องค์ชายแปดขยับกายกระสับกระส่ายเพราะไม่อาจหาเหตุผลใดทูลขอนางได้ พระมารดาของเขาไม่มีบารมีมากพอที่จะขอนางกำนัลจากเต๋อเฟย และเต๋อเฟยก็ไม่มีความจำเป็นต้องยกเด็กคนนี้ให้เขา และหากคิดลักลอบสานความสัมพันธ์กับโฉมงามผู้เลื่องลือคนนี้ นอกจากจะเสี่ยงความแตกจนชื่อเสียงแปดเปื้อนแล้วยังเสี่ยงถูกเสด็จพ่อประณามเอาได้
ได้ไม่คุ้มเสีย...
องค์ชายแปดตัดสินใจรามือจากนารา
องค์ชายคนอื่นๆ เองก็แสดงอาการครุ่นคิดไม่ต่างกัน มีเพียงองค์ชายสี่อิ้นเจินที่มีสีหน้าเรียบเฉย ไม่บ่งบอกพื้นอารมณ์ใดๆ เขาสงบนิ่งเพราะรู้ว่าหญิงเจ้าเล่ห์แสนกลอย่างนางย่อมหาทางเอาตัวรอดได้สบายๆ อยู่แล้ว เขารู้ว่านางจะเลือกตอบอะไร และเขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องเข้าร่วมวงแย่งชิงหญิงผู้นี้แต่อย่างใดเพราะเขามิได้สนใจนาง
อิ้นเจินหยิบสร้อยพลอยที่ยืดจากนาราขึ้นมาตรวจสอบ มันเป็นสร้อยประดับจี้พลอยหลากสี รูปแบบเรียบๆ ก็จริงแต่มีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกแปลก ปลายนิ้วแกร่งไล่ไปตามเม็ดพลอยแต่ละสี เขาเป็นนักสะสมผลงานศิลปะอยู่ไม่น้อยจึงมองออกว่าสร้อยเส้นนี้ใช้ช่างฝีมือชั้นเลิศ และพลอยที่ฝังอยู่ไม่ใช่พลอย
มันคืออะไร?
“ในเมื่อนางเป็นคนในตำหนักของหม่อมฉัน ก็ขอให้หม่อมฉันเป็นผู้ชำระความนะคะ” เมื่อผู้มีพระคุณกำลังเดือดร้อน เต๋อเฟยจึงช่วยให้ที่พึ่งพิงแก่นาราโดยบอกว่านางเป็น ‘คนของตำหนัก’ เมื่อฮ่องเต้ทรงอนุญาต เต๋อเฟยจึงเป็นผู้ทำหน้าที่ซักถามต่อไป “เจ้ามาจากสกุลใด”
“หม่อมฉัน... หม่อมฉันชื่อนารา เรียกหม่อมฉันว่าหนุงหนิง เอ่อ หนิงเอ๋อร์ก็ได้เพคะ”
“นาลางั้นหรือ? แล้วเผ่าล่ะ? เย่เหอหรือว่าอูลา?”
นาราไม่เข้าใจว่าเต๋อเฟยถามถึงอะไร จึงดำน้ำตอบตามมีตามเกิด “เอ่อ... เผ่า? ถ้าหมายถึงนามสกุล... เอ่อ... นามสกุลของหม่อมฉันคือ ‘ชื่นอุรา’ เพคะ”
“ชื่น... อุ... รา...” ทุกคนงง ไม่เคยได้ยินชื่อนี้ นาราจึงชักจะเหงื่อตก
“อูลา... นางหมายถึงอูลา... นาลา” เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นสั้นๆ ด้วยแววตาเย็นยะเยือก คนผู้นั้นคืออิ้นเจิน
“ที่แท้ก็มาจากเผ่าอูลา สกุลนาลา นับว่าไม่เลว สำเนียงเจ้าแปลกแต่ก็เป็นเอกลักษณ์ดี” เต๋อเฟยพยักหน้าพอใจ เนื่องจากสกุลอูลานาลาเป็นสกุลโบราณ สืบทอดเชื้อสายจากจักรพรรดิองค์แรกของต้าชิง มีพันธะอำนาจสูงในราชสำนัก นาราฟังไม่เข้าใจแต่ก็พยักหน้าเออออไปก่อน อะไรที่เต๋อเฟยว่าดีนางก็ดีด้วย
เมื่อนายว่าเช่นนั้น บ่าวไพร่ในตำหนักก็ต้องว่าตามกัน เฉินกูกูกับเถาจื่อยืนตัวเกร็งเมื่อประจันหน้ากับนารา ส่วนต้วนกงกง หัวหน้าขันทีตำหนักเหยียนชีกงเตะขันทีน้อยตู้หมิงให้คุกเข่าคำนับ ตู้หมิงรีบเอาศีรษะโขกพื้น ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นจนกว่าจะได้รับอนุญาต
“ข้าน้อยอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ไม่ดี ทำให้ฝ่าบาท เหนียงเหนียงและเหล่าองค์ชายทั้งหลายสับสนวุ่นวาย ขอฝ่าบาทลงโทษด้วยพ่ะย่ะค่ะ” พูดไปพลาง ดุใส่ขันทีน้อยไปพลาง
“ฝ่าบาท ขอทรงอภัยให้ข้าน้อยด้วยพ่ะย่ะค่ะ เป็นเพราะข้าน้อยไม่ดูให้ดี รีบร้องตะโกนโวยวายจึงเกิดเรื่องระคายเคืองพระทัยฝ่าบาท ขอทรงเมตตาข้าน้อยด้วย”
นารารู้สึกสงสารตู้หมิงไม่น้อย ถ้านางยอมอยู่นิ่งๆ ให้จับและตกลงพูดคุยกันภายในตำหนักตั้งแต่แรก บางทีเรื่องราวก็คงจะไม่ลุกลามใหญ่โตเช่นนี้ นาราจึงก้มลงกราบคังซีอีกครั้งก่อนจะทูลขอร้อง
“หม่อมฉันขอบังอาจกราบทูล... เรื่องนี้เป็นความผิดของหม่อมฉันเพียงผู้เดียวเพคะ ตู้กงกงพบเจอสิ่งผิดปกติจึงรีบเข้ามาช่วยเหลือเต๋อเฟยอย่างแข็งขัน คนอื่นพากันหลบหนีแต่ตู้กงกงไม่เป็นเช่นนั้น บ่าวรับใช้ที่ซื่อสัตย์เช่นนี้น่ายกย่องยิ่งนักเพคะ ขอฝ่าบาททรงพิจารณาด้วย”
“อืม... เจ้าเป็นบ่าวย่อมต้องปกป้องดูแลความปลอดภัยให้นาย เจ้าทำหน้าที่ถูกต้องแล้ว ข้าไม่ตำหนิเจ้าเรื่องนี้ ส่วนเจ้า...” ฮ่องเต้ทรงชี้นิ้วมาที่นารา “ในเมื่อเจ้าเป็นผู้ช่วยชีวิตเต๋อเฟยก็นับว่าเป็นความดีความชอบ ถือว่าลบล้างความผิดไปเช่นกัน”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปพ่ะย่ะค่ะ” ตู้หมิงไม่ต่างอะไรจากตายแล้วเกิดใหม่ รีบโขกศีรษะคำนับทั้งน้ำตาและคลานถอยออกไป เต๋อเฟยกับหรงเฟยจึงนึกชมนาราที่มีคุณธรรมน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น นับว่ามีความตั้งใจดีและมีค่าพอชุบเลี้ยง
“เอาล่ะ ข้าต้องกลับไปอ่านฎีกาที่เฉียนชิงกงแล้ว เรื่องนี้ถือว่าจบ หากใครกล้าพูดจาเรื่องภูติผีปีศาจไร้สาระในวังให้ข้าได้ยินอีก ข้าจะตัดลิ้นมัน”
ด้วยเหตุนี้นารา หนุงหนิงจึงได้กลายเป็นนางกำนัลอูลานาลา หนิงเอ๋อร์ ประจำการที่ตำแหน่งเต๋อเฟยในตำแหน่งนางกำนัลฝึกหัด...
