“ถ้าฝ่าบาทไม่สืบสวนเรื่องนี้ให้กระจ่าง อีกหน่อยก็คงมีใครบางคนสรรหาเรื่องภูตผีมาหลอกให้ฝ่าบาทสร้างตำหนักใหม่ก็เป็นได้”
บ่าวของหรงเฟยไม่อาจทนให้สนมชั้นกุ้ยเหรินดูหมิ่นได้ แต่หรงเฟยยกมือห้ามปรามไว้ สีหน้าของนางยังคงมีรอยยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ถือสาหาความต่อคำกล่าวหยาบคายนั้นเลยสักนิด ฮ่องเต้จึงทรงเป็นผู้ตำหนิมู่กุ้ยเหรินด้วยพระองค์เอง
“ต่อหน้าข้า เจ้ายังกล้าพูดจาเหลวไหลก่อกวน เจ้าเห็นว่าข้าเลอะเลือนเช่นนั้นเชียวรึ?! ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียบ้าง!”
“มะ...หม่อมฉันมิกล้า หม่อมฉันเพียงแค่ต้องการถามความเห็นจากเหนียงเหนียง ต่อไปจะไม่กล้าแล้วเพคะ”
มู่กุ้ยเหรินหน้าเสียที่ฝ่าบาทตวาดตนต่อหน้าบ่าวไพร่ ทรงเข้าข้างหรงเฟยอย่างออกนอกหน้าเพราะหรงเฟยเปรียบดั่งรักแรกของพระองค์ ดังนั้นฮ่องเต้คังซีจึงรักและถนอมนางยิ่งนัก การที่มู่กุ้ยเหรินลองตีตนขึ้นเสมอครั้งนี้นับว่าพลาดอย่างยิ่ง
“ตบปากเจ้าซะ”
“ฝ่าบาท!” มู่กุ้ยเหรินตัดพ้อเง้างอน “หม่อมฉันกำลังอุ้มท้องพระโอรสของพระองค์อยู่นะเพคะ”
“เจ้าจะตบเองหรือให้ข้าสั่งให้คนตบเจ้า” ในเมื่อมีรับสั่งดุดันเช่นนี้ มู่กุ้ยเหรินกร่างแค่ไหนก็ต้องเก็บหางเข้าไป นางตบหน้าตัวเองไปพลางร้องไห้ด่าทอตัวเองไปพลางเพื่อขอความเห็นใจ ตบจนแก้มแดงก่ำแล้วแต่พระองค์ไม่ได้เหลือบแลเลยสักนิด จิ้งกุ้ยเหรินคู่ปรับแอบหัวเราะคิกคัก และในที่สุดก็เป็นหรงเฟยที่ทนดูไม่ไหว
“พอเถอะเพคะฝ่าบาท หม่อมฉันไม่ได้ถือสาอะไร ผู้หญิงเราตั้งครรภ์ก็เหนื่อยยากพออยู่แล้ว อย่าให้น้องมู่ทรมานตัวเองไปมากกว่านี้เลย” หรงเฟยเห็นว่าฝ่าบาทไม่รับสั่งอะไร จึงรีบพยักหน้าให้นางกำนัลคนสนิทเข้าไปประคองมู่กุ้ยเหรินให้ลุกขึ้น “น้องมู่ รีบขอบพระทัยฝ่าบาทเร็วเข้า”
“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท”
“น้องมู่อย่าคิดมากไปเลย เจ้ากำลังมีสายเลือดมังกรอยู่ในตัว รีบลุกขึ้นเถอะ”
“เจ้าเป็นคนใจกว้างเสมอเลยนะหรงเอ๋อร์” คังซีกุมมือนางอย่างอ่อนโยนก่อนจะหันไปดุมู่กุ้ยเหริน “ยังไม่รีบขอบคุณนางอีก”
มู่กุ้ยเหรินไม่พอใจแต่ไม่กล้าออกฤทธิ์อีก ได้แต่ดัดริมฝีปากให้ยิ้ม “ขอบพระทัยเพคะเหนียงเหนียง”
“ตอนนี้อากาศร้อนอบอ้าวไม่น้อย น้องมู่ควรจะกลับไปพักผ่อนที่ตำหนักก่อนดีกว่านะ”
หรงเฟยเป็นสตรีหน้าตาเรียบๆ แต่มีสง่าราศี ใบหน้ากลมดั่งดวงจันทร์ยิ้มแย้มใจดีแม้ว่าจะเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ มาตลอดตั้งแต่แท้งลูกไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน หนำซ้ำยังตรอมใจจากการสูญเสียพระโอรสไปโดยไม่ทราบสาเหตุ หรงเฟยจึงได้แต่ชะเง้อคอมองเด็กตัวเล็กๆ ในอ้อมกอดของสนมอื่น ที่ผ่านมาเหล่าองค์หญิงองค์ชายต่างรักและเคารพหรงเฟยมากเพราะพระนางรักเด็กๆ และมักจะมีของอร่อยๆ ต้อนรับเสมอ
ฮ่องเต้เองก็สบายใจเวลาที่อยู่กับนาง นิสัยของหรงเฟยใจเย็นหนักแน่นและมีเมตตาต่อบ่าวไพร่ จนบรรดาขันทีกับนางกำนัลกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากไปรับใช้หรงเฟยที่จางสุ่ยกงยิ่งนัก มู่กุ้ยเหรินวัดรอยเท้าไม่สำเร็จจึงเก็บความริษยาไว้ในอก สะบัดหน้ากลับตำหนักเล็กๆ เท่ารูหนูของตนเอง คอยดูเถอะ! สักวันหนึ่งนางจะต้องมีตำหนักสวยงามใหญ่โตเป็นของตนเองบ้างให้ได้
“พวกเจ้าตามจับนางปีศาจตนนั้นไปถึงไหนกัน ข้าเบื่อจะรอแล้ว!”
“กราบทูลฝ่าบาท องค์ชายสี่เป็นผู้จับกุมตัวนางได้ กำลังนำตัวมาสอบสวนหน้าพระพักตร์พ่ะย่ะค่ะ ดูจากการแต่งตัวแล้วน่าจะเป็นหญิงสติไม่ดีพ่ะย่ะค่ะ”
ผ่านไปเพียงอึดใจหลังจบรายงาน วรองค์ร่างสูงสง่าก็จับกุมตัวประหลาดมาถึงตำหนักเหยียนชีกง ทุกคนมองนาราเหมือนตัวน่ารังเกียจ สไบขาดรุ่งริ่ง ห่มเฉียงเปิดผิวไหล่ขาวนวลเนียน เผ้าผมยาวหลุดรุ่ยร่ายและหาญกล้าเปลือยเท้าท่ามกลางธารกำนัล เสียงซุบซิบจึงดังขึ้นจากพวกนางกำนัลว่านางเป็นหญิงไร้ยางอาย
แล้วจะทำไมวะ! นางเชิดหน้าขึ้นพร้อมจ้องกราด ตบเป็นตบสิ!
“ถ้ายังรักชีวิตอยู่ก็จงหัดแสร้งทำตัวน่าสงสารเสียบ้าง” เสียงทุ้มต่ำจากชายผู้จับกุมตัวนางดังขึ้น สภาพแบบนี้ใจคอนางยังห้าวหาญไม่นึกเกรงกลัวใดๆ เลย ช่างเสียสติยิ่งนัก ส่วนอิ้นเสียงซึ่งเขามั่นใจว่าไม่มีทางรู้จักนาง เขากลับเดินคุยหัวเราะกับนาราอย่างเป็นกันเอง
อิ้นเจินจงใจจ้องมองนางอย่างเปิดเผยด้วยสายตาของชายฉกรรจ์คนหนึ่ง หวังให้นางรู้สึกเห่อร้อนและปกปิดเนื้อตัวเสียที แต่นารากลับนิ่งเฉย... สบตาเขากลับพลางยักคิ้วเป็นเชิงถามว่ามองอะไร นี่ชุดสไบนุ่งซิ่นจ้าลุง ถ้าเจอชุดเปลือกอกของสาวชาวบ้าน มิเลือดกำเดาไหลออกหมดตัวเหรอจ๊ะ
“เจ้าจะอยู่หรือตาย ขึ้นอยู่กับคำตอบของเจ้าแล้ว”
“รู้แล้วย่ะลุง แล้วมืออ่ะมือ จับเนื้อต้องตัวฉันแบบนี้เขาเรียกผิดผีนะลุง!”
นาราพ่นลมหายใจฮึดฮัดไม่พอใจ
มือของเขาร้อนผ่าวราวกับไฟ บีบต้นแขนนางจนเจ็บ แค่หลงมาอยู่ในยุคที่ไม่มีอินเตอร์เนต ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ไม่มีรถ ไม่มีอะไรเลยนอกจากลุงหน้าบูดที่ทำตาดุใส่นางทุกๆ สิบห้าวินาที ถึงจะเคืองแต่สภาพนี้ก็ต้องยอมๆ ไปก่อน นารากะพริบตาถี่ๆ พริบตาเดียวน้ำตาหยดใสๆ ก็คลอล้อดวงตากลมโต นาราหันไปสบตาเขา ยักคิ้วเป็นเชิงถาม... เป็นไง... น่าสงสารพอยัง?