งยี่สิบลี้ถนนหนทางเองก็ไม่ได้ดีขนาดนั้น เขามีเหตุผลอะไรถึงต้องเลือกที่นี่
เจิ้งซูอี้รู้สึกไม่สบายใจกับสมาชิกใหม่ของหมู่บ้าน นางมองพวกเขาที่กำลังขนโต๊ะเก้าอี้เข้าเรือนอยู่ห่างๆ สุดท้ายมองอยู่นานเหมือนจะไม่ได้ข้อมูลอะไรนางจึงเลิกสนใจพวกเขาแล้วกลับมาทำความสะอาดห้องใหม่ของตนเอง
“ท่านพี่ข้ามีห้องส่วนตัวแล้ว”
หลิวซีฮันวิ่งมาอวดเจิ้งซูอี้ระหว่างที่นางกำลังทำความสะอาดห้อง โชคดีที่นายช่างที่สร้างบ้านเห็นว่าเรือนของพวกนางไม่มีโต๊ะเก้าอี้หรือเตียงนอน มีเพียงไม้กระดานที่ใช้ปูนอนเท่านั้นพวกเขาจึงทำเตียงและโต๊ะกินข้าวให้พวกนางโดยที่ไม่ได้คิดเงิน แต่ภายในห้องนอนยังขาดตู้เสื้อผ้ากับโต๊ะเอาไว้วางของอยู่ เจิ้งซูอี้วางแผนขึ้นเขาล่าสัตว์อีกครั้ง ที่ตัวนางมีสิบตำลึงเหลือจากการขายหลิวฟู่เฉิงให้หอหยกงาม นางจะเก็บเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน
หลังจากที่คนพวกนั้นย้ายเข้ามาอยู่ที่เรือนข้างกัน นางก็รู้สึกว่าตนเองถูกจับตามอง ไม่ว่านางทำอะไรก็เหมือนมีสายตาของใครบางคนคอยติดตามนางไปทุกที่ มันทำให้นางรู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจ