“เลิกทะเลาะกันจุกจิกข้างหูข้าเสียที มู่กุ้ยเหรินมีน้ำใจคิดถึงข้า เจ้าก็เลิกแขวะนางได้แล้ว ส่วนเจ้าเองก็เด็กกว่าจิ้งกุ้ยเหริน อย่าทำตัวล่วงเกินนางอีก หรงเฟยก็อยู่ที่นี่ ไม่อายนางบ้างหรือ”
“เพคะ”
จิ้งกุ้ยเหรินยิ้มเจื่อนๆ ให้หรงเฟย ต่างฝ่ายต่างรู้ใจกันดีจึงส่งสายตาหลิ่วไปมา หรงเฟยรู้ว่าจิ้งกุ้ยเหรินรำคาญเด็กขี้อวดผู้นี้เต็มที ทรงอยากจะช่วยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะสิทธิ์ตัดสินใจอยู่ที่อี้กุ้ยเฟย และใครๆ ต่างก็รู้ว่ามู่กุ้ยเหรินเป็นคนของฝั่งนั้น ทำให้ไม่มีใครกล้าแตะต้อง หรงเฟยจึงได้แต่ส่งสายตาเอาใจช่วยให้อดทน
“อาการของนางดีขึ้นบ้างแล้วยัง”
“เพคะ แต่ยังดูตื่นตกใจอยู่มาก เดิมทีพี่เต๋อก็ไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว หมอหลวงจึงสั่งเทียบยาให้ทานอีกชุดเพื่อผ่อนคลายเพคะ”
ฮ่องเต้ทรงพยักพระพักตร์รับทราบ
“เจ้าไม่ค่อยสบาย ป่วยอยู่บ่อยๆ ไม่จำเป็นต้องลำบากมาเหยียนชีกงด้วยตัวเองเลย” ฮ่องเต้รับสั่งด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ถึงแม้ว่าหรงเฟยจะเริ่มล่วงเลยเข้าสู่วัยชรา ไม่สดสวยเท่านางสนมรุ่นเด็กๆ แล้วก็จริง แต่ฮ่องเต้ก็ทรงรักนางไม่เสื่อมคลาย หรงเฟยจึงอดยิ้มเขินไม่ได้เมื่อฝ่าบาทหยิบผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อให้ด้วยพระองค์เอง
“ดูทำเข้าสิเพคะ หม่อมฉันก็อายุปูนนี้แล้ว ฝ่าบาทยังจะเอาใจหม่อมฉันเหมือนสมัยสาวๆ อีก อายพวกเด็กๆ บ้างสิเพคะ”
“ไม่เห็นเป็นอะไรเลยหรงเอ๋อร์ คืนนี้ข้าจะแวะไปทานปลานึ่งของเจ้าที่จางสุ่ยกงนะ”
“หม่อมฉันจะทำปลานึ่งไปถวายที่เฉียนชิงกงวันพรุ่งนี้ดีกว่าเพคะ ตอนนี้ที่ตำหนักของหม่อมฉันมีกลิ่นยาฉุนไปหมด อีกอย่างคืนนี้หม่อมฉันอยากจะมาอยู่เป็นเพื่อนพี่เต๋อด้วยเพคะ เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้พี่เต๋อตกใจมาก ดีที่หมอหลวงบอกว่าพี่เต๋อไม่เป็นอะไรมาก แค่นอนพักสักหน่อยก็จะดีขึ้น แต่หม่อมฉันก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดีเพคะ”
หรงเฟยยังคงเป็นหรงเฟย ใจดีและห่วงใยคนรอบข้างเสมอ ฮ่องเต้จึงทรงผงกศีรษะอย่างเห็นด้วย “ขอบใจเจ้ามาก ข้าต้องฝากเจ้าดูแลเต๋อเฟยแล้ว”
“หม่อมฉันกับพี่เต๋อเข้าวังมาพร้อมกัน ถวายตัวในเดือนเดียวกันแถมพี่เต๋อยังมีทายาทให้ฝ่าบาท ให้หม่อมฉันช่วยเลี้ยงคลายเหงามากมาย ที่สำคัญเราสองพี่น้องรับใช้ฝ่าบาทมานาน ต่างก็แก่มาด้วยกัน ถ้าหม่อมฉันไม่ดูแลพี่เต๋อแล้วใครจะดูเล่าเพคะ”
“ได้เห็นมิตรภาพของพวกเจ้าเช่นนี้ ข้าก็พลอยมีความสุข” ฮ่องเต้คังซีพยักพระพักตร์ก่อนที่สายพระเนตรคมกริบจะกวาดมองไปรอบๆ เหยียนชีกง ด้านหน้าตำหนักปลูกบัวใส่กระถางส่งกลิ่นหอมนุ่มนวลก็จริง แต่ภายในตำหนักกลับมีข้าวของบางตา ของที่มีอยู่ก็ใช่ว่าจะดี ที่หน้าต่างกรุกระดาษมีรอยขาดให้เห็นด้วยซ้ำ ไม่สมฐานะเฟยเลยสักนิด
“ข้าไม่ได้มาที่เหยียนชีกงแค่พักเดียว เหตุใดตำหนักถึงได้ดูเศร้าหมองนัก เกิดอะไรขึ้น ฝ่ายพิธีการไม่ได้ส่งคนมาช่วยซ่อมแซมตำหนักบ้างเลยหรือ เจ้ารู้เรื่องนี้หรือไม่หรงเอ๋อร์”
หรงเฟยเห็นว่าเป็นโอกาสดีจึงกราบทูลตามตรง
“ฝ่าบาทเปรียบได้กับแสงตะวันของพวกหม่อมฉัน เพียงพระองค์มาเยี่ยมเยือนที่แห่งนี้ก็สว่างและอบอุ่นขึ้นมาทันทีเพคะ เดิมทีพี่เต๋อก็เป็นคนเรียบง่ายใช้ชีวิตสมถะอยู่แล้ว ช่วงหลังฝ่าบาททรงโปรดให้สร้างตำหนักเพิ่ม อี้กุ้ยเฟยเห็นว่าพี่เต๋อไม่ค่อยสนใจของพวกนี้นักจึงขอแบ่งข้าวของไปตบแต่งตำหนักใหม่ ส่วนเรื่องตำหนักทรุดโทรม ทางกรมพิธีการต้องรับใช้ทางตำหนักเฉียวชูกงจนแทบไม่มีเวลามาดูแลทางนี้ พี่เต๋อเองก็เห็นว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรจึงรอไปก่อนเพคะ”
“เหลวไหลสิ้นดี!” สุรเสียงผ่าเปรี้ยงอย่างฉุนเฉียว ทุกคนจึงรีบคุกเข่าน้อมกายลงพลางทูลขอให้ทรงคลายกริ้ว
“ฝ่าบาท ขอทรงพระทัยเย็นๆ ก่อนเพคะ หม่อมฉันผิดเองที่ดูแลพี่เต๋อไม่ดีเพคะ ถึงแม้ช่วงนี้พี่เต๋อจะลำบากไปบ้างที่ถูกลดเงินเดือนไปเกินครึ่ง แต่พี่เต๋อก็ยินดีช่วยเหลือฝ่าบาทประหยัดงบในวังหลังเพคะ”
พระขนงของฮ่องเต้คังซีขมวดมุ่นทันใด แม้จะไม่แสดงออกอะไรแต่หรงเฟยรู้ว่าพระองค์ไม่พอพระทัยอี้กุ้ยเฟยขึ้นมาแล้ว งบค่าใช้จ่ายที่ใช้ในวังหลังนับแสนตำลึง มีแต่เพิ่มไม่มีลดมาตลอด ดังนั้นไม่มีเหตุผลสักนิดที่เหยียนชีกงจะถูกบีบอยู่เพียงตำหนักเดียว “ฝีมือของอี้กุ้ยเฟยสินะ”
หรงเฟยยิ้มเศร้าสร้อย
“ไม่น่าจะใช่หรอกเพคะ อี้กุ้ยเฟยดีต่อหม่อมฉันกับพี่เต๋อเสมอ เพียงแต่ช่วงหลังมานี้หม่อมฉันกับพี่เต๋อพากันป่วยดังนั้นจึงไม่ค่อยได้เจออี้กุ้ยเฟยสักเท่าไหร่ อีกทั้งฝ่าบาทก็ทรงยุ่งกับราชกิจ พี่เต๋อจึงยิ่งเกรงพระทัยไม่กล้านำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ไปรบกวน เรื่องนี้อาจจะเป็นการกระทำโดยพลการของพวกกงกงก็ได้เพคะ”
“คนพวกนี้ดีแต่ประจบประแจง! สั่งปลดหัวหน้าฝ่ายพิธีการ ส่งตัวมันไปทำงานหนัก แล้วสั่งให้คนมาจัดการเรื่องเหยียนชีกงให้เรียบร้อย หากมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นกับเต๋อเฟยอีก ข้าจะสั่งตัดหัว”
“พ่ะย่ะค่ะ” จางกงกงน้อมรับพระกระแสรับสั่งก่อนจะค้อมกายล่าถอยออกไป หรงเฟยจึงค่อยเบาใจขึ้นที่ช่วยกู้สถานการณ์ให้เต๋อเฟยได้บ้าง มู่กุ้ยเหรินกลับนึกโกรธเคืองแทนอี้กุ้ยเฟย
“ฝ่าบาทต้องสอบสวนเรื่องภูติผีให้กระจ่างนะเพคะ หม่อมฉันมีลางสังหรณ์ว่าจะมีใครบางคนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้” มู่กุ้ยเหรินคิดทะเยอทะยานจึงถึงขั้นกล้าลบหลู่หรงเฟยด้วยการปรายตามองไปทางบ่าวไพรของอีกฝ่าย “ถ้าภูติผีนั่นเป็นเรื่องตบตาจริงๆ หม่อมฉันก็เดาว่ามีหลายคนที่ได้รับประโยชน์นะเพคะฝ่าบาท”
ความหมายของมู่กุ้ยเหรินคือเต๋อเฟยสร้างเรื่องภูติผีปีศาจขึ้นมาเรียกร้องความสนใจ หรงเฟยจึงไม่พอใจทันที
“เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ถึงได้กล่าววาจาสามหาวเช่นนี้”
“โบราณว่าไว้ ยิ่งกล้าเสี่ยงก็ยิ่งได้รับผลคุ้มค่าเพคะ หม่อมฉันพอทราบมาว่าหรงเหนียงเหนียงกับเต๋อเหนียงเหนียงทรงสนิทสนมแน่นแฟ้นกันยิ่งนัก ช่วงหลังมานี้ฝ่าบาทก็แทบไม่ได้แวะเวียนไปหาพวกนางเลย เอ... ปีกว่าได้แล้วมั้งเพคะ บางทีเหนียงเหนียงอาจจะนึกสนุกแก้เบื่อ ก็เลยกุเรื่องขึ้นมาก็ได้นะเพคะ ดูสิ แค่ฝ่าบาทมาที่นี่ พริบตาเดียวตำหนักเหยียนชีกงก็สว่างสดใสเหลือเกิน เรื่องน่าสนุกแบบนี้ ถ้าหม่อมฉันลองดูบ้าง ฝ่าบาทต้องเสด็จไปหาหม่อมฉันนะเพคะ”
“มู่กุ้ยเหริน เจ้าไม่ควรล่วงเกินหรงเฟย อีกหน่อยเมื่อเจ้าเลื่อนตำแหน่งเป็นผินแล้ว ข้าจะสั่งให้คนเตรียมตำหนักให้ใหม่”
ฮ่องเต้ทรงเอ่ยปรามมู่กุ้ยเหรินดุจผู้ใหญ่เอ็นดูเด็กเอาแต่ใจ แต่คนอย่างมู่กุ้ยเหรินได้คืบจะเอาศอก ตำแหน่งกุ้ยเหรินเป็นตำแหน่งชั้นเมียน้อยของจักรพรรดิ พวกนางไม่มีชุดประจำตำแหน่ง ไม่มีเกี้ยว ไม่มีเสลี่ยงคานหามใดๆ ไม่มีตราตั้ง ไม่มีธงนำขบวน ไม่มีสิ่งใดนอกจากเงินรายปีหนึ่งร้อยเหลียง ของรับพระราชทานรายปี ของใช้รายวัน นางกำนัลรับใช้สามคน ขันทีรับใช้สามคน และห้องนอนส่วนตัวในตำหนักรวมท้ายวังหลวงใกล้กับตำหนักเย็น แออัดคับแคบไม่เป็นส่วนตัวเลยสักนิด
“หม่อมฉันอึดอัดยิ่งนักเพคะ ขนาดเหยียนชีกงทรุดโทรมว่างเปล่า แต่ก็ยังโอ่โถงสว่างไสวกว่าตำหนักของหม่อมฉันไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า ไม่นับรวมพวกขี้อิจฉาที่อาศัยร่วมกับหม่อมฉันอีก”
จิ้งกุ้ยเหรินโดนพาดพิงก็ถลึงตาจิก แต่มู่กุ้ยเหรินไม่สนใจ
“ถ้าฝ่าบาทไม่สืบสวนเรื่องนี้ให้กระจ่าง อีกหน่อยก็คงมีใครบางคนสรรหาเรื่องภูตผีมาหลอกให้ฝ่าบาทสร้างตำหนักใหม่ก็เป็นได้”