ด้านหน้าอาคารรูปทรงสี่เหลี่ยมหลังใหญ่ ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมโรมันแบบโบราณ ‘อันนา สุรธนกฤต’ อยู่ในชุดนักศึกษาสวมทับด้วยชุดครุยสีขาว ที่ปลายแขนชุดครุยขลิบริบบิ้นสีส้มหนึ่งแถบ ซึ่งเป็นสีของคณะบริหาร หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบๆ ดูผู้คนที่เดินผ่านไปมา แววตาของเธอที่มองผู้คนเหล่านั้นฉาบไว้ด้วยความอิจฉา ที่เห็นแต่ละคนถูกห้อมล้อมด้วยเพื่อนฝูงและครอบครัว ในขณะที่เธอต้องยืนเพียงลำพัง
ทั้งที่เป็นเวลาเที่ยงวัน แสงแดดสะท้อนกับพื้นคอนกรีตจนแสบตา แต่ทุกคนกลับดูยิ้มแย้มแจ่มใส เพราะกำลังสนุกอยู่กับญาติ เพื่อน หรือคนรู้จักมาร่วมแสดงความยินดี ต่างเปลี่ยนมุมถ่ายรูปกันอย่างมีความสุข
“ถ้าคุณพ่อไม่เป็นแบบนั้น วันนี้คุณพ่อก็คงมาแสดงความยินดีกับหนูใช่หรือเปล่าคะ อันคิดถึงคุณพ่อจังเลยค่ะ ตอนนี้อันเรียนจบแล้ว อันสัญญาค่ะคุณพ่อ อันจะทำทุกวิธีเพื่อรักษาบริษัทของคุณพ่อเอาไว้ให้ได้ อันเชื่อว่าวันหนึ่งคุณพ่อต้องหาย” อันนานึกถึงคนที่เธอรักมากที่สุด ตั้งแต่เล็กจนโต เพียงคนเดียวที่มอบความรักให้ก็คือพ่อของเธอ
แต่เพราะย่าของเธอเกลียดแม่ของเธอที่เป็นเพียงเด็กกำพร้า และเป็นแคดดี้สนามกอล์ฟ แต่กลับปล่อยตัวเองให้ท้องเพื่อหวังจับลูกขายคนรองของตนเอง ทำให้ตระกูล ‘สุรธนกฤต’ ตระกูลเศรษฐีเก่าแก่ที่มีธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตรครบวงจรต้องอับอาย เกลียดถึงขนาดที่ว่า ‘อุบล สุรธนกฤต’ ผู้กุมบังเ**ยน สุรธนกฤตกรุ๊ป ประกาศตัดขาด ‘อนันต์’ ลูกชายคนรองที่เอาแคดดี้สนามกอล์ฟเป็นเมีย
อนันต์ยอมให้คนเป็นแม่ตัดขาดออกจากตระกูล เพราะเลือกที่จะให้เด็กในท้องของ ‘วารี’ แคดดี้ที่ตนขั้วอยู่ตามประสาหนุ่มใหญ่อารมณ์เปลี่ยวที่เพิ่งจะเสียภรรยาไปได้ไม่นานได้มีโอกาสที่จะลืมตาดูโลก เพราะวารีประกาศกร้าวว่าหากอนันต์ไม่ยอมจดทะเบียนด้วย จะทำแท้ง ซึ่งอนันต์ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น
อันนายืนอยู่ที่เดิมพักใหญ่ ด้วยยังหวังใจว่าจะเห็นใครบางคนที่เธอรู้จักมาร่วมแสดงความยินดีบ้าง กระทั่งเห็นดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ บัณฑิตป้ายแดงก็เริ่มรู้สึกหมดหวัง
