หลายวันมานี้ท่าทางของเจิ้งซูอี้ดูเหม่อลอยจนหลิวตงจวิ้นสังเกตเห็น เขาอยากจะถามบุตรสาวว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับนางแต่แม่นางหวังกลับส่ายหน้าบอกว่าให้ปล่อยนางไปก่อน เพราะนางโตแล้วนางอาจมีเรื่องให้คิดคนเดียวก็ได้ ความจริงตั้งแต่ที่นางถูกซีหยวนไห่หนานกอดครั้งนั้นนางเองก็ไม่รู้ว่าตนเองรู้สึกอย่างไรกับเขา แต่ก่อนทั้งสองต่างต่อสู้เพื่อเอาชนะกันและกันตอนนี้นางจึงไม่รู้สึกคุ้นชินกับท่าทางของเขาเอาเสียเลย
เจิ้งซูอี้หลบหน้าซีหยวนไห่หนานมาหลายวันแล้ว เมื่อเขามาที่เรือนของนางนางก็จะหลบออกทางด้านหลัง หรือบางครั้งนางเจอเขาโดยบังเอิญนางก็จะรีบวิ่งหนีโดยไม่รอทักทาย ตอนนี้หัวใจของนางเต้นโครมครามทุกครั้งที่ทั้งสองเจอกัน นางทนเห็นตนเองเป็นเช่นนั้นไม่ได้จึงต้องรีบหนีไป
ซีหยวนไห่หนานเองก็รู้สึกบันเทิงใจที่ได้ดูปฏิกิริยาของนาง ทำให้เขานึกถึงสตรีบางคนที่หลบซ่อนอยู่ภายในใจ เขาเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าตอนนี้ตนเองรู้สึกอย่างไรกับเด็กสาวผู้นี้ เขารู้เพียงว่าเขาต้องการให้นางมาเป็นของของเขาเท่านั้น หากให้จื่อรุ่ยมาได้ยินเสียงในความคิดขององค์ชายของเขา จื่อรุ่ยจะต้องพูดออกมาว่า องค์ชายอาการเอาแต่ใจของท่านกำเริบอีกแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ
ช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด เจิ้งซูอี้และหลิวตงจวิ้นขึ้นเขาล่าสัตว์นานกว่าเดิม จากที่ไม่เคยค้างคืนในภูเขาตอนนี้เปลี่ยนเป็นค้างหนึ่งคืน พอถึงช่วงเย็นของอีกวันพวกเขาถึงจะลงจากเขามา สัตว์ป่าเริ่มเข้าสู่ฤดูจำศีลทำให้หาตัวได้ยากพวกเขาเองก็ต้องตุนเสบียงเอาไว้ในช่วงหน้าหนาวเช่นกัน จึงจำเป็นที่จะต้องเร่งทำงานก่อนที่หิมะจะตกลงมา
หมู่บ้านตระกูลสืออยู่ในหุบเขาและค่อนข้างอยู่ห่างจากตัวอำเภอหลิงจือ ทำให้การเดินทางช่วงหน้าหนาวยุ่งยากยิ่งนักแม้แต่เกวียนโดยสารก็ไม่แวะเข้ามาที่นี่ ดังนั้นชาวบ้านมักจะซื้อของตุนเอาไว้จะได้ไม่ต้องเดินทางเข้าอำเภอในตอนที่หิมะตก
ปลายเดือนเก้าเป็นวันเกิดของหลิวอันอัน สองสามีภรรยาคุยกันว่าจะจัดงานวันเกิดครบอายุสิบห้าปีให้นางสักครั้ง ที่ผ่านมาพวกเขาทุกข์ยากกันมาอย่างหนัก อย่าว่าแต่งานวันเกิดเลยอาหารที่จะให้กินในแต่ละวันแทบจะไม่พอ เจิ้งซูอี้ไม่รู้ว่าแม่นางหวังวางแผนจะจัดงานวันเกิดให้ตนเพราะนางยังคงทำตัวเป็นปกติดั่งเช่นทุกวันไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนั้นขึ้นมาเลยสักนิด
ที่ตระกูลหลิววันนี้หลิวฟู่เฉิงเองก็กลับมา แต่การกลับมาครั้งนี้เขาแตกต่างออกไปเพราะเขากลับมาพร้อมกับชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่หนวดเครารุงรังท่าทางน่ากลัว แม่เฒ่าจางไม่รู้ว่าหลายเดือนที่ผ่านมาที่หลานชายหายหน้าไปไม่กลับมาบ้านเขาไปทำอะไรมากันแน่
“ท่านย่าข้าขอแนะนำให้พวกท่านรู้จัก เขาคือผู้ติดตามของข้านามว่าฟู่เถี่ยโถวขอรับ ตั้งแต่วันนี้เขาจะมาอยู่กับพวกเราที่นี่”
คนสกุลหลิวต่างตกใจไม่คิดว่าจะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาเช่นนี้ อาหารการกินที่มีสำหรับพวกเขาสกุลหลิวยังแทบจะไม่พอ นี่ยังจะเพิ่มชายร่างใหญ่ผู้นี้เข้ามาอีกเห็นทีพวกเขาจะอยู่ไม่พ้นหน้าหนาวแน่
“อาเฉิงหลานช่วยมาคุยกับย่าสักหน่อยได้หรือไม่”
แม่เฒ่าจางเดินไปหาหลานชายอย่างกล้าๆ กลัวๆ เพราะข้างกายเขามีชายร่างใหญ่เหมือนยักษ์ปักหลั่นยืนอยู่ แม่เฒ่าจางดึงแขนหลานชายเข้ามาคุยในห้องของนาง
“เฉิงเอ๋อย่าไม่ว่าอะไรหรอกที่หลานจะมีผู้ติดตามเพราะอีกหน่อยหากหลานได้เป็นขุนนางในราชสำนักหลานจะมีคนติดตามมากมายแน่นอน แต่ตอนนี้ครอบครัวของเราเกรงว่าจะไม่สามารถเลี้ยงดูเขาได้....หลานช่วยคิดดูอีกครั้งได้หรือไม่”
หลิวฟู่เฉิงนึกว่าแม่เฒ่าจางมีปัญญาหาเรื่องฟู่เถี่ยโถวที่ติดตามเขามาเสียอีกที่แท้ก็เรื่องเงิน หลิวฟู่เฉิงหยิบถุงเงินออกมาจากแขนเสื้อวางไว้ด้านหน้าของนาง
“นี่คือเงินหนึ่งร้อยตำลึงขอรับท่านย่า ทีนี้คงไม่มีใครมีปัญหากับการที่ฟู่เถี่ยโถวอยู่ที่นี่แล้วนะขอรับ”
หลิวฟู่เฉิงพูดกับแม่เฒ่าจางทั้งยังบอกผู้ที่แอบฟังอยู่นอกห้องให้รับรู้โดยทั่วกัน แม่เฒ่าจางรีบตะครุบถุงเงินทันที นางไม่เคยจับเงินมากมายเช่นนี้มาก่อนในชีวิต แม่เฒ่าจางรีบพยักหน้ารับรัวๆ หลิวฟู่เฉิงไม่สนใจคนในบ้านของเขาอีก เขากลับไปที่ห้องโถงจากนั้นพาฟู่เถี่ยโถวกลับมาที่ห้องส่วนตัวของตน
“ท่านแม่ ท่านจะไม่แบ่งให้พวกข้าเก็บไว้คนละสักเล็กน้อยบ้างหรือขอรับ”
หลิวเฟยหลงบุตรชายคนเล็กของแม่เฒ่าจางถูมือเดินเข้ามาในห้อง
“เจ้าลูกคนนี้นี่ เงินนี่เป็นเงินที่เฉิงเอ๋อหามาหาใช่เงินของพวกเจ้า”
แม่เฒ่าจางตวาดบุตรชายคนเล็กทั้งยังบอกไปถึงบุตรชายคนโตด้วย แต่ถึงนางจะดุด่าพวกเขาแค่ไหนนางก็ยังนำเงินก้อนหนึ่งตำลึงวางบนมือพวกเขาคนละก้อน
