“บังอาจ! เจ้ากล้าโป้ปดต่อหน้าข้าเชียวหรือ?!”
องค์ชายแปดเห็นว่าเป็นประโยชน์ที่จะใช้เรื่องนี้ทำลายองค์ชายสี่ แม้ว่าจะเสียดายหญิงงามดุจเทพธิดาผู้นี้อยู่บ้าง แต่เป้าหมายของเขายิ่งใหญ่เกินกว่าจะแลกเพื่อนาง เขาจึงรีบชิงกราบทูล “เสด็จพ่อ ลูกคิดว่าจะต้องมีผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้แน่นอน ส่งตัวนางให้กรมราชทัณฑ์สอบเค้นจนกว่านางจะสารภาพเถิด”
องค์ชายแปดทรงมีบุคลิกแบบบัณฑิตผู้ทรงความรู้ แต่หากเบื้องลึกในใจแล้วนั้นกลับโหดร้ายไม่น้อย ทุกคนต่างรู้ว่าการสอบสวนของกรมราชทัณฑ์ไม่ต่างอะไรจากโทษตาย นาราเป็นหญิงตัวเล็กบอบบางเพียงนี้ เกรงว่านางคงจะไม่ได้ออกมาจากที่นั่นแบบมีชีวิต สิ่งที่องค์ชายแปดต้องการคือคำรับสารภาพจากปากนาราเพื่อปรักปรำองค์ชายสี่!
ถ้าโชคดีนาราก็อาจได้หมดลมหายใจแบบไม่ทรมาน แต่ถ้าไม่... แม้จะมีกี่ชีวิตก็ไม่พอแบกรับทัณฑ์หฤโหด ทั้งเฉือนเนื้อทั้งเป็น ทั้งตอกเล็บแทงเข็มหรือบางครั้งก็อาจถูกฟาดด้วยแส้ชุบน้ำเกลือทั้งวันทั้งคืน นารานึกถึงเรื่องเล่าสยดสยองที่พ่อเล่าให้ฟังถึงจุดจบของคนที่ถูกส่งตัวไปยุคกลางในยุโรป แค่คิดนาราก็หน้าซีดเผือดเหมือนเลือดมันพากันหายออกไปจากร่าง หัวใจมันเต้นรัวจนตัวสั่นเทิ้ม นางมีความมั่นใจในฝีมือฝีปากของตนเองก็จริง แต่นางหลงลืมไปว่าตนเองมาจากต่างยุคต่างสมัย นาราไร้ญาติขาดมิตร สิ่งเดียวที่ช่วยได้คือสร้อยพลอยแต่ก็ถูกเขายึดไว้เสียแล้ว
ไม่มีใครช่วยเหลือนางจากวิกฤตนี้ได้ทั้งสิ้น
ทว่ามีคนผู้หนึ่ง... ชันเข่าลงข้างหนึ่งพลางประสานมือเพื่อกราบทูลทัดทาน
องค์ชายอิ้นเจิน...
“เสด็จพ่อ...”
