Beginning
[ทิวไม้+รินนา]
“อย่ามายุ่งกับฉัน! ไอ้บ้า ปล่อยนะ!” ฉันดิ้นสุดกำลังเกิดเพื่อให้หลุดพ้นจากคนแปลกหน้าที่กำลังจะพาตัวฉันไปที่ไหนสักแห่ง
เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะคนชื่อเธียร เขาทำร้ายลันนาพี่สาวของฉัน แถมมันยังจับตัวลันนาไปอีก ฉันจะตามไปช่วยลันนาแต่คนที่ชื่อ ทิวไม้ เพื่อนของเธียรก็มาจับตัวฉันไว้ทำให้ฉันไปช่วยลันนาไว้ไม่ได้!
“ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย โรคจิต! ใครก็ได้ช่วยด้วย” ฉันกรี๊ดเสียงดัง ทิวไม้คงทนไม่ไหวเลยเอื้อมมือมาปิดปาก พร้อมกับล็อกเอวฉันไว้ เขาลากฉันเข้าไปในคลับแห่งหนึ่ง
“หยุดดิ้นสักทีลันนา เอ๊ย รินนา ฉันขอเตือนเธอด้วยความหวังดี ถ้าเธอไม่หยุดฉันจะจูบเธอให้ปากแตก ให้พูดไม่ได้ครางไม่ได้เลย!” เสียงหนักขู่ สัมผัสได้ว่าเขาคงไม่ได้แค่ขู่แต่น่าจะทำจริง สีหน้าของทิวไม้เอาเรื่องสุด ๆ ไม่มีท่าทีตลกแอบซ่อนอยู่เลย
แต่อะไรนะ จะจูบให้ปากแตกเหรอ? หน๋อยยย!! จะมากเกินไปแล้ว เขาไม่รู้หรือไงว่าฉันคือใคร ฉันคือ รินนา เชียวนะ!
“กรี๊ดดดดด! ไอ้เลว ไอ้โรคจิต!” ใครจะไปยอมให้ตัวเองถูกล่วงเกิน อยู่ฝ่ายเดียว ฉันกรี๊ดเสียงดัง แต่มันดันดังไม่เท่ากับเสียงดนตรีภายในคลับ
เออ รู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ แต่ก็ดีกว่าไม่พยายามทำอะไรจริงไหม
ฉันเคยผ่านเหตุการณ์บ้า ๆ พวกนี้มาหลายครั้ง แน่นอนว่าฉันหนีเอาตัวรอดมาได้ตลอด ครั้งนี้มันต้องได้ดิวะ ไม่งั้นเดี๋ยวเสียชื่อรินนาหมด
ในจังหวะที่ทิวไม้กำลังจะลากฉันไปทางหลังร้าน ก็มีผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งเดินย่ำเท้าพุ่งมาทางเราสองคน เธอทำหน้าตกใจก่อนจะตวัดฝ่ามือตีทิวไม้อย่างรุนแรง
พระเจ้า! เธอคือฮีโร่สำหรับฉัน
ขอบคุณที่มาช่วยฉันนะยัยตัวเล็ก ฉันรักเธออออ
“พี่ทิวไม้ทำอะไรน่ะ พี่รังแกผู้หญิงเหรอ ปล่อยผู้หญิงคนนั้นนะ!”
เธอคนนั้นไม่มองหน้าฉันเลย เอาแต่ตีทิวไม้ตุบ ๆ จนเขาต้องปล่อยมือจากฉันในที่สุด
ในจังหวะนั้นฉันจึงรีบช่วยยัยตัวเล็กด้วยการตีทิวไม้อีกแรง มันแค้นไง มาขัดขวางฉันไม่พอ ยังจะมาลามปามอีก ต้องโดนซะให้เข็ด เอาให้ตาเขียวไปเลย
“โอ๊ยยย ยัยทิวลิป นี่แกมาตีฉันทำไม ฉันเป็นพี่แกนะ” ทิวไม้โวยวายเสียงดังพร้อมกับรวบข้อมือยัยตัวเล็กไว้ โอเคยัยตัวเล็กนี่ชื่อทิวลิป ซึ่งเดาไม่ผิดน่าจะเป็นน้องสาวของทิวไม้ เพราะชื่อดูคล้ายกัน
แต่ทิวลิปไม่สนใจการกระทำของพี่ชาย เธอหันมามองฉันที่กำลังจะยกมือตบทิวไม้อีกรอบ เห็นแบบนั้นฉันเลยต้องลดมือลงตามเดิมแล้วรีบทำหน้าหวาดกลัวทิวไม้ แสร้งบีบน้ำตาเบา ๆ เรียกร้องความสงสาร
“เธอเป็นอะไรหรือเปล่า พี่ทิวไม้ทำอะไรเธอ” ทิปลิวสะบัดข้อมือออกจากทิวไม้ เธอพุ่งมาจับดูตัวฉันไปมาเพื่อสำรวจดูว่าฉันเป็นอะไรหรือเปล่า
จังหวะได้แบบนี้ฉันเลยรีบพยักหน้าหงึกงักรัว ๆ ก่อนจะช้อนสายตามองทิวไม้พร้อมรอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปาก ฉันคิดว่ายัยตัวเล็กคนนี้จะช่วยทำให้ทิวไม้เลิกยุ่งกับฉันได้อีกนานถ้าฉันพูดอะไรบางอย่างออกไป
“เป็นสิเป็นมาก หมอนี่มันร่วมมือกับพวกแก๊งค์ลักพาตัวผู้หญิงไปขายบริการตอนนี้พี่สาวฉันถูกพวกมันจับตัวไป หมอนี่เลยตามมาจับตัวฉัน เธอต้องช่วยฉันนะ!”
“อะไรนะ!!/เฮ้ย WTF!”
สองศรีพี่น้องอุทานพร้อมกันด้วยความตกใจ ทิวลิปทำหน้าเหมือนคนจะเป็นลมเธอหันไปทุบตีทิวไม้ราวกับว่าเขาคือกระสอบทราย คำด่าทอต่าง ๆ มากมายถูกพ่นออกมาจากริมฝีปากบาง เห็นแบบนี้ยัยตัวเล็กนี่ก็แรงเอาเรื่องเหมือนกันนะเนี่ย
แต่ให้ตายสิ ฉันจะมายืนบื้อทำไมตรงนี้ ต้องรีบใช้จังหวะที่พวกเขาทะเลาะกันหนี ใช่ ฉันต้องรีบหนี
ทว่ายังไม่ทันที่ฉันจะก้าวเท้าวิ่ง แขนของฉันก็ถูกใครคนหนึ่งคว้าเอาไว้ พร้อมกับกระชากแรง ๆ จนเซเสียหลักไปเล็กน้อย
“ไม่ต้องกลัวนะ ฉันจะพาเธอไปเจอพ่อกับแม่ของฉัน ฉันไม่ยอมให้พี่ชายฉันทำบ้า ๆ กับเธอแน่ ๆ”
“เฮ้ย ทิวลิป นี่แกคิดว่าฉันเป็นแก๊งค์ลักพาตัวผู้หญิงอย่างที่ยัยนี่ว่าจริง ๆ เหรอฮะ! ฉันเป็นพี่แกนะโว้ย แกไม่รู้จักพี่ชายตัวเองหรือไง” ทิวไม้ตะคอกใส่น้องสาวตัวเองอย่างหัวเสีย แน่ล่ะ เจอใส่ร้ายแบบนี้เข้าไป ใครไม่หัวร้อนก็แปลกแล้ว
“ถ้าไม่ใช่แล้วพี่ทำไมต้องทำร้ายเธอล่ะ ฉุดเธอแบบนี้ เป็นใครใครก็คิด” แต่ทิวลิปยังไม่เชื่อเสียทีเดียว แถมยังออกตัวปกป้องฉันสุดฤทธิ์ คือฉันไม่รู้ว่าทิวลิปซื่อจนเชื่อคนง่ายหรือโง่กันแน่
ไม่ได้อยากจะว่าน้อง แต่การที่น้องเข้าข้างฉันมากกว่าพี่ชายตัวเอง แถมไม่ฟังเหตุผล มันก็ยังไง ๆ อยู่นะ
“เออฉันมีความจำเป็นบางอย่างก็แล้วกัน ไม่ใช่เรื่องของแก” ทิวไม้บอกปัดเหมือนรำคาญเต็มทน ไม่พอยังเอื้อมมือมากระชากแขนฉันจากทิวลิปไปอีก
“หยุดนะ พี่ทิวไม้ห้ามพาตัวผู้หญิงคนนี้ไปไหนเด็ดขาด!” แต่แม่สาวน้อยก็แสดงความเป็นฮีโร่โดยการผลักพี่ชายเธออกไปแรง ๆ แล้วกอดฉันเอาไว้แน่น ประหนึ่งกอดเพื่อเป็นโล่กำบังไม่ให้ทิวไม้มาแตะต้องตัวฉันได้
“แต่มันไม่ใช่เรื่องของแกนะทิวลิป อย่ามายุ่งจะดีกว่า ไม่งั้นฉันจะบอกพ่อว่าแกแอบหนีเที่ยวกลางคืน แกรู้ใช่ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น” ทิวไม้ขู่เสียงหนัก ฉันแอบลอบมองยัยตัวเล็ก เห็นเธอทำหน้าเจื่อน มือไม้อ่อนแรงปล่อยตัวฉันในที่สุด
เดี๋ยวนะ เธอต้องช่วยฉันก่อนจะกลัวคำขู่ของทิวไม้สิโว๊ย
ในจังหวะนั้นเองทิวไม้ก็กระชากฉันกลับไปอีกที แต่เหมือนทิวลิปจะยังมีความผิดชอบชั่วดีอยู่ เธอจึงไม่ปล่อยให้ฉันโดนทิวไม้จับตัวไปง่าย ๆ ฉันถูกสองพี่น้องดึงไปมาสลับกัน จนรู้สึกเวียนหัวจะอ้วกออกมาจริง ๆ
“โอ๊ยยย หยุดได้ยังสองคนเลย! ฉันเวียนหัวจะตายแล้วเนี่ย มายืนทะเลาะทำมะเขืออะไรกันก็ไม่รู้” ฉันพูดแทรก สะบัดข้อมือให้หลุดพ้นจากการเกาะกุม
นี่เล่นอะไรเป็นเด็กไปได้ ยื้อแย่งเหมือนฉันเป็นของเล่น ฉันไม่ตลกด้วยนะ ฉันต้องการไปช่วยลันนา!!