อิ้นเจินน้อมส่งเสด็จก่อนจะยืดกายลุกขึ้นเต็มความสูง แววตาวาววับไม่น่าไว้วางใจสำหรับนารา แค่สบตากันนางก็รู้ทันทีว่าเขาไม่เชื่อนิทานที่นางกับเต๋อเฟยแต่งขึ้นเลยสักนิด
แล้วไง... ใครแคร์
นาราสะบัดหน้าเชิดใส่ก่อนจะแบมือขอสร้อยพลอยคืน ร่างสูงสง่าจึงหยิบส่งให้อย่างเสียมิได้ สีหน้าเริ่มเก็บความหงุดหงิดไม่มิด
“องค์ชายอิ้นเสียงๆ มานี่หน่อยเพคะ” องค์ชายสิบสามอิ้นเสียงกำลังมึนงงสับสนเรื่องแม่หญิงสารภี บุตรสาวพระยาพิชิต เหตุใดจึงกลายเป็นหนิงเอ๋อร์แห่งตำหนักเหยียนชีกง นาราสวมสร้อยเสร็จเรียบร้อยจึงอาศัยจังหวะที่เหล่าสนมและเหล่าองค์ชายบอยแบรนด์ทั้งหลายอยู่กันครบ จัดการรวดเดียวให้สิ้นซาก
“องค์ชายมองนี่นะเพคะ ทุกท่านมองมาทางนี้...”
นางยิ้มหวานฟันดำปี๋พลางชี้ไปที่พลอยสีแดง พริบตาเดียวแสงสว่างวาบก็พุ่งทะลุผ่านรูม่านตาเจาะผ่านนำข้อมูลเข้าไปในสมอง บันทึกชื่ออูลานาลาหนิงเอ๋อร์แห่งตำหนักเต๋อเฟย อายุสิบหกเอ๊าะๆ สูงร้อยเจ็ดสิบ หนักสี่สิบแปด สัดส่วน 34-24-35 ชอบกินขนมหวานและเกลียดเด็กจ้า
จากนี้ไปจะไม่มีใครสงสัยเรื่องที่มาที่ไปของนางอีก เหล่าองค์ชายคำนับลาหรงเฟยและเต๋อเฟย ก่อนจะพากันกลับไปโดยไม่มีใครสนใจเรื่องนางอีก องค์ชายแปดเดินนำกลุ่มน้องชายออกไปอย่างสง่างาม แต่ฝีเท้ากลับชะงักและเหลียวกลับมามองนาราด้วยสายตาหมาป่า องค์ชายสิบสี่เห็นพี่แปดมองนางกำนัลของเสด็จแม่ด้วยแววตาร้อนแรงเช่นนั้นก็พอรู้ใจ หากหญิงนางใดได้สายตามุ่งมาดปรารถนาจากชายหนุ่มรูปงามราวกับหยกชั้นดีเช่นนี้ หญิงนางนั้นย่อมร่ำไห้ด้วยความยินดี แต่นารากลับยักไหล่เฉยๆ
ส่วนบรรดาบ่าวไพร่ในตำหนักเหยียนชีกง เถาจื่อ ซื่อจื่อ ขันทีน้อยตู้หมิงรวมทั้งเฉินกูกู ตอนแรกก็มีท่าทีหวาดกลัวนาราจนตัวแข็งทื่อ แต่เมื่อจ้องแสงสีแดงจากสร้อยพลอยของนาราเข้าไปก็สงบเป็นปกติราวกับโดนคาถานะจังงัง
“เอาล่ะ...เรียบร้อย” ร่างบางปัดมือเปาะแปะ พลางปาดเหงื่อหยดเล็กๆ บนไรผมพอเป็นพิธี จากนั้นก็แดนซ์ๆ กระดกหน้าถอยหลังตามเต๋อเฟยเข้าไปด้านในตำหนัก “อยู่ใน party ร้อนยังกะ fire หนุงหนิงสวยเซ็กซี่ hot ยังกะ fire... วันนี้เหนื่อยจังวู้”
แต่นางไม่ทันสังเกตว่ามีคนผู้หนึ่งที่จงใจหลับตาหลบแสงพลอยสีแดงของนาง
อิ้นเจิน...