“ฟังหม่อมฉันพูดให้จบก่อนเพคะ อย่าเพิ่งกริ้ว...” เต๋อเฟยรีบขัดจังหวะลูกชายไม่ให้พูดอะไร ไม่ต้องการให้ใครดึงลูกชายมาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ สีหน้าของเต๋อเฟยไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่ เฉินกูกูต้องรีบประคองให้นั่งพัก ดมยาหอมและพัดวีให้คลายเวียนศีรษะ “หม่อมฉันหมายความว่า หม่อมฉันยังไม่ได้ทำความรู้จักพื้นเพของนางเพคะ”
“ถ้าเช่นนั้นนางชื่ออะไร”
“หนิงเอ๋อร์” คำตอบของเต๋อเฟยตรงกับที่นาราเขียนไว้ โทสะของคังซีจึงบรรเทาลงแต่ยังไม่ดับสนิท พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อหากนางพูดอะไรผิดพลาดไปอีกนิดเดียว เต๋อเฟยพักอยู่ด้านในตำหนักจึงได้ฟังการซักถามเมื่อชั่วครู่ รู้ว่านารากำลังตกที่นั่งลำบาก “ก่อนอื่นข้าต้องขอบคุณเจ้าที่ช่วยชีวิตข้าไว้”
“นางช่วยเจ้าไว้เช่นนั้นหรือ”
“เพคะฝ่าบาท ตอนนั้นหม่อมฉันกำลังสวดมนต์ในศาลา จู่ๆ อาการก็กำเริบขึ้นมา เฉินกูกูรีบวิ่งไปตามหมอหลวง ส่วนหนิงเอ๋อร์อยู่แถวนั้นพอดีจึงช่วยประคับประคองหม่อมฉันไว้เพคะ อีกทั้งวันนี้หนิงเอ๋อร์นึกสนุก แต่งตัวแปลกๆ เพื่อหวังให้หม่อมฉันหัวเราะบ้างเท่านั้นเองเพคะ”
นาราหมอบนิ่ง เป็นการตอบรับคำพูดของพระนางอยู่กลายๆ
“เราเพิ่งคัดเลือกนางกำนัลเข้ามาใหม่เมื่อไม่กี่เดือนก่อน เด็กคนนี้ถูกส่งมาให้รับใช้งานในตำหนัก แต่หม่อมฉันมัวแต่ล้มป่วยอยู่บนเตียง พอเจอหน้านางรู้สึกไม่คุ้นจึงตกใจเพคะ”
“ที่แท้ก็นางกำนัลของเจ้าเอง นางช่างเล่นซุกซนจนวุ่นวายไปทั้งวัน” ฮ่องเต้คลายสิ้นข้อสงสัย ทรงกุมพระหัตถ์เต๋อเฟยไว้พลางตบเบาๆ เป็นการปลอบใจ “ถึงแม้ว่ากิริยาวาจาของนางจะประหลาดอยู่บ้าง แต่นับว่าเจ้าได้คนฉลาดเฉลียวไว้ข้างกาย...”
“ถูกแล้วเพคะ ฝีปากของนางเฉียบคมยิ่งนัก หม่อมฉันเกรงว่าเหนียงเหนียงจะไม่เหงาแล้วนะเพคะ” จิ้งกุ้ยเหรินป้องปากหัวเราะ หญิงงามย่อมหาได้ไม่ยาก แต่หญิงที่งามพร้อมด้วยสติปัญญานับว่าหาได้ยากยิ่ง
“ปีนี้เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว”
คนตั้งคำถามคือองค์ชายแปด แววตาท่าทางเปลี่ยนกลับมาพึงพอใจในตัวนาราและค้นหาสิ่งที่เขาสามารถใช้ประโยชน์จากนางได้ ในเมื่อนางเป็นแค่นางกำนัลในตำหนักเต๋อเฟยจริง เพราะฉะนั้นก็ไม่เสียหายที่จะเกี้ยวนางไว้เพื่อเป็นสายสืบข่าวในตำหนักให้เขา อิ้นเจินเองก็ลอบมองท่าทีระหว่างสองคนนี้อยู่เช่นกัน เชื่อมั่นไปแล้วหลายส่วนว่าองค์ชายแปดส่งหญิงแปลกหน้าผู้นี้มาแทรกซึมในตำหนักเหยียนชีกง
ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน นางก็ตกเป็นเป้าในเกมชิงอำนาจทั้งนั้น
นารากลอกตาคิดคำตอบ ถามอะไรก็ถามได้แต่อย่าถามเรื่องอายุจะได้หรือไม่ ผู้หญิงเขาถือ!
