เสียงไวโอลินคลอแผ่ว ราวกับจะปลอบประโลมหัวใจใครบางคนที่แหลกละเอียดร่วงลงพื้น งานแต่งงานริมสระน้ำช่างงดงามดุจความฝันสำหรับคนอื่น แต่ไม่ใช่กับเธอ
ในมุมอับสุดของงาน ริมเงาเสาไฟที่สะท้อนบนน้ำ หญิงสาวคนหนึ่งยกแก้วไวน์ขึ้นกรอกปากราวกับกำลังดื่มน้ำเปล่าแก้กระหาย
แก้วที่ห้า? หรือสิบ? ไม่มีใครแน่ใจ เพราะเลขมันเริ่มเบลอไปพร้อมกับสติของเธอ
"ยินดีด้วยนะ..." เธอพูดพร่าเสียงแหบพร่าแซมแอลกอฮอล์ "...แต่งไปคนที่สี่แล้วนี่ใช่มั้ย...คนที่สี่..."
ไม่มีใครได้ยิน ไม่มีใครสนใจ เพราะเพื่อนเจ้าสาวอีกสามคนกำลังช่วยกันหามเธออย่างทุลักทุเลเหมือนจะย้ายหุ่นยนต์ที่ขัดข้อง
หญิงสาวหน้าหวาน ผมยาวสลวยที่ตอนนี้พันกันยุ่งเหยิงเหมือนพายุผ่าน โดนจับพยุงแต่เธอก็ยังล้มคว่ำอีกเป็นรอบที่สาม
เธอคือ "พิมดาว" อายุสามสิบหมาดๆ ยังเห็นภาพเค้กวันเกิดในหัว แต่สิ่งที่ได้มาแทนของขวัญคือคำถามปักอก
“เมื่อไหร่จะมีแฟนซักทีอ่ะดาว?”
โอ๊ย พ่อคุณ นั่นคือจุดจบของไวน์แดงขวดที่สองแบบไม่ต้องสงสัย
"ทุกคนมีสามีกันหมดแล้ว ทำไมเรายังไม่มีวะ!" เธอฟาดโต๊ะเสียงดังกลางงาน
เสียงเพลงหวานสะดุดเหมือนดีเจมือสั่น ทุกสายตาหันมอง...
"ซิงนะเว้ย! ยังซิงอยู่เลยเว้ยยยย!" พิมดาวประกาศก้อง ท่ามกลางกลีบกุหลาบและแสงเทียนรอบตัว
พระเจ้าอาจจะเอามือกุมขมับ แล้วถอนหายใจว่า 'อีกแล้วเหรอลูกกก'
เพื่อนเจ้าสาวหน้าเหวอ แต่ก็ยังพยายามช่วยกันลากขา ลากแขนพิมพ์ดาวออกจากโซนความพินาศ ทว่าเธอกลับแข็งแรงเหมือนบอดี้การ์ดใส่เกราะ
ไวน์แดงในมือแน่นหนึบจนเหมือนส่วนหนึ่งของร่างกาย
"ฉันขอสามีสักคน...แค่คนเดียวก็พอ!...แบบหล่อๆ หน่อย..." เสียงเธอขาดห้วง ขวดไวน์หลุดมือ ดวงตาหรี่ลงอย่างเชื่องช้า...
แล้วเธอก็วูบไป ในอ้อมแขนของพี่รปภ. หน้าตานิ่งขรึมที่ไม่คิดว่าวันนี้จะต้องอุ้มหญิงสาวเมาเละออกจากงานแต่ง
เสียง “อื้อ...” เบา ๆ เล็ดลอดจากริมฝีปากที่แห้งผากของหญิงสาว ร่างบนเตียงใหญ่พลิกตัวช้า ๆ ขณะที่ความรู้สึกหนักหัวระดับสิบถาโถมเหมือนโดนรถสิบล้อบวกเทรลเลอร์คันยักษ์เหยียบซ้ำอย่างไร้ความปรานี
กลิ่นไม้หอมแปลกประหลาดลอยโชยมา ตามด้วยกลิ่นสมุนไพรจาง ๆ และสัมผัสของผ้าไหมลื่นมืออย่างกับเอานิ้วถูหน้าดาราเกาหลี
ลวดลายบนผ้า…ละเอียดเว่อร์ จนเธอแน่ใจว่า…ไม่มีทางมีขายใน Shopee แน่นอน
สาวไทยผู้เมาเละที่ชื่อ “พิมดาว” ขมวดคิ้ว ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า แสงแดดอ่อนลอดผ่านม่านโปร่งสีทองอร่ามเหมือนหลุดเข้าโฆษณาน้ำยาปรับผ้านุ่ม
เพดานไม้แกะลายจีนโบราณ เฟอร์นิเจอร์ไม้ ลายมังกร
เสียงน้ำไหลเบา ๆ จากด้านนอกที่ไม่ใช่เครื่องกรองอากาศ
"...เดี๋ยวนะ..." เธอพึมพำแล้วเด้งตัวลุกพรวด
"...นี่มันไม่ใช่คอนโดชั้นสิบสอง!!!"
เสียงของเธอดังลั่นจนแม้แต่กระถางธูปมุมห้องยังสั่นสะท้าน
ผ้าห่มผืนหรูหล่นจากตัว เผยให้เห็นว่าร่างกายเธอถูกจับสวมชุดจีนโบราณแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์!
“เห้ยยยยยยยยย!!!”
เธอร้องลั่นแล้วรีบยกมือจับผมตัวเองที่ถูกรวบขึ้นอย่างประณีตเหมือนมีช่างจากรายการแต่งหน้าในชีวิตจริงมาเซ็ตไว้ก่อนตื่น
“ไอพวกเพื่อนชั่ววววววววว!!! พวกแกจับฉันมาเล่นละครย้อนยุคใช่มั้ย!!! ฮะ!!! เอากล้องออกมาเดี๋ยวนี้!!!”
ร่างบางตะโกนพลางทุบประตูไม้บานหนา
แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ
มีเพียงเสียงนกร้องกับม่านที่ปลิวไหวตอบแบบแสนจะไม่มีน้ำใจ
หญิงสาวเหลียวมองซ้ายขวา ดวงตาแวววาว
ก่อนจะคว้าแจกันบนโต๊ะหมายจะปาใส่คนตัดต่อมุกนี้ แต่พอยกขึ้นก็ต้องสบถ
“โห้ยย หนักเหมือนปั้นจากหินอ่อนสิบตัน!!”
ไม่มีทีมงาน ไม่มีไฟสตู ไม่มีเพื่อนแกล้ง มีแต่ความเงียบอันน่าอึดอัด
“นี่มันไม่ใช่ฉากถ่ายซีรีส์ใช่ไหม!?”
เธอนั่งแปะลงกับพื้นอย่างหมดแรง น้ำตารื้นกลัวก็กลัว งงก็งง
จะร้องก็ไม่สุด จะอ้วกก็ไม่ออก “ฉันแค่เมา! ฉันขอสามีแค่คนเดียว! ไม่ได้ขอข้ามมิติสักหน่อยยย!!”
แล้วในจังหวะนั้นเอง...
เสียงฝีเท้าเงียบกริบดังใกล้เข้ามา ม่านโปร่งเบื้องหน้าแหวกออกอย่างนุ่มนวล ก่อนจะปรากฎร่างบุรุษผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในห้อง
เขาสวมชุดมังกรทองเสริมลวดลาย ละเอียดทุกฝีด้าย เส้นผมสีดำยาวถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อย
ใบหน้า…หล่อแบบหล่อ! หล่อแบบที่ทำให้เธอแทบหยุดหายใจ ตาเขาคม เย็น ราวกับน้ำแข็งพันปี
“เจ้ากำลังอาละวาดเพราะสิ่งใด?” น้ำเสียงเขานิ่ง นิ่งจนอากาศรอบห้องเย็นวาบลงอย่างฉับพลัน
มู่หรงซีเบิกตากว้างเหมือนลูกโลกโลกที่เพิ่งโดนขว้างใส่หัว
หญิงสาวกลืนน้ำลายลงไปทั้งก้อน
"...พระเอกซีรีส์เหรอ!?" พูดจบเธอก็ยื่นมือไปจิ้มแก้มเขาเบา ๆ
ผิวแก้ม...อุ่น เนื้อแน่น...ไม่ปลอม ก่อนจะมีการตอบสนอง!
“ทำอะไรของเจ้า…” เสียงเขาตอบเบา ๆ ด้วยคิ้วขมวดเล็กน้อย
มู่หรงซีสะดุ้งเฮือก
“อ้าว...ไม่ใช่หุ่น!!??”
เธอหันควับมองรอบห้องอย่างบ้าคลั่ง แล้วกระซิบกับตัวเอง
"นี่มันไม่ใช่ห้องซ้อมละคร ไม่ใช่ซีรีส์ ไม่ใช่...เห้ย! นี่ฉันตื่นอยู่รึป่าวเนี่ย!"
แล้วกลิ่นไม้หอมก็ลอยมาอีกระลอก พร้อมกับเสียงเขาเอ่ยอีกประโยค...
“ดูเหมือนเจ้า...จะเสียสติไปแล้วกระมัง”
ก่อนที่ความคิดจะพาเธอลงเหวไปมากกว่านี้ เสียงชายหนุ่มก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เรียบเฉียบ
"เจ้าชื่ออะไร?"
มู่หรงซีชะงักไปครู่นึง สมองที่เบลอเหมือนคนโดนค้อนทุบตอนเช้า พยายามรวบรวมความคิดแล้วเธอก็พูดออกไปแบบไม่รู้ตัว
“…พิมดาว”
คิ้วของชายหนุ่มกระตุกขึ้นเล็กน้อย เหมือนเขากำลังพยายามทำความเข้าใจ "พิม...ดาว?"
"ใช่! พิมดาว! ชื่อฉันเอง!" เธอตะโกนใส่หน้าเขาแบบหมดมาด แม้จะรู้สึกงุนงงสุดขีด แต่เธอก็พยายามทำตัวให้ดูเหมือนทุกอย่างยังปกติ
ชายหนุ่มมองเธอเหมือนกับว่าเธอเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในวัง แล้วเขาก็หันไปเรียกขันทีสาวเสียงเย็น
“ไปตามแม่นางหวังมา นางผู้นี้อาจได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ”
มู่หรงซีจะเถียง แต่ไม่ทันพูดอะไร เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังเข้ามาใกล้ พร้อมกับขันทีสาวในชุดเรียบร้อยที่เดินเข้ามาโค้งตัว
“ต้ากวนชั้นแปดมู่หรงซี...เหตุใดพระสนมจึงทรงทำเสียงดังถึงเพียงนี้เพคะ?”
"หะ...ฮะ...ห๊าาาา!!??" มู่หรงซีแทบจะสำลักลมหายใจของตัวเอง "เดี๋ยวๆๆๆๆๆๆ อะไรนะ? พระสนม!? ชั้นเป็นพระสนม!?"
ขันทีสาวพยักหน้าอย่างมั่นใจ "เพคะ พระสนมมู่หรงซี เป็นพระสนมลำดับท้ายของตำหนักหลัง ซึ่งพึ่งเข้าวังได้เมื่อสี่วันก่อนเพคะ"
มู่หรงซีเหมือนโดนผีตบ ตาเบิกกว้าง มือเธอสั่น พึมพำกับตัวเอง
“เมื่อวานฉันแค่เมา...แค่เมา...ฉันขอผู้ชายแค่คนเดียว ทำไมต้องเจอแพ็คเกจเต็มแบบนี้ฟะ!! พระสนมอะไร ชั้นยังไม่มีแฟนเลยด้วยซ้ำ!!!”
มู่หรงซีลากตัวเองอย่างหมดแรงไปยืนหน้ากระจกไม้บานใหญ่ ภาพสะท้อนที่เห็นตรงหน้านั้นทำให้เธอตกใจ
ผู้หญิงในกระจกนั้นหน้าตาเหมือนเธอเด๊ะ ผิวขาวจัด ปากแดงนิด ตาคมหวาน แต่ใบหน้าเรียบนิ่งและเต็มไปด้วยเครื่องประดับโบราณที่ดูหรูหราและสง่างาม
บนอกเสื้อมีปักลายดอกเหมยจาง ๆ ที่ดูเรียบง่ายแต่สูงส่ง
"นี่ฉัน...กลายเป็นคนอื่นเหรอ?" มู่หรงซีคิดในใจ ขณะมองภาพสะท้อนที่ไม่ใช่ตัวเองอีกต่อไป
เธอค่อย ๆ เหลือบมองโต๊ะเครื่องแป้ง เห็นกระดาษแผ่นหนึ่งพาดไว้ ซึ่งมีอักษรจีนสวยงามเขียนว่า...
มู่หรงซี พระสนมต้ากวนขั้นแปด แห่งตำหนักหลัง
เสียงน้ำพุในสวนกลางวังหลวงไหลเอื่อยอย่างสงบ ชวนให้บรรยากาศโดยรอบดูคล้ายภาพวาดสีน้ำที่ระบายด้วยพู่กันจุ่มใจ สายลมยามเช้าพัดเบา ๆ พลิ้วปลายแขนเสื้อของมู่หรงซีอย่างแผ่วเบา กลิ่นหอมเย็นของดอกโบตั๋นที่เบ่งบานเต็มสวนราวกับฤดูใบไม้ผลิไม่เคยจบลง
เธอยืนอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ดวงหน้าเปื้อนยิ้มบาง ดวงตาเป็นประกายอย่างคนที่เพิ่งรอดจากศึกใหญ่ในชีวิต...อย่างเช่นอาการเมาค้างขั้นสุด
"โห...ถ้าฝันนะ ฉันก็ขออยู่แบบนี้ไปจนวันจันทร์หน้าเลยเถอะ..."
เสียงกระซิบของเธอเบาราวบทกวี พ่วงท้ายด้วยรอยยิ้มเหมือนสาวน้อยในโฆษณาน้ำยาปรับผ้านุ่ม
เธอกางแขนสูดกลิ่นดอกไม้เข้าเต็มปอด หัวใจล่องลอยเหมือนจะหลุดไปอยู่บนก้อนเมฆ
แล้วก็เหมือนสวรรค์อยากแกล้ง หรือไม่ก็สนองนางด้วยของขวัญจากฟ้า
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นด้านหลัง ราวกับจะปลุกให้ความฝันหอมหวานนี้ขยับเป็นบทใหม่ของซีรีส์วังหลังสุดป่วน
มู่หรงซีหันขวับก่อนจะชะงักค้าง...
ชายหนุ่มในชุดสีเข้มสง่างามเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ
ทุกย่างก้าวของเขาเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งอำนาจและเสน่ห์แบบ พระเอกที่เดินออกมาจากฉากสโลว์โมชั่น
ผมดำขลับถูกรวบไว้อย่างประณีต นัยน์ตาคมกริบเหมือนดาบที่ใช้เฉือนหัวใจคนมานับไม่ถ้วน
‘เฮ้ย...หล่อเป็นบ้า!’
เธออยากกรี๊ด แต่กลั้นไว้จนหน้าแดง
มือรีบปัดชุดให้เรียบ ยืดอก แอ่นหลัง ทำทุกท่าเหมือนสาวออฟฟิศที่เห็นโอปป้าเกาหลีเดินผ่านโต๊ะทำงาน
“เจ้าคือ...ฮ่องเต้ใช่ไหม?” เสียงเธอแฝงความเขินอย่างไม่ปิดบัง “ข้าคือพระสนมของท่านนะเจ้าคะ! ไม่สิๆ เพคะ!”
เขาหยุด เดินเข้าใกล้อีกนิด และมองเธอเหมือนคนเพิ่งนึกออกว่านี่แหละ หญิงบ้าเมื่อวาน
“ยังกล้าเดินเพ่นพ่านอีก...” เขาพึมพำเบา ๆ พลางหันหลังกลับอย่างไม่แยแส
แต่มู่หรงซีตีความไปไกลกว่านั้น!
‘เขา...เขินแน่ ๆ! ฮองเต้คนนี้เขินฉันชัวร์!’
“เดี๋ยวววววว...เพคะ!”
เธอวิ่งตาม ยกชายกระโปรงกระโดดข้ามหินเหมือนลืมว่าใส่ชุดโบราณ แววตาเปล่งประกายราวกับพบ รักแรกในภพใหม่
“เรายังไม่ได้คุยกันเลย! ตอนนี้ฉันกำลังฝันอยู่นะ...ขอแบบฟิน ๆ ก่อนตื่นได้ไหม?”
ฮ่องเต้หยุดฝีเท้า หันกลับมามอง
สายตาคมกริบประหนึ่งมองทะลุจิตวิญญาณของผู้หญิงคนหนึ่งที่ยังไม่รู้ว่าเธอกำลัง แหกทุกขนบวังหลวง
เขานิ่งไปชั่วครู่ มุมปากกระตุกเล็กน้อย เหมือนกำลังสะกดอารมณ์อะไรบางอย่างไว้
“เจ้าคิดว่าที่นี่...เป็นที่ให้เจ้ามาเล่นละครงั้นหรือ?”
“เปล่าเจ้าค่ะ! ข้าคิดว่ามันคือฝันงาม ๆ ที่ข้าจะมีสามีเป็นฮ่องเต้!”
คำพูดจบ เธอก็ยื่นหน้าพรวดเข้าไปใกล้เขา ปลายจมูกเกือบชนชายเสื้อคลุมอย่างไม่รู้จักคำว่า ‘มารยาทในราชสำนัก’
ฮ่องเต้ถอยออกหนึ่งก้าว ใบหน้าเรียบนิ่ง...แต่มุมปากสั่นเหมือนจะหลุดขำ
เขาสูดลมหายใจลึก แล้วพูดเบา ๆ พอให้เธอได้ยิน
“เจ้าหญิงบ้า...”
เขาพึมพำบางคำก่อนจะหมุนตัวจากไป เงาหลังสูงสง่าค่อย ๆ จางหายไปในม่านไอแดดของยามสาย
มู่หรงซีจ้องตามหลังเขาด้วยสายตาระยิบระยับราวเพิ่งเห็นเทพบุตรหลุดมาจากซีรีส์จีนระดับพระเจ้า
"เห้ยยย... คนบ้าอะไรหล่อแล้วยังเย็นชา... นี่มันความฝันที่ควรบันทึกไว้ในบันทึกส่วนตัวเลยนะ!"
เธอหัวเราะคิกออกมา มือไขว้หลังแล้วหมุนตัวหนึ่งรอบกลางสวนอย่างเริงร่า ราวเจ้าหญิงดิสนีย์เวอร์ชั่นสาวไทยเมาหนักข้ามมิติ
"โอ๊ยย ถ้าตื่นมาแล้วไม่มีเขานะ ฉันจะกลับไปเมาให้หนักกว่าวันนั้นอีก!"
สายตาเธอทอดมองไปยังทิศที่เขาเดินจาก ดวงตาหวานเยิ้มเต็มไปด้วยความละเมอเพ้อพก
"ท่านคือบุรุษที่หล่อที่สุดที่ข้าเคยพบในชีวิตเลยเพคะ..." เธอพึมพำแผ่วเบา
รอบกายไม่มีดอกซากุระ ไม่มีสายลมฤดูใบไม้ผลิ มีเพียงใบเฟินแห้งปลิวผ่านหน้าไปจากต้นข้างกำแพง...แต่จินตนาการของมู่หรงซีกำลังฉายโรแมนติกเรื่องยาวในหัว
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าบนพื้นหินก็ดังขึ้น
หญิงสาวในชุดขาวสะอาดเดินเข้ามาอย่างสุภาพ หยุดอยู่ข้าง ๆ เธอ
“พระสนมมู่หรง...เพคะ?” น้ำเสียงอ่อนโยน แต่แฝงด้วยความลังเลระคนงุนงง
มู่หรงซีหันขวับ ยิ้มกว้างแบบคนเพิ่งตื่นจากฝันดีสิบตลบ
“โอ๊ยยย นี่มันฝันจริง ๆ ด้วย! มีคนเรียกฉันยังกับตัวละครในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ เลย ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”
สาวใช้ผู้นั้นนิ่งไปเล็กน้อย จ้องเจ้านายที่หัวเราะลั่นกลางสวนราวเพิ่งเสพอะไรมา
“...บ่าวชื่อหยูเหมยเพคะ เป็นคนรับใช้ประจำตัวของพระสนม”
“ดีมาก! งั้นช่วยตอบคำถามที่สำคัญที่สุดในชีวิตฉันตอนนี้ที... เมื่อกี้เธอเห็นใช่มั้ย!? ฮองเต้หล่อมากกกกกกก!!!”
มู่หรงซียื่นมือจับไหล่หยูเหมยแน่น ดวงตาเปล่งประกายเกินเหตุ
หยูเหมยพยักหน้าช้า ๆ “เพคะ... ฮ่องเต้ของเราทรงสง่างามมาก”
“ไม่ใช่แค่สง่า! คือแบบ... หน้าคมกริบ ผิวเนียนกริ๊บ ตาเฉี่ยวพริบ เดินก็เป๊ะ! โอยย ฉันแบบ... อยากไปสมัครเป็นภรรยาภาคสมัครใจเดี๋ยวนั้นเลย!”
หยูเหมยเริ่มแสดงสีหน้าราวกับกำลังฟังบทสวดผิดบท
“เอ่อ... พระสนมเพคะ”
“ว่าไงจ๊ะ?” มู่หรงซียังคงฟินจนไม่รู้เรื่อง
“ขอประทานอภัยที่ต้องเตือนเพคะ... แต่พระสนมเป็นเพียงพระสนมขั้นแปดเท่านั้น”
“…ขั้นแปด?” มู่หรงซีกระพริบตา “อ๋อ คงเป็นลำดับในฝันแน่เลย ฉันไม่ถือ! อยู่ล่างสุดของความฝันก็ยังโอเค ขอแค่มีฮ่องเต้ก็พอ!”
หยูเหมยเม้มปากก่อนกล่าวช้า ๆ
“ขั้นแปด... คือระดับต่ำสุดในวังหลังเพคะ ต่ำกว่าพระสนมทั่วไปทุกคน ไม่ได้รับสิทธิ์เข้าเฝ้าพระองค์ ยิ่งไม่ควรอยู่ใกล้โดยพลการดังเช่นเมื่อครู่...”
“…......”
มู่หรงซีเงียบไป 0.3 วินาที ก่อนจะหัวเราะลั่นแบบคนหลุดโลก
“อ้าวววว!! งั้นฉันก็เป็นตัวประกอบน่ะสิ!? พระสนมขั้นต่ำสุด!? เหมือนเป็น ‘กิ้งกือ’ ของวังหลวงเลยแฮะ!”
“บ่าว...ไม่ทราบว่า ‘กิ้งกือ’ คือสิ่งใดเพคะ...” หยูเหมยเริ่มประเมินสถานะจิตใจของผู้เป็นนาย
“แล้วทำไมฉันถึงต่ำขนาดนี้... โถเอ้ย!”
“ก่อนหน้านี้ พระสนมเคยเป็นสตรีเรียบร้อย สุภาพ ไม่ชอบสุงสิงกับใครเพคะ...”
มู่หรงซีเบิกตา
“หืม... งั้นตอนนี้คือเวอร์ชั่นอัปเกรดแล้วไง! ร่างใหม่! อัปเกรด! แถมสวยกว่า!”
หยูเหมยมองอย่างอึ้ง ๆ รู้สึกเหมือนตนกำลังรับใช้ทั้งสนม ทั้งนักแสดงตลก และนักปฏิวัติในร่างเดียวกัน
มู่หรงซีสูดหายใจลึก หันไปมองสวนอย่างแน่วแน่
“ก็ได้... ฉันจะอยู่แบบขั้นแปดก็ได้ แต่จำไว้นะหยูเหมย! ฉันจะเลื่อนขั้นเอง ฉันจะทำให้ฮ่องเต้หันมาสนใจฉันให้ได้!”
แล้วเธอก็ประกาศก้องพร้อมตบบ่าหยูเหมยสองที
“ต่อให้ต้องส่ายเอวโชว์สเต็ปใต้แสงจันทร์ ฉันก็จะทำ!”
“…เพคะ?” หยูเหมยกระพริบตาปริบ ๆ อย่างไม่แน่ใจว่านี่คือลางดีหรือจุดเริ่มต้นของหายนะ
“เอาเป็นว่า... เธอต้องช่วยฉันนะ!” มู่หรงซีชูนิ้วก้อยอย่างมุ่งมั่น