หญิงสาวก้มลงมองปกปริญญาบัตรที่ถืออยู่ในมือแล้วถอนใจ สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครมาร่วมแสดงความยินดีกับเธอเลยแม้แต่คนเดียว อย่าว่าแต่จะมา ต้องบอกว่าไม่มีใครถามถึงเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ เธอยิ้มเยาะให้กับตัวเองก่อนจะถอดชุดครุยออกมาคล้องไว้กับแขน แล้วเดินผ่านผู้คนที่กำลังมีความสุขไปด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย
‘ศุภวิช’ เจ้าของหุ่นผอมบาง ผิวขาว ใส่แว่นตาเลนส์หนา กรอบแว่นสี่เหลี่ยมสีดำเงา สีหน้านิ่งดูไร้อารมณ์ เขาไม่ได้เป็นผู้ชายที่หล่อเหลา หากแต่เป็นคนหน้าตาสะอาดสะอ้าน บุคลิกเรียบร้อย ดูสุขุม แต่ที่เป็นเสน่ห์มัดใจจนสาวๆ ต้องหลงใหลก็คือรอยยิ้มที่เป็นมิตรและจริงใจ
ทว่าน้อยคนนักที่จะได้เห็นรอยยิ้มของเขา เพราะเป็นผู้ชายที่จริงจังกับทุกๆ เรื่อง สีหน้า และแววตาของชายหนุ่มจึงดูเคร่งเครียดอยู่ตลอด เขามีบริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมายเล็กๆ และเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัทพศิวัฒน์โภคภัณฑ์ บริษัทที่ทำธุรกิจทางด้านการเกษตรครบวงจร
เจ้าของร่างผอมบางเดินออกจากลิฟต์พร้อมกับกระเช้าผลไม้ และแจกันดอกไม้สำหรับเยี่ยมไข้ ในวันนี้เขาถูกไหว้วานจาก ‘พศิน’ ประธานบริษัทพศิวัฒน์โภคภัณฑ์ ให้มาเยี่ยม ‘ย่าศรี’ หญิงสูงอายุที่บ้านอยู่ติดกันกับบ้านของแม่พศิน
ระหว่างที่เดินตรงไปยังห้องพักฟื้นของย่าศรี อีกเพียงไม่กี่ก้าวก็จะถึงห้องพักฟื้นของคนที่เป็นธุระในวันนี้แล้ว แต่ทนายความหนุ่มสะดุดตากับป้ายชื่อที่ติดอยู่หน้าห้องพักฟื้นห้องหนึ่งเข้าเสียก่อน
“อนันต์ สุรธนกฤต เจ้าของบริษัทอนันต์กิจ” เขาพึมพำกับตัวเอง ในขณะที่นึกถึงภาพความทรงจำเมื่อครั้งอดีต ศุภวิชทำงานกับ พศิวัฒน์ตั้งแต่สมัยที่พศินเริ่มจากการทำฟาร์มเล็กๆ แต่สองบุคคลสำคัญที่นับเป็นผู้มีพระคุณที่ทำให้ พศิวัฒน์ประสบความสำเร็จอย่างในทุกวันนี้ ก็คือย่าศรี และอนันต์ สุรธนกฤต
ที่ดินที่ใช้ในการสร้างฟาร์มแห่งแรกของ พศิวัฒน์ ก็คือที่ดินของทั้งสองคนนั้น ในครั้งที่ศุภวิชเสนอให้พศินหันมาจับธุรกิจการเกษตรเต็มรูปแบบ แต่บริษัทเล็กๆ อย่าง พศิวัฒน์ไม่ได้มีเงินทุนอะไรมากมาย ถ้าไม่ได้ที่ดินของย่าศรี และอนันต์ก็คงไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารมาลงทุนได้เลย
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณสิบปีก่อน ....
