บทที่ 3 เปิดศึกสาวสวย

3286 Words
กลิ่นดอกเหมยลอยอวลในอากาศแผ่วเบา แสงแดดอ่อนยามสายส่องลอดม่านไม้เข้ามาเป็นริ้ว... ภายในเรือนพักเงียบสงบ มู่หรงซีนอนนิ่งอยู่บนเตียง ไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะหลังจากล้มพับไปกลางสนามรบแห่งสวนดอกไม้ กระทั่ง... "อืม..." เปลือกตานางกระพริบแผ่วเบา ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตากลมโตกระพริบถี่สองครั้งอย่างงุนงง สิ่งแรกที่เห็น... ไม่ใช่เพดาน หรือผ้าม่านสีอ่อน แต่คือ... ใบหน้าของชายผู้หนึ่ง ที่นั่งนิ่งอยู่ข้างเตียง ...และใบหน้านั้น หล่อมาก... มากแบบ...บาปมากกกก โครงหน้าคมกริบรับกับดวงตาเรียวแฝงแววเย็นเฉียบ คิ้วเข้มดั่งขีดพู่กันจงใจ และจมูกโด่งเป็นสันอย่างสมบูรณ์แบบ ผิวขาวราวหิมะ ดุจเทพเซียนเดินหลุดออกมาจากความฝันของหญิงสาวทั่วหล้า "เจ้าฟื้นแล้ว" เสียงทุ้มนั้นกล่าวเรียบๆ ไม่มีความอ่อนโยน แต่ก็ไม่ใช่ความเย็นชา... เป็นน้ำเสียงของคนที่ไม่ถนัดพูดกับคน มู่หรงซีมองเขาอย่างงงๆ อ้าปากแล้วหุบ หุบแล้วอ้า จนเขาเลิกคิ้วใส่นางนิดหน่อย "ขอบคุณนะเพคะ..." เสียงนางแหบเล็กน้อยแต่ยังไม่ทิ้งความแซ่บ "หากไม่ใช่ท่านเข้ามา... ข้าอาจโดนตบจนอัปเกรดไปเป็นวิญญาณขั้นห้าแล้วก็ได้" เวินหลานยังคงนิ่ง แต่ในแววตาเหมือนมีประกายขำเล็กๆ วาบขึ้น ก่อนจะหายไปในพริบตา มู่หรงซีจ้องเขาอีกครั้ง คราวนี้... นานขึ้น ก่อนจะเอนหน้าหาเขาเล็กน้อย แล้วพึมพำอย่างจริงจังว่า... "พระเจ้า ท่านองครักษ์ผู้นี้สิ ที่ควรเป็นสามีข้า ไม่ใช่ตาฮ่องเต้นั่น" ฉินเวินหลานเบิกตานิดๆ มู่หรงซียังไม่หยุด "หน้าตาแบบนี้ เสียงแบบนี้ กล้ามเนื้อที่ข้าพอจะเห็นผ่านเสื้อแบบนั้นอีก อ่า... เซียนชัดๆ! เซียนเทพพพพ! ท่านควรย้ายมาอยู่ตำหนักข้านะสุดหล่อ!" เขายังไม่ทันได้ตั้งตัวดีๆ มู่หรงซีก็พึมพำต่อเหมือนละเมอ "ข้าจะเอาท่านไปแต่งเป็นสามีในจินตนาการแทนฮ่องเต้เย็นชาอะไรนั่น... ฮือ ท่านช่างดีเกินไปสำหรับโลกนี้..." เวินหลานตาโตเล็กน้อย ก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะเบาๆ แบบกลั้นไม่อยู่ ก่อนที่นางจะพูดมากไปกว่านี่ นิ้วมือหนาก็ยื่นออกมาปิดปากนางไว้ในทันที "เจ้ามันน่าไม่อายจริงๆ" เขาพึมพำใส่ใบหน้านาง ดวงตาคมคู่นั้นมองต่ำลงมาพร้อมแววเอือมแบบปิดไม่มิด "พูดเรื่องแบบนี้ออกมาต่อหน้าข้า... เจ้าช่าง..." เจ้าช่าง... แล้วเขาก็ไม่พูดต่อ ดึงมือกลับ และลุกขึ้น “หายดีเมื่อใด ค่อยกลับตำหนัก อย่าสร้างเรื่องอีก