นางอายุยี่สิบสี่ แต่จากประสบการณ์ที่เคยอ่านหนังสือผ่านหูผ่านตามา การคัดเลือกนางกำนัลจากธิดาตระกูลขุนนางแปดกองธงจะคัดเด็กสาวที่มีอายุแรกรุ่น และการที่จู่ๆ องค์ชายผู้สูงศักดิ์นึกสนใจนางเช่นนี้ แม้จะเพิ่งเคยพบหน้ากันแต่นารารู้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีจิตสิเน่หา เขาสนใจผลประโยชน์ที่จะได้จากตัวนางต่างหาก นาราคิดบวกลบคูณหารดูแล้วจึงแอ๊บตอบไปว่า
“ปีนี้หม่อมฉันสิบหกเพคะ”
“สิบหกเท่านั้นเองรึ”
“เพคะ... เมื่อครู่นี้หม่อมฉันจำได้ว่าพระองค์ต้องการส่งหม่อมฉันรับทัณฑ์ทรมาน ทรงถามอายุหม่อมฉันก็เพื่อหาทางช่วยผ่อนโทษให้หม่อมฉันกระมัง หม่อมฉันขอคำนับขอบพระทัยเพคะ”
องค์ชายแปดขึงโกรธทันทีที่โดนตอกกลับ ส่วนอิ้นเจินลอบหัวเราะ แม้แต่จิ้งกุ้ยเหรินก็แอบหันไปหัวเราะกับหรงเฟย
“ดี! หญิงเข้มแข็งไม่อ่อนแอเช่นนี้จึงจะเอาตัวรอดในวังหลังได้ เจ้าช่างเป็นเด็กสาววัยสิบหกที่ห้าวหาญดีจริงๆ เดิมทีข้าไม่สนใจว่า ‘งามดั่งเทพธิดา’ เป็นเช่นใด ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว”
มาถึงตอนนี้ไม่มีชายคนใดที่ไม่สนใจนารา องค์เหนือหัวแห่งต้าชิงลูบเคราอย่างเชื่องช้าขณะพิจารณาความงามตรงหน้า แม้ว่าพระองค์จะอายุมากแล้วแต่ก็ยังคงมีเสน่ห์ตามประสาหนุ่มใหญ่ใจป้ำ อีกทั้งหญิงสาวทุกคนในวังหลังล้วนเป็นของฮ่องเต้ หากทรงพึงพอพระทัยใครก็รับสั่งให้ถวายงานได้
การถวายตัวเป็นนางสนมของฮ่องเต้ถือเป็นเรื่องที่อิสตรีในวังหลังต่างเฝ้าฝัน เพราะหญิงสาวบางคนที่ฮ่องเต้รับเข้าวังหลังมาแต่ไม่เคยเห็นพระพักตร์ก็มี บางคนโชคดีได้รับการเรียกหา พวกนางต้องรีบคว้าโอกาสทองที่จะทำให้ฮ่องเต้พอพระทัยเพื่อพวกนางจะได้ก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สูงกว่า เกียรติยศเงินทองความมั่งคั่งจะไหลเทมากองแทบเท้า ฮ่องเต้ทรงถูกชะตานางตั้งแต่แรกเห็น นาราพอมองเรื่องนี้ออกจึงชิงกราบทูลก่อน
“หากฝ่าบาทต้องการตัวหม่อมฉัน หรือต้องการยกให้ใคร ขอทรงให้เต๋อเฟยเป็นผู้มีสิทธิตัดสินนะเพคะ”
เต๋อเฟยหัวเราะ เด็กคนนี้มีไหวพริบดียิ่งนัก พูดแค่สั้นๆ ก็ปิดโอกาสทุกคนจนราบคาบโดยที่ไม่ทำให้คนฟังรู้สึกขุ่นข้อง ความหมายของนาราคือ ‘ไม่! ฉันไม่คิดจะเป็นของใคร’ เพราะเต๋อเฟยย่อมมีเหตุผลไม่ยอมยกสาวน้อยผู้นี้ให้ฮ่องเต้ ส่วนองค์ชายที่คิดหมายปองนาราก็ต้องคิดให้ดีๆ เพราะอย่างน้อยนาราก็เป็นหญิงสาวที่เสด็จพ่อทรงสนพระทัย
ฮ่องเต้คังซีทรงรู้จุดประสงค์ที่นาราทูลขอเช่นนั้น พระองค์จึงชูนิ้วขึ้นมา ท่าทีราวกับผู้ใหญ่กำลังดุเด็กที่ซุกซน “ตอบได้ดี นับว่าครั้งนี้เจ้าเอาตัวรอดไปได้”
“ขอบพระทัยเพคะ ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปีเพคะ” นาราก้มลงกราบพร้อมฉีกยิ้มแฉ่ง