“ไปกับฉันแล้วเธอจะปลอดภัย” ทิวลิปทำหน้าจริงจัง เธอตวัดตามองทิวไม้เหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ
“ตอนนี้พาฉันออกไปจากที่นี่ที ฉันกลัว” เอาล่ะ ไหน ๆ ก็เล่นละครหลอกยัยตัวเล็กนี่แล้ว ก็เล่นต่อให้หลุดพ้นจากทิวไม้เลยแล้วกัน
“ปะ วิ่ง!” จบประโยค ฉันก็ถูกทิวลิปดึงแขนแล้ววิ่งสิบคูณร้อยเมตรออกไปทางหลังร้าน
“เฮ้ย หยุดนะโว๊ย!!” เสียงทิวไม้สบถตามมาจากข้างหลัง แต่เราสองคนไม่สนใจ นาทีนี้ต้องวิ่งสุดชีวิต เพื่อหนีทิวไม้ให้พ้น
“แฮ่ก ๆ เหนื่อย” เราสองคนมาหยุดอยู่แถว ๆ ข้างตึกที่ไหนสักที่นี่แหละ คือฉันไม่ใช่คนในพื้นที่ โดนยัยตัวเล็กลากให้วิ่งตาม ก็วิ่งมาโดยไม่ได้สนใจว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ส่วนไหนของในเมือง
“ขอบใจนะยัยตัวเล็กที่ช่วยฉันจากพี่ชายเธอ ฉันจะไม่ลืมบุญคุณเธอเลยจริง ๆ” ฉันเอ่ยขอบคุณ ถ้าไม่มีทิวลิปฉันคงแย่ไปแล้ว
“ที่ฉันช่วยเธอ ไม่ใช่เพราะเชื่อที่เธอบอกหรอกนะ” ทว่าคำพูดของทิวลิปทำฉันชะงักค้างด้วยความมึนงง
“อ้าว” อะไรวะเนี่ย นี่เธอกำลังเล่นตลกอะไรอยู่ งงแล้วจ้า
“ฉันแค่อยากเอาคืนพี่ชายฉันต่างหาก พี่ทิวไม้น่ะ แสบจะตาย เธอต้องช่วยฉันเอาคืนเขานะ ถือเป็นการตอบแทนที่ฉันช่วยเธอหนีในวันนี้”
เฮ้ย จะบ้าเหรอ ดูเหตุผลของเธอสิ จะใช้ฉันเป็นเครื่องมือแก้แค้นพี่ชายตัวเองอย่างนั้นเหรอ ตลกร้าย
“ฉันไม่เอาด้วยหรอกนะ จะบ้าเหรอ นี่พวกเธอเล่นบ้าอะไรกันอยู่” ฉันปฏิเสธเสียงแข็ง วันนี้มันเป็นวันอะไรของฉันวะเนี่ย ทำไมต้องมาเจอแต่เรื่องประสาทจะกิน
ไหนจะเรื่องผู้ชายชื่อเธียร ที่ยังไม่เคลียร์เลย ไหนจะลันนาที่ถูกจับตัวไป ทิวไม้ที่มาขวางทางฉัน แล้วยังมาเจอยัยทิวลิปน้องสาวตัวแสบของทิวไม้ที่มาช่วยฉันเพื่อหวังผลอีก
จะบ้าตาย
“ถ้าเธอไม่ช่วย ฉันจะพาเธอกลับไปหาพี่ทิวไม้ เอาไง จะทำไม่ได้” ยัยนี่ขู่ฉันเฉยเลย ร้ายทั้งพี่ทั้งน้อง นี่ฉันหลงคิดว่าเธอจะช่วยฉันจริงๆ นะเนี่ย แต่ทำไมเธอถึงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือล่ะ
หนีเสือปะจระเข้แท้ ๆ เลยยัยรินนาเอ๊ย!
“ไม่เด็ดขาด!”
ฉันจะไม่เสียเวลากับเรื่องบ้าบอพวกนี้เด็ดขาด ทำแล้วฉันจะได้อะไรขึ้นมา มีแต่เสียกับเสีย แถมยังต้องเอาตัวเข้าไปใกล้ทิวไม้อีก คิดว่ามันใช่เรื่องดีอย่างนั้นเหรอ ไม่มีทาง
“มานี่เลย!” ทิวลิปดูเหมือนจะไม่พอใจกับคำตอบของฉัน เธอจงใจดึงแขนฉันแรง ๆ แล้วลากฉันให้กลับไปทางเดิม แต่คิดว่าหลุดพ้นมาจากทิวไม้แล้วฉันจะยอมกลับไปหาเขาอีกง่าย ๆ อย่างนั้นเหรอ ฝันไปเถอะ
“ปล่อยฉันนะยัยตัวเล็ก ปล่อย!!” ฉันสู้สุดกำลัง ดีนะที่แรงของทิวลิปไม่ได้มีมากเท่าผู้ชาย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากที่ฉันจะเหวี่ยงเธอไปอีกทาง จนเธอเซล้มลงไปกับพื้น ทำให้ฉันเป็นอิสระในที่สุด
“โอ๊ยยยยยย!! เจ็บ!” แต่แล้วทิวลิปก็กรี๊ดเสียงดังขึ้นมา เธอนอนอยู่บนพื้นไม่ขยับ ทำเอาฉันตกใจจนรีบเข้าไปหา หมายจะพยุงตัวเธอให้ลุกขึ้น
“เฮ้ย เป็นไรมากเปล่า ฉันไม่ได้ตั้งใจ” ทว่าพอจับไปที่ร่างเล็ก เธอกลับกรีดร้องราวกับเจ็บปวด ร้องไห้เสียงดังลั่นพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลลงจากหางตา
เวรแล้วสิ
“โอ๊ย อย่าจับ เจ็บ ฮือ ๆ” ทิวลิปร้องไห้จนหน้าแดงก่ำไปหมด ฉันไม่รู้ว่าเธอเจ็บส่วนไหนของร่างกาย ไม่กล้าแตะตัวเธอเลย ยิ่งเธอร้องไห้ราวจะขาดใจ ฉันยิ่งร้อนรน
จะทำยังไงดีล่ะฉันเนี่ย
“รินนา!” เสียงปริศนาเรียกชื่อฉันขึ้นมาจากทางด้านหลัง พอหันไปก็เห็นว่าเขาคนนั้นคือทิวไม้ ที่กำลังวิ่งพุ่งมาหาพวกเราสองคนทางนี้
“พี่ทิวไม้ ช่วยน้องด้วย!” ทิวลิปกรีดร้องขอความช่วยเหลือจากพี่ชาย เธอนอนน้ำตาไหล เห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ คือฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำรุนแรงขนาดนั้นนะ ไม่คิดด้วยซ้ำว่าเธอจะบอบบางขนาดนี้
“เกิดอะไรขึ้น!” ทิวไม้ถาม มองดูฉันกับทิวลิปสลับกันไปมาด้วยความตกใจ แต่เขายังมีสติพอที่จะหยิบเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทรหาใครสักคน
ไม่นานรถแอมบูแลนซ์ก็มาถึงที่เกิดเหตุ ทิวลิปถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด โดยมีฉันกับทิวไม้นั่งติดสอยห้อยตามไปด้วย
ผลเอ๊กซเรย์ออกมาไม่มีอะไรผิดปกติ แค่กล้ามเนื้ออักเสบจากการถูกกระแทกตัวลงพื้น ทางครอบครัวของทิวไม้ก็เดินทางมาถึงโรงพยาบาลในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แม่ทิวไม้ยืนร้องไห้อยู่หน้าห้องฉุกเฉินประหนึ่งลูกสาวเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง แต่คือแค่กล้ามเนื้ออักเสบเองค่ะขุ่นแม่
“ไม่เป็นไรมากก็ดีละ” นี่คือเสียงของพ่อทิวไม้ น้ำเสียงดุใช่ย่อยเลย ครอบครัวทิวไม้ดูมีภูมิฐานอยู่นะ น่าจะเป็นคนมีตังอะ ขนาดใส่ชุดนอนมายังดูมีราศี ออร่าจับเลย
“ไม่เจ็บใช่มั้ยลูก แม่ใจคอไม่ดีเลย” แม่ทิวไม้พูด พร้อมพยุงลูกสาวไว้ “ทิวไม้ทำไมไม่ดูแลน้อง ทำไมปล่อยให้น้องเจ็บตัวแบบนี้” จากนั้นจึงหันไปดุทิวไม้ที่ทำหน้าไม่รับแขก
“แม่ก็ถามลูกสาวตัวดีของแม่สิว่าไปทำอะไรมา” ทิวไม้เบ้ปากใส่น้องสาวตัวเองเหมือนรำคาญที่หาเรื่องมาให้เขา
“ก็พี่ทิวไม้ไปทำร้ายผู้หญิงคนนี้ก่อนนี่คะ หนูไปอ่านหนังสือกับเพื่อน เจอเข้าพอดี ก็เลยช่วยผู้หญิงคนนี้ไว้” ทิวลิปพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแล้วน่าสงสาร
เธอเหมือนผู้ถูกกระทำทั้งที่ความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่ เธอไปเที่ยวแต่บอกว่าไปอ่านหนังสือ โกหกหน้าตายมาก นี่ทำไมฉันต้องมาดูสองพี่น้องทะเลาะกัน หาเรื่องใส่ร้ายกันด้วยเนี่ย
ทิวไม้ก็ร้าย ทิวลิปก็แสบ พอกันทั้งพี่ทั้งน้อง
“ทิวไม้ทำไมทำแบบนั้นล่ะลูก!!” ซึ่งคุณแม่ดูหูเบาเกิ้น หันไปตีลูกชายตัวเองเหมือนทิวไม้เป็นกระสอบทราย
“โอ๊ย แม่ครับ นี่แม่เชื่อยัยทิวลิปจริง ๆ เหรอครับ!” ทิวไม้โวยวาย แน่ล่ะ เป็นฉันก็คงไม่อยู่เงียบให้แม่ตีหรอกนะ ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิดจริงน่ะ นี่ก็อย่างที่รู้ว่าเรื่องราวไม่ได้เป็นอย่างที่ทิวลิปพูด ยกเว้นเรื่องที่ฉันสร้างเรื่องโกหกทิวลิปว่าทิวไม้จะลักพาตัวฉันไปอะนะ
“น้องไม่เคยโกหกแม่” ขุ่นแม่ยืนยันเสียงแข็ง ปักใจเชื่อลูกสาวตัวแสบแบบไม่ต้องมีเหตุผลมารองรับใด ๆ
“ไม่เคยครั้งเดียวน่ะสิ” ทิวไม้ผ่อนลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เขาคงรู้จักนิสัยของแม่กับน้องสาวดี เลยทำให้ไม่เถียงอะไรต่อ เพราะถ้าพูดไปอีกก็คงไม่จบ ฉันคิดว่าอย่างนั้นนะ
“พอ ๆ จะมาทะเลาะอะไรกันที่โรงพยาบาล ทิวลิปได้ยาแล้วก็กลับบ้าน ส่วนทิวไม้อธิบายกับพ่อมาว่าแม่หนูคนนี้คือใคร” พ่อทิวไม้ห้ามศึก คงไม่อยากให้ลูกกับภรรยามาทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ซึ่งฉันเห็นด้วยกับเขาว่าไม่ควรมามีเรื่องกันที่นี่ แต่พอประโยคสุดท้ายเขาจ้องมาที่ฉันนี่สิ ทำตัวไม่ค่อยถูกเลยแฮะ
“แฟนผมเองครับ เธอคือแฟนผม” ไม่ใช่แค่พูดแต่ทิวไม้ยังดึงตัวฉันเข้าไปใกล้ และยกมือโอบไหล่ฉันหน้าตาเฉย
“เฮ้ย เดี๋ยวนะ!” ฉันค้าน แฟนบ้าบออะไรกัน เขาจะโกหกพ่อกับแม่เขาแบบนี้ไม่ได้
“เธองอนผม ผมเลยตามง้อ แต่ไปเจอยัยทิวลิปเข้าเลยเกิดเรื่อง” ทิวไม้หันไปแยกเขี้ยวใส่น้องสาว อ้างเรื่องว่าฉันเป็นแฟนกับเขาและเราทะเลาะกัน
ตลกร้าย เขาไม่มีข้ออ้างอื่นแล้วใช่ไหมถึงได้พูดแบบนั้นออกมาโดยไม่ปรึกษาอะไรฉันเลย
“ทิวไม้ไปมีแฟนตั้งแต่เมื่อไหร่ลูก” เสียงของแม่ทิวไม้ดังแทรก ท่านดูแปลกใจที่รู้ว่าลูกชายมีแฟน ถ้าโดยทั่วไปคนที่เจ้าชู้อยู่แล้ว คนในครอบครัวน่าจะรู้และคงจะเห็นว่ามันคือปกติ แต่นี่ฉันกลับสัมผัสได้ว่ามันแปลก ๆ กับประโยคที่ขุ่นแม่พูด
“นานแล้วครับ แต่ไม่ได้บอก” โกหกหน้าตายมากเลยจ้า นานบ้าบออะไร ฉันเพิ่งรู้จักเขาวันนี้นี่เอง
“แล้วชื่ออะไรล่ะหนู” แม่ของเขาหันมาถามฉันด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน รู้สึกแปลกขึ้นมาทันทีเลยล่ะ ตะกี้ยังดุทิวไม้เสียงเขียวอยู่เลย
“เอ่อ... หนูชื่อรินนาค่ะ” ฉันไม่มีทางเลือก จะแย้งก็ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเรื่องอาจจะยาว มันจะยิ่งยื้อเวลาไม่ให้ฉันไปตามหาลันนา อย่าลืมสิว่าฉันต้องรีบไปหาพี่สาวน่ะ
“รินนาคืนนี้ไปนอนกับพ่อแม่ที่บ้านนะ ตอนนี้ดึกแล้ว แม่ไม่อยากให้กลับคนเดียว มันอันตราย” และแม่ทิวไม้ก็พูดเองเออเองเสร็จศัพท์
เฮ้ย จะบ้าหรือไง จะให้ฉันไปนอนที่บ้านพวกเขาเนี่ยนะ
โอ๊ย นี่ทำไมฉันต้องมีเจออะไรแบบนี้ด้วยเนี่ย แค่ทิวไม้ก็ปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว พอมาเจอทั้งแฟมิลี่นี่ปวดกบาลหนักกว่าเดิมอีก
“กลับคนเดียวที่ไหน ผมไปส่งแฟนผมได้ครับแม่” ทิวไม้รีบค้าน ฉันเลยรีบพยักหน้าเห็นด้วย ไม่ได้อยากไปที่บ้านพวกเขาหรอกนะ ตอนนี้ฉันอยากไปหาลันนา เข้าใจฉันไหม
“แต่ไปกับพี่ทิวไม้อันตรายกว่า” และนี่คือเสียงของยัยทิวลิปตัวแสบ เธอเห็นดีเห็นงามกับแม่ จงใจแกล้งฉันเลยชัด ๆ
“หนูว่าไม่ดีกว่าค่ะ หนูเกรงใจ” ฉันถ่อมตน ความจริงไม่ได้เกรงใจบ้าบออะไรหรอก แต่ไม่อยากไปโว๊ย
“ไม่ต้องเกรงใจหรอก พรุ่งนี้แม่จะไปส่งนะ ไปกับแม่เถอะ” ท่านไม่รอให้ฉันได้เอ่ยแย้ง ปรี่ตัวเข้ามาดึงแขนฉันให้เดิมตามไปติด ๆ ฉันหันไปมองทิวไม้หวังว่าเขาจะทำอะไรสักอย่าง แต่ไม่เลยจ้ะ คนตัวโตทำหน้านิ่งแล้วเดินตามมาเฉยเลย
“นายมันตัวซวย พาฉันมาซวย!!” พอขึ้นรถฉันก็กระซิบต่อว่าทิวไม้ เราสองคนนั่งด้านหลังสุดของรถตู้อัลพาร์ด คือแค่รถก็รู้แล้วว่าครอบครัวของทิวไม้มีตัง
“ปากดี เธอมันก็ตัวซวยเหมือนกันนั่นแหละ” ทิวไม้หันมาต่อว่าฉันกลับ เขานั่งทำหน้าเซ็งไม่รับแขก ซึ่งก็ไม่ต่างกับฉันเท่าไหร่หรอกนะ
“นายทิวไม้!” ฉันกัดฟันแน่น เขามีสิทธิ์อะไรมาบอกว่าฉันเป็นตัวซวย เขาเองต่างหากที่เข้ามายุ่งวุ่นวายกับฉันก่อน แล้วยังเป็นตัวต้นเหตุทำให้ฉันต้องติดสอยห้อยตามมากับครอบครัวเขานี่ด้วย
“มีอะไรกันรึเปล่าสองคนนี้” เสียงของพ่อทิวไม้ดังมาจากด้านหน้า เหมือนว่าท่านจะได้ยินที่ฉันกับลูกชายเขาพูดกัน เลยหันดูสถานการณ์ด้านหลัง
“เปล่าครับ ไม่มีอะไร” เสียงทุ้มตอบแบบตัดรำคาญ ฉันเลยทำท่าฟืดฟาดไม่พอใจอย่างไม่ปิดบัง
ด้วยความอ่อนเพลียจากการนั่งรถมาทั้งวันแถมยังเจอแต่รถติดตลอดทาง ไม่รู้ว่าตัวเองเผลอหลับไปตั้งแต่ตอนไหน ตื่นขึ้นมาอีกทีก็มาถึงบ้านทิวไม้แล้ว ให้ตายสิ มันใช่เวลานอนไหม ทำไมฉันต้องหลับด้วยเนี่ย ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าฉันอยู่ส่วนไหนในกรุงเทพฯ ก็ไม่รู้
“ทิวไม้พารินนาไปนอนพักที่ห้องพักรับรองนะลูก” คุณแม่จัดแจงทุกอย่างโดยสั่งการให้ทิวไม้ดูแลฉัน เขาพยักหน้ารับไม่ได้ค้านอะไรกลับ จากนั้นพาฉันเดินเข้าไปในบ้านหลังใหญ่
ฉันกวาดสายตามองรอบ ๆ อย่างตกตะลึง นี่ถ้าไม่รู้ว่าที่นี่คือบ้านทิวไม้ ฉันคงจะแอบคิดว่ามันคือคฤหาสน์ของพวกเศรษฐีที่รวยร้อยล้านพันล้าน แต่เอ๊ะ หรือครอบครัวของทิวไม้จะเป็นเศรษฐีอยู่แล้ว
“เหม่ออะไรของเธอ” เสียงของทิวไม้ทำลายภวังค์ความคิด ฉันจึงหันไปตวัดตามองเขาอย่างไม่พอใจ ย่ำเท้าเดินตามเขาไปจนถึงหน้าห้องนอนห้องหนึ่ง ที่อยู่ชั้นล่างของบ้าน
“ทำไมนายไม่บอกพ่อแม่นายไปว่าฉันต้องกลับ!” ฉันกระซิบเสียงแข็ง กลัวว่าถ้าหากพูดเสียงดังไปจะกลายเป็นเรื่องอีก เลยต้องพูดเบา ๆ คาดคั้นคำตอบจากทิวไม้แทน
“ขี้เกียจ” คำตอบนี่วอนโดนตบสักสองสามทีอะ
“นายมันก็นิสัยไม่ดีเหมือนเพื่อนของนายที่รังแกพี่สาวฉันนั่นแหละ ไม่ต่างกันเลย!” อยากจะตะคอกด่าให้สาแก่ใจ ป่านนี้ไม่รู้ว่าลันนาจะเป็นยังไงบ้าง ฉันมันแย่ที่ช่วยเหลืออะไรพี่สาวตัวเองไม่ได้เลย
“พูดให้มันดี ๆ นะรินนา” ทิวไม้พูดเสียงเย็น เขามองฉันด้วยสายตาดุดัน ซึ่งฉันไม่แคร์
“ฉันพูดความจริง พวกนายมันไม่ต่างกัน ชอบรังแกผู้หญิง” ถ้าเขาไม่มายุ่งกับฉัน ฉันคงไม่ต่อว่าอะไรเขาหรอก เราคงจะต่างคนต่างอยู่ แต่คือมันไม่ใช่ไง การกระทำของทิวไม้ตอนนี้ก็ไม่ต่างกับเธียรเลยสักนิด กักขังหน่วงเหนี่ยวโดยที่ฉันไม่เต็มใจ
“ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเธอเลยนะ”
“ไม่ได้ทำบ้าอะไร ดูสิฉันต้องมาติดสอยห้อยตามครอบครัวนายมาที่นี่ เพราะนายไปบอกพ่อแม่นายว่าเราคบกัน ทั้งที่ความจริงแล้วมันไม่ใช่!” ฉันกัดฟันพูด เรื่องมันบานปลายเพราะเขาเป็นต้นเหตุ โทษทิวไม้น่ะถูกแล้ว
“ก็ใครช่วยให้เธอโวยวายแต่แรกล่ะ ฉันแค่อยากช่วยเพื่อน” พูดออกมาได้ว่าอยากช่วยเพื่อน เห็นแก่ตัวเป็นที่สุด เขาไม่นึกถึงใจฉันหรือลันนาเลยหรือไง รักเพื่อนแต่ไม่เห็นหัวผู้หญิงที่ถูกรังแก มันใช่เหรอ
“แล้วพี่สาวฉันที่ถูกเธียรพาไปไหนไม่รู้ล่ะ เกิดลันนาโดนทำร้ายขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ” ฉันตวัดตามองทิวไม้อย่างไม่พอใจ อยากจะรู้ว่าก่อนคิดเขาใช้สมองไตร่ตรองมันออกมาหรือเปล่า ถึงได้พูดอะไรโดยไม่นึกถึงใจคนฟัง
“ไอ้เธียรมันไม่ทำอะไรลันนาหรอก เธออย่าเวอร์ได้ปะขอร้อง” ฉันครางเหอะกับคำพูดของทิวไม้ กล้าพูดมาได้ว่าเพื่อนเขาจะไม่ทำอะไรพี่สาวของฉัน
“นายเป็นเพื่อนกันก็เข้าข้างกันน่ะสิ” ลองเขามาเป็นฉัน เขาจะไม่พูดคำนั้นออกมาเด็ดขาด หรือถ้าลองให้ทิวลิปโดนผู้ชายจับตัวไป ฉันเชื่อว่ายังไงทิวไม้คงไม่อยู่เฉยให้น้องสาวโดนรังแกแน่นอน
“พูดมากน่ารำคาญ” ทิวไม้พูดเสียงเรียบ แถมยังยกมือกอดอกด้วยท่วงท่าเบื่อโลก
“ทิวไม้!” ฉันผลักทิวไม้แรง ๆ เพราะทนฟังคำพูดของเขาไม่ไหว ผิดแล้วยังไม่รู้ตัวอีก
“เข้าไปนอนได้ละ ฉันเบื่อจะเสวนากับเธอ” คำพูดคำจานี่อมหมาไว้ในปากหรือยังไงกันนะ พ่นออกมาแต่ละคำนี่มันน่าตบให้ปากแตกเสียจริง ๆ
“คิดว่าฉันอยากคุยกับนายตายแหละ ไอ้คนเฮงซวย” อย่าคิดว่าจะข่มฉันได้ฝ่ายเดียวและจะทำให้ฉันกลัว ไม่มีทาง ยิ่งเป็นผู้ชายคนนี้แล้วล่ะก็ บวกก็บวก ก็มาดิคะ
“คำก็นิสัยไม่ดี สองคำก็เฮงซวย ด่าเยอะขนาดนี้จูบให้ปากแตกหน่อยดีมั้ย จะได้หุบปากสักที” ไม่ใช่แค่พูด คนตัวโตยังสาวเท้าเข้ามาอย่างคุกคาม จนฉันต้องรีบผลักเขาออก ก่อนเขาจะทำอย่างที่พูดจริง ๆ
“เลว!” ไม่มีคำไหนเหมาะกับทิวไม้นอกจากคำว่า ‘เลว’ แล้วจริง ๆ การกระทำของเขาอะ คนดี ๆ ที่ไหนไม่ทำกันหรอก
“มานี่เลยมา!” ดูเหมือนคำพูดของฉันจะแทงใจดำทิวไม้เข้าจัง ๆ
เขาทำหน้าขรึม มองฉันด้วยสายตาดุดัน ก่อนจะดึงแขนฉันเข้าไปในห้องนอน จัดการผลักร่างฉันให้ติดกับกำแพงห้อง ไม่สนใจว่านั่นจะทำให้ฉันเจ็บหรือเปล่า
“นายจะทำอะไร ปล่อยนะทิวไม้ นายเป็นบ้าหรือไง ปล่อย!” ฉันถามด้วยความตื่นตระหนก เมื่อคนตัวโตเริ่มคุกคามด้วยการรวบข้อมือทั้งสองข้างของฉันไว้ แล้วเอามืออีกข้างสอดลงมาใต้เอว กระชับวงแขนแน่นจนร่างกายของเราสองคนแนบชิดติดกัน
“อยากจะโดนคนเลวอย่างฉันจับปล้ำทำเมียมั้ย จะได้จัดให้” แม้น้ำเสียงที่เอ่ยมานั้นจะนิ่งเรียบ แต่ขัดกับแววตาที่เขามองมาอย่างสิ้นเชิง ทิวไม้ดูดุดัน เขาเหมือนพร้อมจะทำอย่างที่พูดจริง ๆ ลางสังหรณ์บอกว่าคนตรงหน้าอาจจะไม่ได้แค่ขู่ ถ้าขืนฉันยังพยศไม่หยุดแบบนี้
“กรี๊ดด หยุดเดี๋ยวนี้นะ” ฉันกรี๊ดเสียงหลง รีบสะบัดหน้าหนีไปทางอื่นเมื่อทิวไม้ก้มหน้าลงมา ไม่ต้องบอกก็รู่ว่าถ้าไม่หลบ มันจะเกิดอะไรขึ้น แน่ล่ะ เขาก็จะจูบฉันได้จัง ๆ น่ะสิ
“อยากรู้จริง ๆ ว่าถ้าฉันได้เธอแล้ว เธอจะยังปากดีแบบนี้อีกหรือเปล่า” เสียงทุ้มกระซิบลงบนข้างหู ลมหายใจอุ่น ๆ เป่ารดบริเวรลำคอ อดไม่ได้ที่จะขนลุกซู่กับการกระทำนั้น
“ถ้านายทำอะไรฉัน นายมันก็ไม่ต่างจากพวกหน้าตัวเมียชอบรังแกผู้หญิง” ฉันรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีผลักทิวไม้ให้ออกห่าง แถมคำด่าจุก ๆ ไปอีกหนึ่งประโยค เขาเหยียดยิ้มที่มุมปาก ยักคิ้วกวนประสาทฉันไม่หยุด
“คิดว่าฉันแคร์?”
“นายนี่มันที่สุดของความเลวจริง ๆ!” ใช่ เขาน่ะเลวมาก เกิดมายังไม่เคยพบเคยเห็นใครที่ร้ายเท่าเขามาก่อน
“ขอบคุณที่ชม ชอบจังเลยที่สุดของความเลวเนี่ย จะบอกอะไรให้ฉันเลวกว่าที่เธอคิดซะอีกรินนา”
ดูทิวไม้ไม่ได้สะเทือนกับคำพูดของฉันเลยสักนิด ยังลอยหน้าลอยตา พูดจาหมาไม่แดก เคลมตัวเองว่าเลวกว่าที่ฉันคิด ถามจริง นี่เขาปกติดีใช่ไหม ไม่ใช่ว่าป่วยเป็นโรคอะไรหรอกนะ
“ออกไปเลยนะ ไม่อย่างนั้นฉันจะกรี๊ดให้ดังลั่นบ้าน” ฉันขู่ การที่เราสองคนอยู่ในห้องกันสองต่อสอง แถมที่นี่ยังเป็นบ้านของเขาอีก คนที่เสียเปรียบคือฉัน ดังนั้นฉันควรหลีกเลี่ยงที่จะอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมกับเขา
“ก็ลองดูสิ เอาเลย กรี๊ดเลย ถ้าพ่อแม่ฉันมาเห็นเข้า ฉันจะได้บอกพวกท่านว่าฉันกับเธอน่ะมีอะไรกันแล้ว และฉันก็ปล่อยใน อาจจะทำเธอท้องได้ หลังจากนี้ชีวิตเธอก็จะไม่เป็นอิสระอีกต่อไป เธอรู้ไหมว่าพ่อแม่ฉันมีหน้ามีตาในสังคมมากแค่ไหน ถ้าพวกท่านรู้ว่าฉันทำอะไรเธอ เชื่อได้เลยว่าอีกไม่เกินอาทิตย์จะมีขันหมากไปสู่ขอเธอที่บ้านแน่ ๆ” ทิวไม้พูดแบบไม่สะทกสะท้านใด ๆ ทั้งสิ้น ต่างกับฉันที่อ้าปากค้างตกตะลึงกับคำพูดของเขา
“นายมันคิดแต่เรื่องชั่ว ๆ ทุเรศสิ้นดี คิดว่าขู่ฉันแล้วฉันจะกลัว?” ใจดีสู้เสือ ดีกว่าแสดงท่าทีร้อนรนออกมาให้เขาเห็น
“ถ้าอยากเป็นเมียฉันจริง ๆ ก็เอาเลย ดีเหมือนกัน ได้เธอเป็นเมียคงจะเร้าใจใช่ย่อย” ทิวไม้ท้า เขายกยิ้มที่มุมปาก ดูยังไงก็มีแต่ความร้ายกาจแฝงอยู่ในรอยยิ้มนั้น
“คนเลว” เชื่อไหมว่าฉันหมดคำจะด่าเขาแล้วจริง ๆ แต่ละประโยคที่เขาพูด ทำฉันเลือดขึ้นหน้าได้อย่างง่ายดาย
“จุ ๆ ไม่เอา ๆ อย่าด่าว่าที่ผัวในอนาคตตัวเองแบบนี้สิ ไม่น่ารักเลยนะ” พอเห็นว่าฉันเริ่มเดือด เขาก็เปลี่ยนท่าทีมากวนประสาทฉันต่อทันที
นี่มันเป็นเวรกรรมอะไรที่ต้องมาเจอคนอย่างทิวไม้ กวนประสาทได้โล่ กวนตีน ปากหมา ครบสูตรผู้ชายสารเลว!
“นายไม่มีวันที่จะได้แตะต้องตัวฉัน ไม่มีทาง!”
“ก็มาลองดูว่าฉันจะ ‘เอา’ เธอได้หรือเปล่า”