“อย่าใช้สุรุ่ยสุร่าย มีเงินเยอะแค่ไหนแต่ก็สามารถหมดไปได้เหมือนกัน”
พูดจบนางจึงเก็บเงินที่เหลือเอาไว้ในกล่องข้างหัวเตียงแล้ว ล็อกกุญแจเอาไว้อย่างดี หลิงตงหัวและหลิวเฟยหลงเมื่อได้เงินจากแม่เฒ่าจางพวกเขาก็รีบออกจากเรือนทันที ภรรยาของทั้งสองมองตามหลังสามีด้วยความโมโห
หลิวตงหัวรีบเดินออกมาจากสกุลหลิวเมื่อไปถึงหน้าเรือนหลังหนึ่งเขาก็มองซ้ายขวาจากนั้นจึงแอบเข้าไป หากใครมาเห็นทุกคนในหมู่บ้านต่างก็รู้ได้ทันทีว่าเรือนหลังนั้นเป็นเรือนของแม่หม้ายแซ่หู ทางด้านหลิวเฟยหลงเมื่อได้เงินมาเขาก็ตรงเข้าเมืองไปทันที หลิวเฟยหลงชอบเล่นการพนันมาแต่ไหนแต่ไรคนในสกุลหลิวล้วนแต่รู้กันทั้งนั้น แต่เรื่องที่หลิวตงหัวที่แอบไปติดพันแม่หม้ายหูนั้นยังคงเป็นความลับ เมื่อหลิวตงหัวได้เงินมาเขามักจะรีบนำมันมาให้แม่หม้ายสาววัยสามสิบผู้นี้ทันที
ภายในห้องของหลิวฟู่เฉิง หลังจากที่ปิดประตูลงกลอนเขาก็หันมากอดจูบกับชายร่างยักษ์ทันที
“ท่านพี่อดทนอีกหน่อยนะเอาไว้ให้ข้าสอบได้จีว์เหรินเมื่อใดเราจะย้ายไปอยู่ที่อื่นด้วยกัน”
ฟู่เถี่ยโถวพยักหน้า
“เจ้าไม่ได้บอกหรือว่ามีเรื่องที่ต้องกลับมาจัดการที่นี่"
หลิวฟู่เฉิงพยักหน้า ดวงตาของเขาเป็นประกายวาวโรจน์ด้วยความโกรธแค้น เมื่อนึกถึงสิ่งที่เขาได้รับก่อนหน้านี้ที่หอหยกงาม เขาต้องโดนบุรุษกระทำชำเราไม่หยุดหย่อนจนร่างกายบอบช้ำ โชคดีที่หลังจากออกมาจากที่นั่นเขาก็ได้พบกับฟู่เถี่ยโถวลูกค้าคนแรกของเขา หลิวฟู่เฉิงยังไม่เคยลืมรสรักที่ฟู่เถี่ยโถวปรนเปรอให้ตน ดังนั้นเขาจึงยืนข้อเสนอให้ฟู่เถี่ยโถวทำงานให้เขาแลกกับที่เขาจะยอมมีอะไรด้วย แต่ความจริงภายในใจของหลิวฟู่เฉิงนั้นต้องการทำมันอีกครั้ง
“ใช่ข้าต้องการแก้แค้นนางเด็กปีศาจนั่นและครอบครัวของมัน ท่านพี่เถี่ยโถวท่านช่วยข้าได้หรือไม่”
หลังจากที่หลิวฟู่เฉิงอยู่กับฟู่เถี่ยโถวเขาจึงได้รู้ความจริงว่าฟู่เถี่ยโถวคือโจรที่ทางการประกาศจับ แต่หลิวฟู่เฉิงไม่สนใจ เป็นโจรแล้วอย่างไรในเมื่อตอนนี้ตัวเขาเองก็ไม่มีอะไรให้เสียแล้ว หากได้แก้แค้นเด็กสารเลวนั่นต่อให้เป็นยมบาลเขาก็จะยอมมีอะไรด้วย
“เจ้าต้องการให้ข้าลงมือเมื่อใด”
หลิวฟู่เฉิงเอียงหัวแสดงท่าทางครุ่นคิดเล็กน้อย
“คนของท่านอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ใช่หรือไม่ เช่นนั้นก็ลงมือได้เลยในตอนที่พวกท่านพร้อม”
ฟู่เถี่ยโถวดึงร่างของหลิวฟู่เฉิงเข้ามาประกบจูบ จากนั้นปรนเปรอรสรักให้เขาอีกหลายรอบ เมื่อพอใจแล้วเขาจึงออกจากเรือนสกุลหลิวไป
“หืมม...อี้ซ่งคุนอย่างนั้นหรือ”
ซีหยวนไห่หนานเงยหน้ามององครักษ์เงาที่เขาสั่งให้จับตาดูความเคลื่อนไหวในหมู่บ้านเอาไว้
“โจรในประกาศจับนั่นมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ดูเหมือนที่นี่ยิ่งอยู่จะยิ่งมีแต่เรื่องให้สนุกขึ้นทุกวัน”
ซีหยวนไห่หนานยกยิ้มมุมปากอย่างชั่วร้าย
“องค์ชายต้องการให้จับตัวเขาหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
จื่อรุ่ยที่ยืนอยู่ด้านหลังถามนายเหนือหัวของตน
“ไม่ต้อง ในเมื่ออี้ซ่งคุนมาที่นี่นั่นก็หมายความว่าเขามีเป้าหมายเป็นที่นี่ บางทีอาจจะเป็นนาง ท่าทางหลิวฟู่เฉิงจะยังโกรธแค้นนางไม่หายที่ทำให้เขาต้องเสียพรหมจรรย์ให้กับบุรุษ”
อี้ซ่งคุนที่ซีหยวนไห่หนานเอ่ยถึงคือฟู่เถี่ยโถวที่เปลี่ยนชื่อแซ่เพื่อหลบเลี่ยงทางการ ครั้งนี้ถือเป็นเรื่องบังเอิญที่เขาไปเที่ยวซ่องบุรุษจึงทำให้ทั้งสองได้พบกัน
“จับตาดูพวกเขาเอาไว้เท่านั้นไม่ต้องยื่นมือเข้ายุ่งเรื่องนี้ ข้าอยากเห็นความสามารถของนาง มาดูกันซิว่านางจะแก้ไขสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร”
ซีหยวนไห่หนานสะบัดพัดในมือท่าทางอารมณ์ดียิ่งกว่าเดิม ดวงตาของเขาไหวระริกเหมือนกำลังรอคอยเรื่องสนุก เจิ้งซูอี้ไม่รู้ว่าตนเองมีคนกำลังจ้องเล่นงานอยู่ นางช่วยแม่นางหวังทำอาหารอยู่ในครัวพร้อมกับความวุ่นวายของเจ้าเด็กน้อยและน้องชายหมาป่าของเขาที่ตอนนี้เดินได้แล้ว
“ฮันเอ๋อช่วยแม่ยกอาหารพวกนี้ไปไว้ที่ห้องโถงได้ไหมจ๊ะ”
หลิวซีฮันพยักหน้าแสดงท่าทางว่าเขาอยากช่วย เมื่อหลิวซีฮันออกไปจากห้องครัวพร้อมกับเสี่ยวหลง สตรีทั้งสองก็พร้อมใจกันถอนหายใจออกมา
“ตอนนี้ดูเหมือนเขากำลังอยู่ในวัยที่กำลังอยากรู้อยากเห็น อีกหน่อยก็คงไม่เป็นเช่นนี้แล้ว”
แม่นางหวังเอ่ยปลอบบุตรสาวที่ต้องรับมือกับน้องชายวัยห้าขวบที่ถามทุกอย่างอยากรู้อยากเห็นทุกเรื่องท่าทางของเขาเหมือนเครื่องตั้งคำถามตัวน้อย
“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านแม่ดีซะอีกมีนกกระจิบมาร้องข้างหูตลอด ไม่เหงาดี”
แล้วสองแม่ลูกก็หัวเราะออกมาพร้อมกันเมื่อจินตนาการถึงร่างเล็กที่กำลังอ้วนกลมเพราะได้ทานอาหารครบสามมื้อทุกวันพูดเจื้อยแจ้วเหมือนนกกระจิบ หลิวซีฮันไม่รู้ว่ามารดาและพี่สาวกำลังจินตนาการถึงตนเองอย่างไร หลังจากที่วางจานอาหารไว้บนโต๊ะในห้องโถง เขาก็ออกจากเรือนตรงไปยังเรือนที่อยู่ข้างๆ ทันที
“พี่ชายอยู่หรือไม่”
เขาเรียกเบาๆ สองสามทีจื่อรุ่ยก็เดินมาเปิดประตู เมื่อเห็นเด็กคนนี้เขาก็เลิกคิ้วมองด้วยความสงสัย
“มีอะไรหรือ”
จื่อรุ่ยถามเด็กชายตัวน้อย
“ข้ามาตามพวกท่านไปทานอาหารที่บ้านของข้า วันนี้เป็นวันเกิดอายุครบสิบห้าปีของนาง”
จื่อรุ่ยพยักหน้าจากนั้นเดินกลับเข้าไปรายงานนายเหนือหัวของตน
“หืม..วันเกิดของนางอย่างนั้นหรือ เหตุใดไม่มีผู้ใดรายงานเรื่องนี้ให้ข้าฟัง”
เสียงเย็นชาเอ่ยขึ้น องครักษ์เงาที่ทำหน้าที่รายงานออกมาจากที่ซ่อนคุกเข่าต่อหน้าเขา
“ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ”
ซีหยวนไห่หนานไม่สนใจองครักษ์เงาผู้นั้น เขารีบกลับเข้าห้องควานหาของมีค่าที่ตนเองมี แต่ดูเหมือนจะมีไม่กี่อย่างเท่านั้นและมันก็ไม่เหมาะที่จะนำไปเป็นของขวัญเอาซะเลย แล้วสายตาของเขาก็เหลือบมองมาที่เอวของตนอืม..เจ้านี่คงใช้ได้กระมัง จากนั้นเขาก็รื้อหากล่องเล็กๆ ที่พอจะใส่หยกพกของตนได้ เมื่อจื่อรุ่ยและหลิวซีฮันเดินเข้ามาพวกเขาก็ต้องตกใจกับสภาพห้องที่ดูเละเทะเหมือนพึ่งถูกโจรเข้าบุกปล้นก็มิปาน
“คุณชายขอรับท่านกำลังหาอะไรอยู่หรือ”
จื่อรุ่ยเอ่ยถามจากทางด้านหลัง ซีหยวนไห่หนานหันกลับมามองเขา จากนั้นทำนิ้วประกบกันเป็นรูปสี่เหลี่ยม
“ข้าต้องการกล่องที่งดงามสักหน่อย ขนาดเท่านี้”
จื่อรุ่ยเข้าใจในทันที เขาเดินออกไปด้านนอกสักพักจากนั้นกลับมาพร้อมกล่องไม้สลักลวดลายดอกไห่ถังบนฝากล่องยื่นให้ผู้เป็นนายดู
“กล่องขนาดเท่านี้ได้หรือไม่ขอรับ”
ซีหยวนไห่หนานรับกล่องมาดูจากนั้นนำหยกพกที่เอววางลงไป จื่อรุ่ยตกใจจนตาโตเขาไม่นึกว่าองค์ชายจะลงทุนยกหยกประจำตัวที่สลักคำว่าไห่หนานให้เป็นของขวัญแก่หญิงสาวชาวบ้านธรรมดา
“คุณชายแน่ใจว่าจะใช้หยกนี้จริงๆ หรือขอรับ”
จื่อรุ่ยถามนายเหนือหัวอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ซีหยวนไห่หนานพยักหน้าจื่อรุ่ยได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ ช่างเถอะ แม้แต่ฮ่องเต้ที่เป็นถึงผู้ครองแคว้นยังห้ามองค์ชายห้าผู้นี้มิได้ เขาที่เป็นเพียงองครักษ์เล็กๆ เท่านั้นจะทำได้อย่างไร หลิวซีฮันที่ยังยืนอยู่ในห้องมองคนนั้นทีคนนี้ทีแต่ก็ไม่มีใครสนใจเขา เมื่อรู้สึกเบื่อเขาจึงอุ้มเสี่ยวหลงเดินกลับเรือนไป