เข้าใจไหม?” "ท่านจะไปแล้วหรือ?" มู่หรงซีถามเสียงอ่อย "ข้าไม่กล้าอยู่ต่อ เจ้าจะเอาข้าห่มผ้าให้หรืออย่างไร?" เขาเลิกคิ้วมองลงมา ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป ทิ้งกลิ่นกายหอมจางๆ ไว้ให้ใจระทวย ไม่ทันไร... “คุณหนู! คุณหนูของข้า!! ไม่สิๆ พระสนมเพคะ!” เสียงของหยูเหมยดังลั่น พุ่งเข้ามาราวพายุ นางหน้าซีดเหงื่อแตกพล่านจนดูเหมือนเพิ่งวิ่งหนีเสือมา “เพคะ! ท่านมีสภาพเหมือนโดนม้าเหยียบมาเลย! ส่วนพระสนมซูเว่ยหลันนั่น...ตาก็ปูดราวกับเพิ่งไปพ่ายตีกลองมาจากไหน!” มู่หรงซีหัวเราะแห้ง “ข้ารอดเพราะชายหล่อคนนั้น... เขาชื่ออะไรนะ... เวิน...เวิน...?” หยูเหมยตาโตจวนจะหลุดออกจากเบ้า “นั่นหัวหน้าองครักษ์เวินหลานเพคะ! บุรุษในฝันของสตรีทั้งวัง! คนที่ไม่เคยชายตามองหญิงใดเลย!” “...วันนี้พระสนมเกือบจะลากเขาเข้าตำหนัก...” นางพึมพำเบาๆ สีหน้าว่างเปล่าเหมือนวิญญาณหลุด มู่หรงซียิ้มเหม่อ แก้มแต้มสีชมพูราวคนมีไข้ “โอ้... หัวหน้าเวินหลาน... ท่านช่างหล่อบาดใจเหลือเกิน...” และแล้วเสียงกระซิบกระซาบก็ลามเร็วราวไฟลามทุ่งยามแล้ง ข่าวฉาวของสนมขั้นแปดผู้ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ตบกับสนมขั้นหกกลางสวน เหมือนแม่ค้าแย่งซื้อผักยามตลาดเช้า มู่หรงซี ตบกับซูเว่ยหลัน!!! ทว่า...ข่าวยังไม่ทันผ่านขั้นตอนกรองจากขันที ก็หลุดรอดไปถึงหูไทเฮาราวกับติดปีกบิน ณ พระตำหนักเฉียนฉือกง “เรียกทั้งสองนางมาพบข้า... ทันที” เสียงของไทเฮานิ่งเย็น ดุจสายน้ำแข็งไหลเฉือนผ่านผิวน้ำในฤดูหนาว ไม่นาน สนมขั้นหกซูเว่ยหลันในฉลองพระองค์สีม่วงเข้มงดงามราวราชินีมังกร และมู่หรงซีในสภาพเกือบฟกช้ำ แม้จะพยายามปัดแป้งกลบเกลื่อนสุดฤทธิ์ ก็ยืนเคียงกันอย่างตึงเครียดเบื้องหน้าบัลลังก์ของไทเฮา ภายในตำหนักเงียบกริบ ราวสรวงสวรรค์หยุดหายใจ มู่หรงซีแอบเหลือบมองซูเว่ยหลันซึ่งมีตาบวมปูดคล้ายโดนผึ้งต่อย แค่เห็นก็รู้สึก... สะใจเบาๆ ซูเว่ยหลันเองก็มองกลับมาเช่นกันหากสายตาสามารถฆ่าได้ ตำหนักแห่งนี้คงกลายเป็นสุสานไปแล้ว สนมอีกหลายคนก็ถูกเชิญมาร่วมชมฉากเด็ด “ข้าได้ยินเรื่อง... สนุกนัก” ไทเฮาเริ่มกล่าว เสียงเรียบแต่เฉือนลึก ดวงเนตรเยียบเย็นกวาดมองสองนาง “ตบกันในสวนดอกไม้... ฝ่ายในของวังหลวง กลายเป็นสนามประลองไปแล้วกระมัง?” ซูเว่ยหลันรีบคุกเข่าลง “ไทเฮาเพคะ หม่อมฉันมิได้ตั้งใจ เพียงแค่...” “เพียงแค่เห็นต้ากวนขั้นแปดไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เลยคิดจะ ‘สั่งสอน’ ใช่หรือไม่?” ไทเฮาแทรกขึ้น เสียงปนรอยยิ้มเย็นยะเยือก ราวมีดที่แช่ในน้ำแข็ง มู่หรงซีเลิกคิ้วสูง ไม่ไหวหวั่น แม้คนในห้องจะมาก แต่นางก็เชิดหน้ารับลม “หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะไทเฮา... หม่อมฉันไม่รู้ว่าในสวนหลังวังมีสนมขั้นหกผู้ใช้มือแทนคำพูด” “เจ้า!” ซูเว่ยหลันหันขวับ แววตาเดือดปุดจนแทบพ่นไฟ ปัง! ไม้เท้าของไทเฮากระแทกลงกับพื้น กึกก้องราวฟ้าผ่ากลางลานหยก “พอได้แล้ว!” ดวงตาของไทเฮาเปล่งแสงเย็นเฉียบ “มู่หรงซี... ข้าได้ยินมาว่าเจ้าหาเรื่อง? หรือเจ้าสติไม่ดี ถึงกล้าเล่นกับไฟแห่งวังหลัง?” มู่หรงซีก้าวขึ้นหนึ่งก้าว เสียงยังคงสงบแต่มั่นคง “หม่อมฉันอาจเป็นเพียงสนมขั้นแปด... แต่ในวังที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บ หากไม่ป้องกันตนเอง ก็คงไม่มีวันอยู่รอดเพคะ” เสียงสูดหายใจดังขึ้นเป็นระลอกจากเหล่าสนมข้างบัลลังก์ ซูเว่ยหลันกัดฟันแน่นจนสันกรามขึ้น ขณะไทเฮาจ้องมู่หรงซีแน่วนิ่ง ก่อนจะหัวเราะแผ่วเบา... “หึ... หน้าตาดี มีไฟในตัว... แต่เจ้าเอ๋ย วังหลังไม่ใช่ที่ให้คน ‘มีไฟ’ อยู่รอดได้หรอก” ทันใดนั้น... เสียงกระซิบกระซาบก็ดังขึ้นเบาๆ ในหมู่สนม “ซูเฟยก็แค่หวังดี...” “นางอาจถูกยั่วยุก่อนก็ได้เพคะ...” เสียงเหล่านั้นแผ่วบางแต่เจาะลึกราวเข็มทองเล่มจิ๋วเข้ามาในใจ ต่างก็เปล่งเสียงนุ่มนวล ราวจะไถ่โทษให้นางผู้ตาปูด และยิ่งเสียดแทงให้มู่หรงซีกลายเป็นผู้ร้ายกลางพระตำหนัก แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น "หม่อมฉันเห็นว่า เรื่องนี้คงเกิดจากความเข้าใจผิดเพคะไทเฮา..." หลี่ฮวา รองกุ้ยเฟยในชุดสีชมพูอ่อนประดับอัญมณีระยับ ก้าวออกมาเบาๆ ราวผีเสื้อโบยบิน "พระสนมมู่หรงซีเพิ่งเข้าวัง ยังไม่รู้ระเบียบดีพอ ซูเฟยเองก็เป็นผู้มีเมตตา... หากมู่หรงซีได้เรียนรู้จากนางบ้าง คงกลายเป็นสนมที่ดีได้ในอนาคตเพคะ" เสียงนั้นนุ่มนวล รอยยิ้มละมุนดั่งน้ำนม… แต่ใครฟังก็รู้ว่ามีน้ำกรดละลายอยู่ข้างใน มู่หรงซีเลิกคิ้วมองนาง ก่อนเอ่ยเสียงใส “หม่อมฉันซาบซึ้งในเมตตาของรองกุ้ยเฟยยิ่งนักเพคะ..." หยุดเว้นช่วงนิด ก่อนแสร้งโน้มตัวเล็กน้อย "...หากแต่ว่าหม่อมฉันไม่มั่นใจว่า การ ‘เรียนรู้’ ที่ว่านั่น ต้องเริ่มจากการถูกตบหน้าหรือไม่?” เสียงอุทานเบาๆ ดังจากบางมุม ขณะที่หลี่ฮวายังคงยิ้มไว้ได้... แต่รอยยิ้มงดงามนั้น ก็สั่นไหวราวกระจกแตกร้าว ไทเฮาหัวเราะแผ่วอีกครั้ง คราวนี้เสียงนั้นฟังคล้ายลมหนาวที่พัดผ่านฮวงซุ้ยโบราณ “เจ้าปากไวเกินตัวนัก มู่หรงซี...” นางกระแทกไม้เท้าอีกครา ดวงตาเรียบนิ่ง “ตั้งแต่วันนี้... ข้าสั่งให้เจ้าถูกกักบริเวณที่ตำหนักอวี้หลาน ห้ามออกนอกตำหนักโดยมิได้รับอนุญาต จนกว่าจะมีคำสั่งใหม่!” เสียงทุ้มหนักของไทเฮาดังชัด ราวคำพิพากษาสวรรค์ “เพคะ... ไทเฮา” มู่หรงซีค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ช้า… แต่ชัด… ก่อนจะเอ่ยเสียงนุ่ม ทว่าเจือร้อนแรงดั่งพลุดอกไม้ไฟที่จุดในค่ำคืนตรุษจีน “หม่อมฉันขอขอบพระทัยสนมหลี่ฮวาเพคะ... ที่เอื้อเฟื้อความกรุณาเสมือนแม่น้ำอันไหลลึก” คำพูดนั้นราบเรียบแต่บาดลึก หลี่ฮวาหรี่ตา รอยยิ้มจางลงนิด ก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงนุ่มนวลเหมือนกระจกเงาที่กำลังจะร้าว “แค่แม่น้ำคงไม่พอ... คงต้องเป็นน้ำในบ่อบัว… ที่มีปลิงซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำเสียมากกว่าเพคะ” เสียงรอบห้องเงียบวูบ ความตึงเครียดแผ่ซ่านราวหมอกยามรุ่งสางในตำหนักต้องห้าม แต่ยังไม่จบ มู่หรงซียิ้มบาง ราวกลีบบุปผาที่กำลังเบ่งบานในฤดูหนาว แล้วเอ่ยต่อด้วยเสียงใสกังวาน “หม่อมฉันเพียงนึกชมชอบเพคะ ว่าสนมหลี่ฮวามีความสามารถในการกล่าวคำว่าปราณี... โดยไม่ต้องออกแรงปราณีเลยแม้แต่น้อย” เสียงสูดลมหายใจจากเหล่าสนมดังกระหึ่ม เหมือนลมวูบก่อนพายุใหญ่ “ภาษากล่าวเช่นนี้ เขาเรียกว่าดอกไม้ในมือ แต่มีมีดซ่อนไว้ในแขนเสื้อกระมัง?” หลี่ฮวาหน้าตึงขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงรอยยิ้มไว้แนบเนียน “ข้าก็เพียงห่วงเจ้าเท่านั้น มู่หรงซี... กลัวว่าเจ้าจะพลาดท่าจนกลายเป็นสนมลืมตัวไปเสียก่อน” มู่หรงซีปรายตามองด้วยสายตาเย็นชานิ่งเฉียบ ก่อนเอ่ยตอบเบาๆ ทว่าเฉือนลึกยิ่งกว่ามีดสลักหยก “หม่อมฉันลืมตัวหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าผู้มอง... มี ‘สติ’ หรือเปล่าเพคะ” ปัง! เสียงพัดในมือหลี่ฮวาปิดกระแทกแน่น ราวกับเก็บกลิ่นเลือดไม่ทัน แต่ไทเฮายังคงสงบ... ดั่งแม่น้ำในฤดูหนาว นางยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ ดวงเนตรคมราวตัดกระจก “พอแล้ว” ไทเฮาเอ่ยเสียงเรียบ “โทษก็ลงไปแล้ว เหลือแต่พวกเจ้า… จะจำอะไรได้บ้างจากวันนี้” เหล่าสนมทั้งตำหนักพากันค้อมศีรษะเงียบกริบ ขณะที่มู่หรงซียิ้มหวาน ยิ้มของคนที่รู้ตัวดีว่าเพิ่งโยนหินก้อนโตใส่กลางสระดอกบัว... แล้วปล่อยให้คลื่นวงใหญ่กระเพื่อมต่อไปเอง นางหมุนตัวกลับอย่างงดงาม เดินออกจากตำหนักเฉียนฉือกงอย่างผู้มีชัยในสมรภูมิแห่งคำ ทว่า... เมื่อพ้นสายตาทุกคนแล้ว... มู่หรงซีก็เงยหน้าขึ้นฟ้าอย่างสิ้นเรี่ยวแรง แล้วเอามือตบอกตัวเองเบาๆ พลางพึมพำ “โอย…แม่เจ้า... ข้าจะตายเอาแบบยังไม่ได้กินขาหมูพะโล้แน่ๆ!” ค่ำคืนนั้น... แสงจันทร์สาดผ่านม่านเมฆบางเบา มู่หรงซีคิดจะหนี นางไม่อยากอยู่ในวังหลวงอีกต่อไปแล้วที่นี่อันตรายเกินกว่าจะฝากชีวิตไว้ หากไม่อาจกลับโลกเดิมได้ อย่างน้อยก็ต้องหาทางเอาตัวรอดให้ได้ในโลกนี้ นางย่องแอบออกจากตำหนักในชุดนอนบางเบา... เบาราวกับความผิดที่ยังไม่ถูกจับได้ “วังนี่ใหญ่เป็นบ้า... ทำไมไม่มีแผนที่ให้เดินกันนะ?” นางพึมพำพลางกะเผลกไปอย่างเบา ๆ (ขานั้นยังระบมจากศึกตบกับซูเว่ยหลันแต่แรงฮึดอยากหนีมันชนะทุกสังขาร) แสงจันทร์สะท้อนผ่านพื้นหินขาว นำทางนางลัดเลาะผ่านแนวต้นไผ่เรื่อยไป... จนกระทั่ง “โอ้โห... หล่อเป็นบ้า” นางเกือบเดินชนต้นไผ่ เพราะมัวแต่มองชายหนุ่มในชุดคลุมกลางคืนสีดำปักลายทอง ยืนพิงราวระเบียงบัวชมจันทร์ราวภาพฝัน เส้นผมยาวสีหมึกปลิวเบา ๆ ตามสายลม ริมฝีปากบางเฉียบกับจมูกโด่งคมราวเทพหยก ...และดวงตานิ่งลึกที่มองจันทร์ราวกับมองผ่านไปถึงขอบฟ้า เขา... หล่อจนใจเต้นพลาดจังหวะ! “เจ้ามาทำอะไรที่นี่?” เสียงทุ้มต่ำทว่าแน่นิ่งดังขึ้น โดยที่เขาไม่แม้แต่จะหันมามอง “เอ่อ... ข้าแค่เดินเล่นเพคะ... สวนกลางคืนอากาศดีเหลือเกินเพคะ ฮะๆ ...” เสียงหัวเราะแห้ง ๆ ของนาง ทำเอาต้นไม้ข้างทางเขินแทน เขาหันกลับมาช้า ๆ ดวงตาสีนิลคู่นั้นมองตรงมาอย่างเฉียบคม “เจ้าถูกกักบริเวณไม่ใช่หรือ?” มู่หรงซีเบิกตากว้างราวลูกหมาที่เพิ่งโดนจับได้ว่าขโมยปลาทู “ใครมัน... โอ้ย! ใครมันปากมากเพคะ!?” “ไป๋หยาง ขันทีคนสนิทของข้าเล่าให้ฟัง ข้ากำลังจะเรียกทหารไปลากตัวเจ้ากลับตำหนัก... แต่ข้าก็อยากเห็นกับตาว่า สนมที่กล้ามีเรื่องกับหลี่ฮวา ยังกล้าหนีออกจากตำหนักกลางดึกอีกหรือไม่” มู่หรงซีหลุดหัวเราะเบา ๆ... ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ขององค์ฮ่องเต้ตรง ๆ ไม่มีความกลัว ไม่มีความเกรง ...มีแต่หัวใจที่เต้นระส่ำกับใบหน้าอันหล่อเหลาราวภาพวาดนั้น “ฝ่าบาท... พระองค์งามมากเพคะ ยิ่งยามจันทร์สาดต้องพระพักตร์เช่นนี้ ยิ่งดูคล้ายบุรุษในความฝันของหม่อมฉันเลยเพคะ” หลงอวี้หานชะงัก กะพริบตาช้า ๆ “…ว่าอย่างไรนะ?” มู่หรงซีจ้องหน้าเขา ก่อนจะชี้ปลายนิ้วไปที่เขาแบบไม่กลัวตาย “องค์ฮ่องเต้เพคะ… พระองค์ควรจะเป็นสามีของหม่อมฉันเพียงผู้เดียว ไม่ใช่สามีของวังหลังทั้งวังแบบนี้!” (โอ้โห! ปากนางไปไกลกว่าสระบัวแล้ว!) หลงอวี้หานแทบจะเอามือกุมหน้าผาก “เจ้ามัน… น่าไม่อายจริง ๆ!” “หม่อมฉันเรียกมันว่า ‘กล้าพูดในสิ่งที่ใจคิด’ เพคะ” นางตอบหน้าตาย ก่อนจะยิ้มกว้างเสียจนดวงจันทร์อยากมีปากจะร้องเตือน “กลับตำหนักไปซะ ก่อนที่ข้าจะสั่งให้เฆี่ยนเจ้าเสียตรงนี้” เสียงเขานิ่ง ราบเรียบดั่งสายน้ำแข็ง... แต่จู่ ๆ เขาก็เอื้อมมือกระชากแขนนางอย่างรวดเร็ว! “เดี๋ยวสิ! ฝ่าบาท!!” มู่หรงซีถูกดึงเข้าไปจนแผงอกเขาชิดแนบตัว กลิ่นจันทร์อ่อน ๆ เจือกลิ่นหมึกจากชุดคลุมบุรุษแตะจมูกนาง รู้สึกอบอุ่นอย่างไม่น่าไว้ใจ “อย่าโวยวาย” เขากระซิบชิดข้างหู ลมหายใจเป่ารดจนขนอ่อนลุกชัน ทันใดนั้น... ฝีเท้าเบา ๆ ดังใกล้เข้ามา เสียงหัวเราะของนางในลอดพุ่มไม้มาเป็นจังหวะ “หึ... ข้าว่าแล้วเชียว นางมู่หรงซีต้องแอบหนีกักบริเวณแน่ ๆ!” เสียงแหลมของซูเว่ยหลันดังขึ้น พร้อมเสียงฝีเท้าบ่าวสาวอีกหลายคนเดินตามหลัง มู่หรงซีตัวแข็งเป็นแท่งไม้ หัวใจเต้นระส่ำ ไม่ใช่เพราะกลัวถูกจับได้... แต่เพราะฮ่องเต้... กำลังโอบกอดนางไว้แน่นราวเป็นโล่กันภัย “เจ้าทำอะไรอยู่ตรงนี้?” เขากระซิบเบา ๆ “ข้า... ข้า... กำลังหลบภัยเพคะ” นางตอบเสียงสั่น หลงอวี้หานถอนหายใจยาว โน้มตัวลงกระซิบข้างหูอีกครั้ง “ถ้ารอดไปได้... เจ้าเป็นหนี้ข้า” และแล้ว... ซูเว่ยหลันก็เดินเลยพุ่มไม้ไป โดยไม่หันมามองแม้แต่น้อย ภายในตำหนักอวี้หลาน หลังจากที่องค์ฮ่องเต้พาสนมขั้นแปดกลับมาส่งด้วยพระองค์เอง มู่หรงซีก็ทิ้งตัวนั่งลงบนเบาะนุ่มทันที แล้วโพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงอัดอั้นปนเอือมระอา “ข้าไม่อยากอยู่ในวังอีกแล้วเพคะ!” หลงอวี้หานเลิกคิ้ว ก่อนถามเสียงเรียบ “เพราะเหตุใด?” "ข้าอยากมีสามีแค่คนเดียว ไม่ใช่ต้องมานั่งแบ่งให้คนทั้งตำหนัก!" "แถมยังต้องกลัวว่าจะโดนวางยา ตบหน้า หรือลื่นตายในอ่างอาบน้ำทุกวินาที!" เขาสูดลมหายใจเข้า... ก่อนพึมพำเหมือนพูดกับตัวเอง “เจ้ามัน... น่าปวดหัวจริง ๆ” แต่แล้วเขากลับเดินเข้าไปใกล้จนแทบยืนอยู่ตรงหน้า ดวงตานิ่งลึกคู่นั้นมองตรงลงมา “แต่เจ้าก็ไม่เหมือนใคร” มู่หรงซีชะงัก “นั่นแหละเพคะ... ไม่เหมือนจนเกือบตายอยู่แล้ว!” ภายนอกตำหนักอวี้หลาน ขณะที่เสียงเถียงกันเบา ๆ ระหว่างบุรุษผู้เป็นจักรพรรดิ กับสนมชั้นต่ำที่สุดในวังหลังค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นกระซิบกระซาบ และแววตาท้าทายที่สบกันในระยะอันตราย... นอกหน้าต่าง... สองเงาร่างแนบติดผนังหินจนเกือบจะกลืนเป็นเนื้อเดียว “ข้ารู้แล้ว!” เสียงซูเว่ยหลันเบ่งเบาอย่างตื่นเต้น “ที่แท้นางมีชู้! ขนาดโดนกักบริเวณ นางยังกล้าพาผู้ชายเข้าตำหนัก!” บ่าวสาวข้างกายพยักหน้าเร็วจี๋ “ข้าก็ได้ยิน... เขาว่ากำลังจะตาย! นี่มันต้องทำเรื่องชู้สาวอยู่แน่ ๆ!” ซูเว่ยหลันกัดฟัน “ไป! ไปตามพวกสนมมา! เปิดประตูคาหนังคาเขาา!!” ปัง!! ประตูตำหนักอวี้หลานถูกกระชากเปิดด้วยพลังแห่งความเผือกอันแรงกล้า สนมสาวหน้าเหี้ยมแถวหน้าของวังหลัง ทั้งซูเว่ยหลัน จินอี้เฟย และหลี่ฮวา ต่างกรูกันเข้ามา ...แต่ภาพที่พวกนางเห็น กลับทำให้โลกหยุดหมุนชั่วขณะ องค์ฮ่องเต้ หลงอวี้หาน ยืนหลังตรง ประทับอยู่กลางตำหนักอย่างสง่างามราวเทพเจ้า ข้างหน้า มู่หรงซี สนมขั้นแปดยืนหน้าซีด แต่กลับไม่แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ซูเว่ยหลันหน้าเสียทันที ริมฝีปากสั่นระริก “ฝะ... ฝ่าบาท?” เสียงเย็นยะเยือกดังขึ้นราวพายุหิมะตัดตรง “เหตุใดพวกเจ้าจึงบุกเข้ามาในตำหนักนี้ โดยมิได้รับอนุญาต?” คำถามนี้ดังกระแทกกลางหัวใจของสนมทุกนาง ใบหน้าพวกนางซีดเผือดราวถูกสาดน้ำแข็ง รู้ตัวทันทีว่ากำลังทำลายกฎวังหลวงขั้นร้ายแรง จินอี้เฟยกัดฟันแน่น ดวงตาเปล่งวาวราวจะกินเลือด หลี่ฮวาเบือนหน้า กลั้นอารมณ์ไม่อยู่จนปลายเล็บจิกแน่นกับแขนเสื้อ แต่ท่ามกลางพายุสายตานั้น มู่หรงซีกลับยิ้มหวาน รอยยิ้มของนาง... หวานเสียจนแสบตาคนรอบข้าง “บังเอิญเพคะ... หม่อมฉันกับฝ่าบาท กำลังคุยเรื่อง... ดวงจันทร์อยู่พอดี” เสียงนางไพเราะราวน้ำนมสด แต่น้ำเสียงประชดประชันข้นยิ่งกว่าชาเขียวชงเข้ม ก่อนจะปรายตามองซูเว่ยหลัน “แต่บางคน... คงอยากเห็นข้าตายมากกว่าเห็นจันทร์กระมัง?” จินอี้เฟยกำมือแน่นจนเส้นเลือดปูด “ตำหนักนี้... สนมชั้นแปด ไม่มีสิทธิ์ใกล้ชิดฝ่าบาทถึงเพียงนี้!” แต่ยังไม่ทันที่ใครจะได้กล่าวอะไรต่อ เสียงเข้มของหลงอวี้หานก็แทรกขึ้นอย่างเฉียบคม “นับแต่นี้... มู่หรงซี เลื่อนขั้นเป็น ‘ผิน’ ชั้นที่ห้า” “เพิ่มบ่าวรับใช้อีกสิบคน และย้ายตำหนักไปยังตำหนักหลินสุ่ยริมทะเลสาบด้านตะวันออก” “ตำหนักนั้นว่างมานาน... ข้าคิดว่าเหมาะสม” ตึง! โลกทั้งใบของสนมทั้งวัง... เหมือนถูกเขย่าจนรากฐานสั่นสะเทือน ขึ้นเป็นผินแบบงง ๆ ?? มีตำหนักริมทะเลสาบ?? ฮ่องเต้บ้าไปแล้วหรือ!? มู่หรงซีก้มหน้าลงเล็กน้อย... ซ่อนรอยยิ้มที่แทบจะระเบิดออกมา หัวใจของนางเต้นแรงราวกับเพิ่งวิ่งหนีหมา ...แต่ครั้งนี้ มันไม่ใช่เพราะความกลัว มันคือ... ความสะใจ!
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD