บทที่ 4 ดักกระรอก 3

1177 Words
นางคือแม่หญิงสารภี” อิ้นเสียงกะพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง องค์ชายสี่อิ้นเจินก็งง ส่วนนาราสำลักพรืด รีบกดพลอยสีแดงแล้วกรอกข้อมูลลงไปใหม่ แต่จะกรอกว่าอะไรดีเล่า?! “ขะ...เขาก็หมายความว่า ฉันเป็นลูกสาวขุนนางใหญ่ มีสารถีพาเข้าวังแล้วแวะไปเยี่ยม... เอ่อ... แวะมาเยี่ยม... ก็นั่นแหละ” นาราแถสดแถเปื่อยไม่ยอมจำนน ในเมื่อนางมีผู้ชายที่เพิ่งเดินเข้ามาใหม่เป็นพวกแล้ว เรื่องอะไรจะยอมรับง่ายๆ แต่ทว่านาราประเมินชายคนนี้ต่ำเกินไป อิ้นเจินเคยได้รับมอบหมายจากคังซีเป็นการส่วนพระองค์ ให้ชำระความจากพวกขุนนางกังฉิน การสอบสวนไล่ล่าเป็นงานถนัดของเขาอยู่แล้ว มุมปากหยักได้รูปของเขาจึงยกขึ้นเล็กน้อย บิดข้อมือเพื่อดึงร่างเพรียวบางไปประจันหน้ากับองค์ชายอิ้นเสียง “เขารู้จักเจ้า แล้วเจ้าล่ะ รู้จักชื่อของเขาหรือไม่” เล่นแบบนี้นังหนุงหนิงก็ตายสิคะ ไม่ได้เตรียมข้อมูลอะไรมาเลย นางทำท่าอึกอัก มองตาองค์ชายสิบสามพลางขอคำใบ้ พระองค์ตามพี่ชายไม่ทันจึงเผลอบอกชื่อไปโดยไม่คิดอะไร “ท่านหญิงจำข้าไม่ได้หรือ ข้าอิ้นเสียงไงท่านหญิงสารภี” “เอ้อใช่ ใช่ๆ ฮ่าๆ อิ้นเสียง แหม... ฉันก็กำลังจะตอบอยู่พอดี เมื่อกี้ตกใจเลยงงๆ นิดหน่อย หวัดดีๆ วันนี้กินข้าวยัง” “ฮึ!!” อิ้นเจินหรี่ตาจ้องมองนางอย่างเย็นเยียบจนสันหลังวาบ นาราถึงได้ลดมือที่กำลังโบกไม้โบกมือให้องค์ชายสิบสาม ตามธรรมเนียมแล้วจะไม่มีการขานชื่อของเจ้าตัวโดยตรงยกเว้นแต่เสด็จพ่อเสด็จแม่หรือคนใกล้ตัว นอกนั้นต้องเรียกขานกันด้วยตำแหน่งมิฉะนั้นจะเป็นการเสียมารยาทอย่างยิ่ง หรือถ้าหากจำตำแหน่งไม่ได้จริงๆ ก็เรียกขานเหล่าเชื้อพระวงศ์ฝ่ายชายว่าองค์ชายก็ได้ ธรรมเนียมง่ายๆ แค่นี้ยังไม่รู้ อิ้นเจินจึงรู้ทันทีว่าแม่สาวฟันดำคนนี้โกหก นางช่างไหลลื่น ถ้าจับไม่ได้ไล่ไม่ทันแบบจังๆ อย่าหวังว่านางจะยอมรับอะไรง่ายๆ “การเข้าออกวังต้องห้ามต้องมีการบันทึกขออนุญาต ใครเป็นผู้อนุญาต ใครเป็นผู้พาเข้ามาและเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ ตรวจสอบแค่ครู่เดียวก็รู้” “จะไปทำไมล่ะเอ้อ เสียเวลาเปล่าๆ อิ้นเสียงเขาก็บอกแล้วไงว่าฉันเป็นใคร ถ้าลุงอยากตรวจนักก็ไปพาคนเฝ้าประตูกับหัวหน้ามายันกันเลยก็ได้” นารายักไหล่พูดสบายๆ ดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนเลยสักนิด ตราบใดที่มีพลอยสีแดงนางก็โนแคร์โนสน อิ้นเจินจึงส่งสายตาสั่งให้คนสนิทไปจัดการตรวจสอบ คนอะไรจิกกัดไม่ปล่อย!! นาราเม้มริมฝีปาก มือจิกเกร็งแน่นเตรียมจะกดพลอยสีแดงใส่เขาอีกรอบ แต่ทว่าเขารู้ทัน คว้าข้อมือนางพลางปลดสร้อยพลอยออก ก่อนจะกวักมือเรียกทหารองครักษ์ให้เข้ามา “มัดนางซะแล้วพากลับไปที่เหยียนชีกง” “ปะ...ไปทำไม?” “ไปรับการสอบสวนเบื้องหน้าพระพักตร์!” ------------- “พี่เต๋อ ท่านเป็นอย่างไรบ้างเพคะ” หรงเฟยมาเยี่ยมเต๋อเฟยทันทีที่ทราบข่าว ช่วยนางพยุงตัวลุกขึ้นนั่งพิงหลังพลางช่วยป้อนยาบำรุงด้วยความเป็นห่วง พวกนางทั้งสองต่างก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันตั้งแต่ยังสาว ทั้งคู่ตัดสินใจสาบานเป็นพี่น้องดังนั้นจึงสนิทสนมกันอย่างยิ่ง แม้กระทั่งช่วงหลังมานี้เต๋อเฟยทรงล้มป่วยจนถูกฝ่าบาทละเลย ถูกคนในวังรังแก ส่วนนางสนมคนอื่นๆ ที่เคยแวะเวียนมาประจบเอาใจเต๋อเฟยในยามรุ่งเรืองต่างก็หายหน้าไปจนหมด ก็ได้หรงเฟยที่ค่อยส่งข้าวของจำเป็นอย่างถ่านมาให้ในหน้าหนาว ส่งข้าวของยาบำรุงมาให้ไม่ได้ขาด “ทานรังนกหน่อยนะเพคะ ข้าให้พ่อครัวในตำหนักตุ๋นตั้งแต่เมื่อคืนเลยสั่งให้แบ่งเก็บไว้ให้ท่านด้วย หวานอ่อนๆ ทานแล้วละลายในปาก” “ขอบใจเจ้ามากหรงเอ๋อร์ ข้าไม่เป็นอะไรมากแล้ว” เต๋อเฟยยิ้มพลางกุมมือน้องสาวที่รัก เพื่อนแท้ก็เหมือนดวงดาว ยามมืดสนิทเท่านั้นจึงจะมองเห็นจริงๆ “แต่พี่ยังหน้าซีดมากอยู่เลยนะ พวกบ่าวไพร่มันดูแลพี่ยังไงกัน! เฉินอี้หลัน! เจ้ามัวแต่ทำอะไรอยู่” หรงเฟยจะเอาเรื่องนางกำนัลและขันทีในตำหนักทุกคน แต่ด้วยความที่เต๋อเฟยไม่อยากให้เรื่องวุ่นวายไปมากกว่านี้จึงขอไว้ “ข้ารั้นจะออกไปสวดมนต์ที่ศาลานั่นเอง อย่าโทษเฉินกูกูเลย นางเองก็ตกใจจนล้มพับไปเหมือนกัน ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่ข้าไม่ประมาณตน หมอสั่งให้ข้าพักอีกสักนิดก็ไม่เป็นไรแล้ว” “แล้วเกิดเรื่องอะไรกันแน่เพคะ ตอนนี้ข่าวลือแพร่กระจายไปมากว่ามีภูตผีในตำหนักของท่าน เรื่องนี้จะทำร้ายท่านเต็มๆ เลยนะ” “นางไม่ใช่ภูตผี ข้ารับรองได้” เต๋อเฟยยังอดขำไม่ได้เมื่อนึกถึงสีหน้าเหรอหราของหญิงสาวปากแดงคนนั้น “ชุดที่นางใส่สวยแปลกตาจนข้าประทับใจ” “น่าแปลกจริง ตั้งแต่เข้าวังมาข้าไม่เคยเจอเรื่องประหลาดเช่นนี้มาก่อน เรื่องคราวนี้เป็นแผนร้ายของนางหรือเปล่าเพคะ” หรงเฟยกระซิบถาม คนที่หรงเฟยหมายถึงคือเจ้าของตำหนักเฉียวชูกง อี้กุ้ยเฟย “ไม่ใช่หรอกหรงเอ๋อร์ ข้ามั่นใจ” “พี่รู้ได้อย่างไรเพคะ” “ถ้านางส่งคนมาทำร้ายข้าให้ตายจริง ป่านนี้ข้าคงไม่ได้นั่งคุยกับเจ้าแบบนี้หรอกนะ” ที่ผ่านมาอี้กุ้ยเฟยมีแต่จะวางท่าใส่นางสนมทุกคน นางจะหาเรื่องตัดเงินเดือนของแต่ละตำหนักแล้วแต่จะสรรหาเหตุผล บางครั้งก็สั่งให้นางสนมที่กำลังเป็นที่โปรดปรานมายืนตากแดดเปรี้ยงๆ เป็นชั่วโมงๆ โดยอ้างว่าเป็นการทำโทษ เบาหน่อยก็ถูกสั่งให้คัดลอกหนังสือให้นาง หากเจอคำผิดเพียงคำเดียวก็จะสั่งให้คัดใหม่ไม่รู้จบ บางครั้งหลีกูกูคนสนิทของอี้กุ้ยเฟยบังอาจถึงขนาดรับคำสั่งรื้อค้นตำหนักอื่นตามใจ โยนข้าวของออกไปกองทิ้ง หยามหน้ากันจนพอใจแล้วก็จากไป เหล่าสนมตัวเล็กตัวน้อยถูกข่มเหงมากเข้าก็ได้แต่กล้ำกลืน วิ่งมาขอให้เต๋อเฟยกับหรงเฟยช่วย หารู้ไม่ว่าทั้งสองเองก็โดนเล่นงานหนักพอกัน “เฮ้อ... หากฝ่าบาทโปรดปรานมาก ผู้อื่นก็จุดไฟริษยา หากโปรดปรานน้อย ผู้อื่นก็ดูถูกล่วงเกิน แม้แต่เหลียงเฟย นางก็ไม่เคยมาเยี่ยมท่านเลยสักครั้ง” “ตำหนักของเหลียงเอ๋อร์อยู่ห่างคนละทิศเลย นางเองก็อายุเริ่มมากแล้วจะให้เทียวไปเทียวมาบ่อยๆ เหมือนเมื่อก่อนได้อย่างไร”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD