แสงแดดยามสายสาดลอดผ่านม่านโปร่งบางในตำหนักเย็นเฉียบของพระสนมมู่หรงซี นางนั่งถอนหายใจเฮือกใหญ่จนหมอนข้างสั่นระริก ราวกับจะระเบิดอารมณ์ไปพร้อมเจ้าของ
“ขั้นแปดเนี่ยนะ...” มู่หรงซีบ่นพึมพำ ขณะหยิบองุ่นลูกหนึ่งขึ้นมาเคี้ยวพลางทำหน้าเหมือนโลกกำลังจะแตกใต้ฝ่าเท้า
“ใช่เพคะ พระสนมอยู่ในตำแหน่ง ต้ากวนขั้นแปด ซึ่งถือว่า...ต่ำต้อยที่สุดในวังหลัง” หยูเหมยบ่าวรับใช้ประจำตัวเพิ่งเดินเข้ามา พร้อมสีหน้าเหนื่อยล้าเหมือนเพิ่งกลับจากชาติก่อน
มู่หรงซีเบิกตากว้างเหมือนโดนฟาดด้วยพัดไฟฟ้าแรงสูง “แปดเหรอ? นี่มันระดับที่บันไดวังหลังยังไม่อยากให้ฉันเหยียบเลยหรือเปล่า?”
“เอ่อ...ก็น่าจะประมาณนั้นเพคะ” หยูเหมยกระแอมเบา ๆ อย่างสุภาพ “บางตำหนักยังให้คนกวาดพื้นสั่งบ่าวขั้นแปดได้เลยเพคะ...”
มู่หรงซีฟาดพัดลงบนตักด้วยแรงอัดอั้น “ให้ตายเถอะ! แล้วนี่ฉันเป็นพระสนมหรือเป็นลมหายใจเบา ๆ กันแน่!? ไม่มีใครมองเห็นเลยรึไง?!”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงบ่น เสียงหัวเราะเบา ๆ ที่เย็นเฉียบก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านหน้า กลิ่นหอมแรงจากเครื่องหอมราคาแพงลอยมาก่อนตัวเจ้าของ กลบกลิ่นองุ่นในปากมู่หรงซีไปจนหมดสิ้น
“โธ่ ๆ ๆ เสียงอะไรดังลั่นแต่เช้า?” น้ำเสียงหวานเสียดหูเจือความประชดประชันชัดเจน “หรือว่า...สนมใหม่ยังไม่ชินกับกฎเกณฑ์ในวังหลังกันแน่?”
มู่หรงซีชะงัก แล้วหันไปมองต้นเสียง หญิงสาวในชุดผ้าไหมสีฟ้าทะเล เดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม ลวดลายมังกรคลานปักประณีตบนเนื้อผ้าเผยสถานะที่ไม่ธรรมดา
หยูเหมยหน้าเปลี่ยนสีทันที ยกมือประสานคำนับต่ำ “พระสนมจินอี้เฟยเพคะ...”
มู่หรงซีหันขวับตามเสียง ก่อนจะพบกับหญิงสาวรูปงามดุจภาพวาด ที่ยืนยิ้มละไมอยู่ตรงหน้าราวดอกไม้แรกแย้ม ทว่ารอยยิ้มกลับซ่อนคมดาบที่มองไม่เห็น
‘โอ้โห... มาแล้วเหรอ แม่สนมมารยาบางเฉียบ’ นางพึมพำในใจอย่างระอา พร้อมกระแอมเบา ๆ ทำตัวเป็นกุลสตรีในวัง “ข้าน้อย มู่หรงซี เพคะ... ท่านคือ?”
“จินอี้เฟย” นางโค้งศีรษะลงนิด รอยยิ้มไม่ขาดจากริมฝีปาก “ข้าเป็นสนมเอกของฝ่าบาท และเป็นลูกรักของไทเฮาด้วยเช่นกัน... หวังว่าเจ้าจะพำนักในวังนี้อย่าง สันติสุข”
“สันติ?” มู่หรงซียิ้มแห้ง ๆ “หืม... วังหลังนี่คงหมายถึงสงครามเย็นมากกว่าสินะ”
จินอี้เฟยเลิกคิ้วเล็กน้อย ราวกับชมการแสดงของละครโรงใหญ่ “ข้าเพียงแวะมาทักทาย เพราะทราบว่ามีสนมใหม่เข้าวัง ข้าก็เลยนำของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ มามอบให้…”
สิ้นคำ นางดีดนิ้วเบา ๆ บ่าวสาวด้านหลังก็รีบก้าวเข้ามา พร้อมกล่องไม้แกะลายอย่างประณีต เปิดออกเผยเครื่องหอมไม้จันทน์ชั้นดี
“หวังว่ากลิ่นนี้จะช่วย...กลบกลิ่นเหล้าบนร่างกายของเจ้าได้”
บรรยากาศในห้องเงียบลงในพริบตา เหมือนลมหายใจของทุกคนหยุดชะงักไปชั่วขณะ
มู่หรงซีหัวเราะพรืด ราวกับฟังมุกตลกจากคาเฟ่ “อ้ออออ... นี่พวกท่านเรียกว่ากลิ่นเหล้าเหรอ? ข้านึกว่ามันคือกลิ่นอารมณ์ดีเสียอีก! ท่านลองสูดดูสิ บางทีอาจทำให้ท่าน...มีสามีเป็นตัวเป็นตน สักทีนะเพคะ”
หยูเหมยเบิกตากว้าง รีบคว้าแขนนายหญิงเบา ๆ เป็นเชิงห้าม แต่ไม่ทันการณ์
รอยยิ้มของจินอี้เฟยแข็งค้างในชั่วพริบตา ก่อนจะกลายเป็นเยือกเย็นจนบรรยากาศหนาวยะเยือก
“ข้าจะถือว่าเจ้าพูดเพ้อเพราะยังไม่สร่างเมา...แต่จำไว้นะ วังหลังไม่ใช่ที่สำหรับสตรีปากไวอยู่ได้นานหรอก”
มู่หรงซีแสร้งพยักหน้าช้า ๆ อย่างรู้ทัน “ค่า ๆ ข้าจะจำไว้เพคะ ท่าน...เฟยอี้จิน หรือจินจี้เฟย... เอ๊ะ หรือว่า?”
“จิน-อี้-เฟย!” อีกฝ่ายเน้นเสียงชัดเจนผ่านไรฟัน ก่อนจะสะบัดหน้าจากไปอย่างเฉียบขาด
มู่หรงซีถอนใจเฮือกใหญ่อีกรอบ เหมือนเพิ่งฝ่าพายุโซนร้อนในร่างสาวงาม
ณ สวนหลวงในวังหลัง
“เอ๊ะ…ไม่มีฮองเฮา?”
มู่หรงซีเบิกตากว้าง ราวกับถูกใครตบด้วยพัดทองคำ ความสงสัยแผ่ซ่านไปทั่วดวงหน้า ริมฝีปากนางอ้าเล็กน้อย ในขณะที่คำถามนั้นยังวนเวียนอยู่ในหัวอย่างไม่ยอมจาง
หยูเหมยพยักหน้าเบา ๆ เสียงของนางแผ่วราวกับสายลมที่เลื้อยผ่านชายผ้า
“เพคะ... นับแต่ฝ่าบาทขึ้นครองราชย์ ยังไม่เคยแต่งตั้งผู้ใดเป็นฮองเฮา ทั้งที่เหล่าสนมก็มีมากมายจนแน่นตำหนัก”
“วังหลังมีผู้หญิงสวย ๆ ล้นวัง แต่ไม่มีเมียหลวง? ...นี่มัน ละครเย็น ชัด ๆ”
มู่หรงซีขมวดคิ้ว กล่าวด้วยน้ำเสียงระคนหัวเราะ แต่ในใจเต็มไปด้วยคำถามและกลิ่นดราม่า
หยูเหมยขยับเข้ามาใกล้ กระซิบเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงที่แทบกลายเป็นอากาศ
“แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ… ฝ่าบาทไม่เคยเข้าหอ…กับผู้ใดเลยสักคนเพคะ”
“หาาาาาาาา?!”
เสียงของมู่หรงซีพุ่งขึ้นสูงเหมือนตีระฆังยามสาม ดวงตาเบิกโพลง ราวกับโลกทั้งใบพลิกคว่ำกลางลานสวนหิน
หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองศึก ขณะที่สมองเริ่มจินตนาการอะไรบางอย่างที่เธอไม่ควรคิด
“แสดงว่า…ท่านฮ่องเต้ก็...”
มู่หรงซีกัดปากก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างลืมตัว
“ฮ่า...โอ๊ย ที่แท้ก็ ไร้น้ำยา นี่เอง!!”
“ท่านเสียนเฟย! อย่าพูดเช่นนั้นเลยเพคะ!”
หยูเหมยรีบหันซ้ายแลขวา ใบหน้าเธอซีดเผือดราวกับผีหลอก
แต่มันก็สายไปเสียแล้ว…
เสียงทุ้มต่ำที่แฝงอำนาจ กรีดผ่านอากาศมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“หากเจ้าคิดว่าข้าขาดสิ่งใด… เหตุใดไม่มา ทดสอบ เองเล่า?”
เสียงนั้นดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางใจ มู่หรงซีแข็งค้างราวกับรูปสลักหิน ใบหน้าชา มือที่ถือพัดแทบหัก คำว่า "ชิบหายแล้ว!" ก้องอยู่ในใจ
นางหันกลับช้า ๆ ราวกับตัวละครในหนังผี...
และเขา... เขาก็ยืนอยู่ตรงนั้น
ใต้เงาดอกเหมยผลิบานสีแดงเรื่อ ใบหน้าเยือกเย็นประหนึ่งหยก ดวงตาดุจทะเลสาบกลางฤดูหนาว เหยียดยิ้มที่ไม่อาจแปลความหมาย
เขาได้ยิน…ทั้งหมด?
มู่หรงซีเหลือบมองหยูเหมย หวังให้สาวใช้ช่วยยกเรือหนีตาย
“หยูเหมย…?”
แต่ไม่มี... หายตัวไปเหมือนลมพัดปลิว
“ข้า...เอ่อ...คือ...” ลิ้นมู่หรงซีแทบพันกันเป็นเกลียว คำพูดเหมือนตกหล่นระหว่างลมหายใจ
“เจ้าว่าอะไรนะ?” เขาก้าวเข้ามาอีกนิด น้ำเสียงเรียบแต่คมกริบ “ข้า...ไร้น้ำยา?”
“มะ...ไม่ใช่เพคะ! ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้น!” มู่หรงซีพยายามกลืนลิ้นตัวเอง “ข้าแค่...ข้าเข้าใจผิด...ข้าคิดว่า...ว่านี่มันเป็นแค่ ฝัน!”
สายตาฮ่องเต้เยือกเย็น ไม่ขยับแม้กระพริบตา
“ข้าฝันถึงพระองค์บ่อย ๆ! ฝ่าบาทคือ...คือพระเอกในฝันของข้า!!”
เสียงนางหลุดพรืดออกมาราวกับวิญญาณหลุดปาก ก่อนจะอยากตบหน้าตัวเองสักห้ารอบ
แต่แล้ว...
“…เจ้าคิดว่าข้าคือ พระเอกในฝัน?”
น้ำเสียงนั้นอ่อนลงเพียงนิดเดียว แต่พอที่จะทำให้หัวใจของนางพลิกตลบ
มุมปากของเขาโค้งขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เหมือนแสงแดดแรกหลังพายุฤดูหนาว
หัวใจของมู่หรงซีเต้นแรงจนแทบจะกระเด็นออกนอกอก
"ฉัน...อยากจะกรี๊ด..." เธอคิดในใจ
แต่ก่อนที่นางจะได้ละลาย เขาก็เอ่ยขึ้นเบา ๆ
“ถ้านี่คือฝันของเจ้า... ข้าก็หวังว่าเจ้าจะ ตื่น อย่างปลอดภัยนะ เสียนเฟย”
ทุกสิ่งรอบตัวพลันหยุดนิ่ง
คำพูดของเขาดังก้องในหัวราวกับระฆังสั่นสะเทือนทั้งตำหนัก
"ฝ่าบาท..."
เสียงของนางสั่นระริก ขณะสบดวงเนตรคู่คมนั้น
เขายังคงยิ้ม...แต่ไม่มีใครรู้ว่าในรอยยิ้มนั้นมีอะไรแฝงอยู่บ้าง
“เจ้าคิดว่าเป็นฝันจริง ๆ หรือ?”
น้ำเสียงยังเรียบเฉย แต่ราวกับจะฉีกหัวใจคนฟังให้ล่อนลอย
มู่หรงซียิ้มแหย ๆ พยายามต้านแรงกดดัน
"ขะ...ใช่เพคะ ข้าคิดว่าเป็นฝันจริง ๆ... ข้าไม่ได้คิดร้ายเลยนะ! ข้าแค่…"
เขาขยับเข้ามาอีกหนึ่งก้าว สายตาแน่นิ่ง ราวกับอ่านใจนางออกทุกตัวอักษร
มือข้างหนึ่งของเขายกขึ้น คล้ายจะสัมผัสใบหน้านาง แต่หยุดไว้กลางอากาศ
“ฝันถึงข้า… แต่กลับพูดออกมาเช่นนั้น?”
เสียงของเขาเหมือนรอยยิ้มที่มีใบมีดซ่อนไว้
มู่หรงซีสูดหายใจเข้าลึก พยายามตั้งสติ
“ขอโทษจริง ๆ เพคะ! ข้าไม่ได้ตั้งใจ... ข้าคิดว่า...ท่านคงจะผิดหวังในตัวข้า…”
“ผิดหวัง?” เสียงของเขาเบาแต่เฉือนลึก “ในสิ่งที่เจ้าพูด... หรือในตัวเจ้า?”
คำถามนั้นกระแทกเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว มู่หรงซีเหมือนถูกฉีกเปิดกลางอก นางไม่แน่ใจว่าจะตอบอย่างไรดี เพราะบางที... คำถามนั้นอาจไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเลย
“ฝ่าบาท…” เสียงนางเบาราวกระซิบ นางอยากอธิบาย แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน “ข้าไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้น... ข้าแค่... ข้าแค่...” นางละล่ำละลัก แต่ทุกคำที่นึกออกกลับรู้สึกผิดพลาดไปหมด
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย จ้องมองนางราวกับจะค้นทะลุถึงความคิดที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุด ความเงียบระหว่างทั้งสองแผ่ขยายราวกับโลกหยุดหมุน
“ถ้าเช่นนั้น...” เขาพูดช้า ๆ เสียงต่ำลึก “ข้าจะรอดู... ว่าเจ้า จะตื่นจากฝันนี้ได้เมื่อไร เสียนเฟย”
คำพูดสุดท้ายนั้นเหมือนมีดที่กรีดเฉือนเบา ๆ แต่ลึกถึงกระดูก เขาหันหลังเดินจากไปอย่างไม่ไยดี ทิ้งให้นางยืนอึ้งกลางสวนหินที่เงียบสงัด
“...ข้า... ตื่นจากฝัน?” มู่หรงซีพึมพำ รู้สึกเหมือนคำพูดของเขาตบหน้าแรงกว่าใครตบจริง นางยืนอึ้ง หัวใจเต้นแรงจนแทบระเบิด คำพูดของเขาทิ้งร่องรอยไว้ไม่แพ้รอยบาด
หลังจากฮ่องเต้เดินจากไปแล้ว ในสวนหลวงที่มาพร้อมสายลมอ่อนและกลีบดอกเหมยที่ปลิวว่อนราวกับภาพในฝัน เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วราวกับช่วยปลอบประสาทให้นิ่งขึ้นเล็กน้อย
แต่วังหลังไม่มีวันปล่อยให้อะไรสงบได้นาน...
“อ้อ... สนมใหม่ที่ฮ่องเต้ไม่เคยชายตามองเลยนี่นา”
เสียงหญิงสาวหวานปนเหยียดดังมาจากศาลา มู่หรงซีที่กำลังนั่งเล่นใบไม้เพราะเบื่อโลกเงยหน้าขึ้น เห็นสตรีรูปงามในชุดไหมสีม่วงอ่อนยืนอยู่ ใบหน้ายิ้มแย้ม แต่แววตาคมกริบเหมือนจะเฉือนให้เลือดซิบ
“ท่านคือ...?” มู่หรงซีถามอย่างมึน ๆ สไตล์คนยังไม่รู้ว่ากำลังจะโดนตบกลางอากาศ
“ซูเว่ยหลัน เจียฉางจวิ้น” หล่อนยิ้มหวาน “ในวังหลวง... คนที่พูดไม่รู้ที่ต่ำที่สูง มักจะจบด้วยการสูญเสียฟันไปสองซี่นะเพคะ”
คำว่า “ฟัน” ถูกเน้นอย่างมีเจตนา เหมือนจะลองของ
มู่หรงซีเบิกตากว้าง “อ้าวเห้ย! ยังไม่ได้แนะนำตัวเลยนะ จะเล่นกันแรงเลยเหรอ?”
“เจ้ามันไม่คู่ควรให้แนะนำตัว” เว่ยหลันแค่นเสียงเย็น “สนมขั้นแปด คิดจะป่ายปีน? ฝันไปเถอะ!”
ยังไม่ทันที่มู่หรงซีจะทันแสดงบทนางเอกสายกวน สันฝ่ามือของเว่ยหลันก็ฟาดเข้าแก้มขวา เพี๊ยะ!
“โอ๊ย! ฝันแบบ 4DX ใช่มั้ยเนี่ย?! เจ็บจริงไม่ติงนัง!” มู่หรงซีร้องลั่น ลูบแก้มแดงเถือก ดวงตาวาวโรจน์ขึ้นทันใด
เว่ยหลันเชิดหน้าขึ้น “ตบให้รู้ว่าเจ้าควรอยู่ตรงไหนของลำดับชนชั้น!”
มู่หรงซีไม่รอช้า ปัดมืออีกฝ่ายออกก่อนจะกระชากผ้าคลุมไหล่แล้วตะโกนลั่น
“ข้าจะให้เจ้ารู้! ว่าต่อให้เป็นสนมขั้นแปด ก็ยังซัดคนขั้นหกตาปูดได้เหมือนกัน!”
เสียงหวีดว้ายดังระงมกลางสวน เมื่อสองสนมเปิดศึกกันดื้อ ๆ เจ้าหน้าที่วิ่งกันอลหม่าน ไม่มีใครกล้าแทรก
จนกระทั่ง...
“หยุดเดี๋ยวนี้!!”
เสียงทรงอำนาจกึกก้องจนแม้แต่ลมยังหยุดพัด
ชายหนุ่มบนหลังม้าก้าวลงมาด้วยท่วงท่าหนักแน่น ชุดเกราะดำทองสะท้อนแสงตะวัน ผิวซีดขาวราวหยก ดวงตาเย็นเฉียบไร้ความปรานี
“เวินหลาน...” มีเสียงกระซิบจากนางกำนัลด้านหลังอย่างหวาดหวั่น
หัวหน้าองครักษ์วังหลวง ผู้เฉียบขาด หล่อราวรูปสลัก และขึ้นชื่อว่าคนอย่างเขา... ไม่เคยยิ้ม
“ทะเลาะวิวาทในเขตพระราชฐาน ขัดต่อกฎวังหลวงทั้งสองฝ่าย” เขากล่าวเสียงเรียบ แต่ทุกถ้อยคำชัดเจนดั่งมีด
มู่หรงซีพยายามกลืนน้ำลายแล้วตอบเสียงอ่อย “ขะ...ข้าแค่ฝัน... ข้าไม่ผิด...”
เว่ยหลันหายใจฮึดฮัด ตาข้างหนึ่งบวมจนปิด
เวินหลานถอนหายใจเบา ๆ ก่อนส่งสัญญาณให้องครักษ์พยุงเว่ยหลันกลับตำหนัก หล่อนดิ้นพล่านอย่างกับจะกินเลือด แต่ก็ถูกลากออกไป
พอความวุ่นวายจางลง มู่หรงซีก็ทรุดลงกับพื้น หอบแฮ่ก
“โอ๊ย... เจ็บจริง... ช้ำจริง... ฉันจะบ้า! เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า...นี่มันฝันจริง ๆ หรือเปล่าเนี่ย...”
เวินหลานยื่นผ้าเย็นให้ “นี่ไม่ใช่ความฝัน... เจ้าอยู่ในโลกจริง ที่นี่คือวังหลวงจริง และเจ้าก็เป็นพระสนมจริง ๆ”
มู่หรงซีหน้าซีด เงียบไปชั่วอึดใจ แล้วก็...
“ชิบละ…” นางพึมพำ ก่อนจะสลบคาตักองครักษ์หนุ่มแบบไม่เกรงใจเบ้าหน้าหล่อ ๆ เลยสักนิด