ศุภวิชในวัยยี่สิบต้นๆ เพิ่งจะเรียนจบทางด้านกฎหมายมาหมาดๆ กำลังนั่งคุยกับพศินในห้องประชุม “ฉันไม่เห็นด้วยนะนายวิด บริษัทเรายังมีทุนไม่มาก จะให้จับโครงการพันล้านแบบที่นายเสนอมา ฉันกลัวว่าจะเป็นการทำอะไรเกินตัว ถ้าล้ม เราอาจจะรับมือไม่ไหว ถึงย่าศรีจะให้ที่ดินมาลงทุนก่อนก็เถอะ แต่มันเป็นแค่แปลงเล็กๆ ไม่พอที่เอามาทำเป็นโครงการขนาดใหญ่แบบที่นายเสนอมาหรอก”
ศุภวิชส่งเอกสารให้พศิน “ผมลงพื้นที่เพื่อสำรวจมาแล้ว ทำให้รู้ว่าที่ดินแปลงใหญ่ที่อยู่ติดกับที่ดินของย่าศรีเป็นของบริษัทอนันต์กิจกว้านซื้อเอาไว้เพื่อเก็งกำไร เท่ากับว่าไม่จำเป็นต้องเจรจากับเจ้าของที่ดินรายย่อยอีก ผมจะลองนำโครงการไปเสนอกับบริษัทอนันต์กิจดู โดยให้เข้าเป็นผู้ร่วมลงทุน ผมคิดว่าทางนั้นน่าจะตกลง”
พศินมองศุภวิชอย่างชั่งใจ “ถ้านายดึงบริษัทอนันต์กินมาร่วมลงทุนได้ ฉันก็จะทำโครงการนี้ตามที่นายเสนอ”
ที่หน้าบริษัทอนันต์กิจ ศุภวิชยืนนิ่งเพื่อทำสมาธิ แม้เขาจะซักซ้อมคำพูดมาทั้งคืน แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าบริษัทอนันต์กิจจะร่วมลงทุนด้วย เพราะโครงการที่เขากำลังจะมานำเสนอ ก็เหมือนกับว่าพศิวัฒน์จับเสือมือเปล่า นั่นคือ พศิวัฒน์ไม่ได้ลงทุนอะไรเลย แต่จะมาขอยืมที่ดินที่บริษัทอนันต์กิจกว้านซื้อไว้เพื่อนำไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงิน
แล้วก็เป็นไปตามคาด เมื่อเขาจบการนำเสนอโครงการ นายอนันต์ดูจะไม่ให้ความสนใจเลยแม้แต่น้อย “บริษัทคุณเป็นแค่บริษัทเล็กๆ ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการทำไร่ครบวงจรขนาดใหญ่ คิดยังไงถึงได้เริ่มต้นด้วยการทำโครงการใหญ่ขนาดนี้ ผมว่ามันเกินตัวนะ”
นายอนันต์เป็นผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการอสังหาริมทรัพย์มานาน โครงการที่ศุภวิชมานำเสนอเป็นโครงการที่น่าสนใจก็จริง เน้นปริมาณเพื่อขายในราคาต่ำที่สุด ปลูกผักปลอดสารพิษเพื่อเล็งกลุ่มเป้าหมายไปที่ชนชั้นกลาง แต่ที่ไม่คิดจะร่วมลงทุนด้วย ก็เพราะพศิวัฒน์ยังไม่เคยมีประสบการณ์ทางด้านนี้มาก่อน
“เอาเป็นว่า ลองทำเป็นฟาร์มเล็กๆ เพื่อหาประสบการณ์ดูสักพักก่อนดีกว่านะ แล้วค่อยนำโครงการนี้มาเสนอผมใหม่ ยังไงที่ดินแปลงนี้ผมก็คงยังไม่คิดขายให้ใครในตอนนี้หรอก ตั้งใจจะเก็บเอาไว้ให้ลูกสาว”
“เท่าที่ผมทราบ คุณอนันต์มีลูกสาวเพียงคนเดียวใช่หรือเปล่าครับ”
“ใช่”
“ถ้าผมจะรับปากคุณอนันต์ว่า หากพศิวัฒน์ตั้งหลักได้เมื่อไหร่ ผมจะไม่มีวันทิ้งให้บริษัทอนันต์กิจต้องอยู่เพียงลำพังอย่างเด็ดขาด”
หนุ่มใหญ่สบตาคนรุ่นลูก แววตา และสีหน้าของคนหนุ่มตรงหน้าดูจริงจัง และจริงใจ “อย่าลืมที่พูดกับผมในวันนี้ก็แล้วกัน” อนันต์ลุกขึ้นกระชับมือกับหนุ่มรุ่นลูก