ผ่านไปเกือบเดือนแล้วที่บ้านสกุลหลิวใช้เวลาในการเก็บเกี่ยวพืชผล ตอนนี้ยังทำได้ไม่ถึงครึ่งฝนก็เทกระหน่ำลงมาทำให้พวกเขาต้องหยุดทำงาน ข้าวที่เกี่ยวเอาไว้ก็ถูกน้ำท่วมเสียหายแม่เฒ่าจางก่นด่าสาบแช่งสวรรค์ที่กลั่นแกล้งพวกตน อีกทั้งยังไม่ลืมด่าคนบ้านหลิวตงจวิ้นที่ไม่ยอมมาช่วยพวกเขาทำงาน
หลังจากที่ฝนหยุดตกพวกเขาก็กลับไปดูข้าวที่เกี่ยวเอาไว้ เพราะมันแห้งกรอบมานานจึงทำให้เมื่อฝนตกลงมาเมล็ดข้าวจึงหล่นหายไปกับน้ำ แม่เฒ่าจางทั้งด่าและทุบตีบุตรชายและสะใภ้ที่เอาแต่ทำตัวสันหลังยาว ปล่อยให้ข้าวที่ลำบากเก็บเกี่ยวหายไปเช่นนี้
ข่าวเรื่องที่บ้านสกุลหลิวไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ในปีนี้กลายเป็นเรื่องเล่าในวงสนทนา ไม่ว่าผู้คนในหมู่บ้านจะนั่งลงตรงไหนก็มักจะหยิบยกเอามาพูดกัน
“ท่านอา อยู่หรือไม่”
เสียงหวานคุ้นหูดังขึ้นที่หน้าเรือนทำให้จางซานเหนียงต้องลุกขึ้นมาเปิดประตูเพื่อดูว่าใครกันมารบกวนแต่เช้า หญิงสาวอายุราวสิบห้าสิบหกในชุดสีชมพูใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มมาเป็นอย่างดีทำให้นางดูงดงามและโดดเด่นมากกว่าเด็กสาวชาวบ้านทั่วไป กำลังยืนรอให้คนสกุลหลิวมาเปิดประตูให้ตน
“เสวี่ยเอ๋อ เกิดอะไรขึ้นเหตุใดเจ้าถึงได้มาที่นี่”
จางเมิ่งเสวี่ยนบุตรสาวของพี่ชายจางซานเหนียงยืนบิดไปมาด้วยท่าทางเขินอาย
“ท่านปู่ให้ข้านำเนื้อมาให้ท่านย่าเล็กเจ้าค่ะ”
จางเมิ่งเสวี่ยบอกจุดประสงค์ของตนทั้งยังสอดส่ายสายตามองหาใครบางคนที่นางแอบชอบ จางซานเหนียงเมื่อได้ยินคำว่าเนื้อนางก็ตาโตทันที
“พี่ฟู่เฉิงไม่อยู่หรือเจ้าคะ”
จางเมิ่งเสวี่ยถามอาหญิงของนางหลังจากที่เดินตามเข้าไปในเรือน จางซานเหนียงมัวแต่สนใจของในตะกร้าที่จางเมิ่งเสวี่ยนำมาจึงไม่ได้สนใจตอบคำถามของนาง
“มีขนมด้วยหรือ เหตุใดวันนี้นำของมาให้มากมายเพียงนี้เล่า”
จางเมิ่งเสวี่ยกลอกตาอย่างนึกรำคาญ แต่นางก็ต้องข่มใจเอาไว้เพราะที่นางมาวันนี้เพื่อที่จะมาพบหลิวฟู่เฉิงต่างหาก
“ก็แค่ไม่กี่อย่างเจ้าค่ะ พี่สะใภ้ของข้าพึ่งกลับมาจากบ้านเดิมเลยเอาขนมจากที่ร้านติดมาด้วย ท่านปู่เห็นว่ามีเยอะจึงนึกถึงพวกท่านและพี่ฟู่เฉิงที่ต้องตรากตรำอ่านตำรา เลยฝากมาให้ทานเป็นของว่างยามอ่านหนังสือ”
จางเมิ่งเสวี่ยนเมื่อพูดถึงหลิวฟู่เฉิงนางก็ทำเสียงอ่อนโยนขึ้นกว่าเดิม แม่เฒ่าจางได้ยินสะใภ้ใหญ่เสียงดังนางจึงออกจากห้องมาดู
“อ้าวเสวี่ยเอ๋อ”
แม่เฒ่าจางทักหลานสาวบ้านเดิมของนาง สายตาก็มองไปที่ตะกร้าที่จางซานเหนียงกำลังค้นอยู่
“คารวะท่านย่าเล็กเจ้าค่ะ”
จางเมิ่งเสวี่ยย่อตัวทำความเคารพให้กับแม่เฒ่าจางอย่างอ่อนช้อย แม่เฒ่าจางพยักหน้าให้นางอย่างชื่นชม อืม..คนที่จะมาเป็นหลานสะใภ้ของนางต้องอ่อนหวานมีกิริยาเช่นนี้ถึงจะเหมาะ จางเมิ่งเสวี่ยอ่านสายตาของแม่เฒ่าจางออกว่านางกำลังพอใจในท่าทางของตน นางจึงลอบยิ้มให้กับตนเองในใจ
“ท่านปู่เห็นว่าเรื่องเมื่อครั้งก่อนอาจทำให้ท่านย่ารู้สึกไม่ดีเท่าใดนัก จึงฝากให้ข้ามาดูท่านสักหน่อย ทั้งยังฝากเนื้อและขนมมาให้พี่ฟู่เฉิงด้วยเจ้าค่ะ”
จางเมิ่งเสวี่ยเอ่ยเสียงหวานบอกเหตุผลที่นางมาที่นี่ในวันนี้
“แล้วพี่ฟู่เฉิงล่ะเจ้าคะ อ่านตำราอยู่หรือ”
แม่เฒ่าจางส่งเสียงอึกอักเมื่อหลานสาวบ้านเดิมของตนถามหาหลานชายที่หายไปเป็นเดือนไม่ติดต่อมาเลย
“อืม...ช่วงนี้อาเฉิงกำลังคร่ำเคร่งอยู่กับการอ่านตำรา ปีหน้าก็ต้องเข้าสอบจึงไม่ค่อยว่างนัก ฝากเจ้าขอบใจพี่ใหญ่ด้วยสำหรับของพวกนี้”
จางเมิ่งเสวี่ยพยักหน้ารับ แต่ภายในใจของนางแอบรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่มาแล้วแต่กลับไม่ได้พบคนที่นางแอบชอบ
“ยังมีอีกเรื่องเจ้าค่ะท่านย่า”
จางเมิ่งเสวี่ยหยิบถุงเงินออกจากแขนเสื้อยื่นให้แม่เฒ่าจาง
“ท่านปู่บอกว่าพี่ฟู่เฉิงร่ำเรียนจำเป็นต้องใช้เงินทองเพื่อเป็นทุน อาจจะไม่มากมายนักแต่ท่านปู่อยากให้ท่านรับเอาไว้”
แม่เฒ่าจางพยักหน้ารัวๆ นางรับถุงเงินจากจางเมิ่งเสี่ยมา เมื่อเปิดปากถุงดูเงินตำลึงห้าก้อนนอนอยู่ด้านใน แม่เฒ่าจางรู้สึกใจชื้นขึ้นมาทันใด เงินก้อนสุดท้ายนางได้ให้หลานชายไปแล้วที่เรือนจึงเหลือเพียงไม่กี่ร้อยอีแปะเท่านั้น นี่เป็นเหมือนสายโลหิตต่อชีวิตทำให้ตระกูลหลิวสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้
“ฝากเจ้าไปขอบใจพี่ใหญ่แทนข้าด้วยนะ เมื่ออาเฉิงสอบได้จีว์เหรินเมื่อใดรับรองว่าตระกูลหลิวจะไม่ลืมบุญคุณครั้งนี้แน่”
นี่เป็นสิ่งที่จางเมิ่งเสวี่ยอยากได้ยิน เมื่อพี่ฟู่เฉิงสอบได้จีว์เหรินท่านปู่ก็จะมาคุยเรื่องแต่งงานของนางกับเขา ถึงแม้สองตระกูลจะรู้กันเรื่องนี้อยู่แล้วก็ตามแต่นางก็อยากประกาศให้ใครต่อใครรู้ว่าพี่ฟู่เฉิงเป็นของนาง แม่พวกดอกท้อที่หวังจะมาเป็นสะใภ้ตระกูลหลิวจะได้เลิกล้มความคิดนั้นซะ
จางเมิ่งเสวี่ยอยู่คุยกับแม่เฒ่าจางสักพัก เมื่อรู้ว่าวันนี้ตนไม่สามารถพบหน้าพี่ฟู่เฉิงได้นางจึงไม่อยากอยู่ต่อ จางเมิ่งเสวี่ยขอตัวลาแม่เฒ่าจางจากนั้นจึงเดินออกจากตระกูลหลิวไป นางเดินยังไม่ถึงหน้าหมู่บ้านสายตาก็ไปสะดุดบางสิ่งเข้า ชายหนุ่มรูปงามในชุดขาวกำลังยืนชมบรรยากาศยามเช้าที่กำลังมีหมอกลงหนาอย่างเพลิดเพลิน
เมื่อก่อนนางคิดว่าหลิวฟู่เฉิงเป็นบุรุษที่หล่อเหลาที่สุดเท่าที่นางเคยพบมา แต่หลังจากที่ได้เห็นใบหน้าของชายหนุ่มผู้นั้น หลิวฟู่เฉิงเทียบไม่ติดเลยสักนิดเดียว เหตุใดหมู่บ้านตระกูลสือถึงได้มีชายหนุ่มรูปงานเกลื่อนกลาดเช่นนี้
จางเมิ่งเสวี่ยแสร้งเดินไปใกล้ชายหนุ่มผู้นั้นจากนั้นจึงแสร้งล้มลงใกล้ๆ กับที่เขายืนอยู่
“ขออภัยคุณชายข้าเดินไม่ทันระวังจึงสะดุดก้อนหินเข้า”
จางเมิ่งเสวี่ยช้อนสายตาขึ้นมองร่างสูงแสดงท่าทางอ่อนแอสุดขีดเพื่อให้เขาช่วยพยุงนางขึ้น แต่สิ่งที่นางได้รับกลับมากลับเป็นสายตาเย็นชาที่น่ากลัวยิ่งนัก จางเมิ่งเสวี่ยตกใจจนลืมการแสดง นางรีบลุกขึ้นยืนแล้วเดินจากไปทันที
“นางเป็นอะไรน่ะ”
หลิวซีฮันที่พาเสี่ยวหลงออกมาเดินเล่นตอนเช้าพร้อมกับซีหยวนไห่หนานมองหญิงสาวที่ท่าทางประหลาดผู้นั้นด้วยสายตาไม่เข้าใจ
“สมองของนางคงกระทบกระเทือน”
ซีหยวนไห่หนานตอบออกมาเบาๆ
“น่าสงสารยิ่งนัก เช่นนั้นนางคงต้องการหมอ”
คนทั้งสองมองไปทางที่จางเมิ่งเสวี่ยพึ่งเดินจากไปแล้วพวกเขาก็ส่ายหน้าพร้อมกัน เฉิงรุ่ยที่เดิมตามอยู่ด้านหลังถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ องค์ชายท่านจะเอานิสัยของตนมาแพร่ให้เด็กน้อยผู้นี้มิได้นะขอรับ ใต้หล้านี้มีท่านที่นิสัยแปลกประหลาดเพียงคนเดียวก็พอแล้ว
เจิ้งซูอี้ฝึกมวยของตนเสร็จแล้ว หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่นางจึงเดินออกมาตามหลิวซีฮันกลับไปทานข้าว เมื่อเห็นว่าน้องชายอยู่กับใครนางก็อยากหันหลังกลับทันที แต่เขามองเห็นนางแล้วจึงทำเช่นนั้นมิได้
“ซีฮันสายแล้วกลับไปทานข้าวเถอะ”
เจิ้งซูอี้พยักหน้าให้ซีหยวนไห่หนานเป็นการทักทาย จากนั้นจึงเดินจูงมือเด็กชายให้ตามตนเองไป ซีหยวนไห่หนานเดินมาขวางนางเอาไว้ทำให้เจิ้งซูอี้ไม่ทันระวังจึงชนเข้ากับหน้าอกของเขาอย่างแรง
“โอ๊ย!!!”
นางยกมือกุมจมูกตนเองเอาไว้เพราะรู้สึกเจ็บ ซีหยวนไห่หนานยกยิ้มมุมปากท่าทางชอบใจ จากนั้นจึงก้มลงมองคนที่ตัวเตี้ยกว่า อืมมม...ร่างกายของนางยังไม่ค่อยโตสักเท่าใดนัก คงต้องขุนนางให้มากกว่านี้อีกสักหน่อย
ซีหยวนไห่หนานใช้นิ้วสัมผัสไปที่ริมฝีปากสีกลีบบัวของนางเบาๆ ทำให้เจิ้งซูอี้ที่กำลังตกใจที่นางชนเขาจนไม่ทันได้ระวังตัว
“นี่เจ้า!!!”
นางกำลังจะเอ่ยต่อว่าเขา แต่ซีหยวนไห่หนานโอบร่างเล็กเข้ามาหาตนซะก่อนทำให้เจิ้งซูอี้ปะทะเข้ากับอกแกร่งของเขาอีกครั้ง
“ปล่อยข้านะ!!!”
นางพยายามดิ้นรนออกจากอ้อมกอดของเจ้าคนหน้าไม่อายนี่ หลิวซีฮันมองพี่สาวกับพี่ชายข้างบ้านกอดกันด้วยสายตาสงสัย จื่อรุ่ยที่ยืนอยู่ไม่ไกลเองก็ตกใจไม่แพ้กัน เขารีบยกมือขึ้นปิดตาของเด็กน้อยแล้วรีบอุ้มเขาเดินกลับเรือนไปทันที
ซีหยวนไห่หนานไม่สนใจแรงดิ้นของนาง เขาก้มหน้าเข้าหานางช้าๆ เจิ้งซูอี้หลับตาเอียงหน้าหลบเขา นางไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไรกันแน่ ซีหยวนไห่หนานส่งเสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอทำให้เจิ้งซูอี้หันกลับมามองเขาอีกครั้ง ลูกกระเดือกที่กำลังขยับขึ้นลงบนลำคอแข็งแรงของเขาทำให้นางรู้สึกลำคอแห้งผากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เกิดอะไรขึ้นกับนางกันแน่นะ
"เจ้าเป็นของข้าแล้ว”
ซีหยวนไห่หนานพูดเสียงเบาข้างใบหูเล็กของนาง เจิ้งซูอี้ไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดแต่ใบหน้างามของนางกลับแดงเรื่่อขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ นางผลักเขาออกจากนั้นจึงวิ่งกลับเรือนไป ซีหยวนไห่หนานเห็นท่าทางการแสดงออกของนางเขายิ่งอารมณ์ดียิ่งกว่าเดิม
จื่อรุ่ยที่พาหลิวซีฮันกลับมาส่งที่เรือนแล้ว เขาหันกลับไปมองทางเดิมที่ตนพึ่งจากมา เขาได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ เห็นแก่สวรรค์เถอะองค์ชายท่านจะทำสิ่งใดได้โปรดดูด้วยว่าที่นั่นมีเด็กเล็กอยู่ด้วยหรือไม่ หากยังกระทำตามใจตนเองอยู่อย่างนี้สวรรค์จะลงโทษเอานะพ่ะย่ะค่ะ