“พวกเจ้าเตรียมยาต้มของเหนียงเหนียง[1]เสร็จเรียบร้อยแล้วหรือยัง?”
“ยะ...ยังเจ้าค่ะเฉินกูกู[2]”
“แล้วยังไม่รีบไปจัดการให้เรียบร้อยอีก ต้องรอให้ข้าสั่งทำโทษเจ้าใช่หรือไม่เถาจื่อ”
“ข้าน้อยมิกล้าๆ จะรีบไปเดี๋ยวนี้แล้วเจ้าค่ะ” นางกำนัลน้อยที่ชื่อเถาจื่อก้มศีรษะปะหลกๆ แล้วรีบปลีกตัวออกไป เฉินกูกูถอนหายใจยาวอย่างอ่อนอกอ่อนใจ เถาจื่อเป็นนางกำนัลที่ขยันขันแข็งดีแต่ไม่ค่อยรอบคอบ สู้ซื่อจื่อพี่สาวของนางไม่ได้ ซื่อจื่อกิริยามารยาทเรียบร้อย รู้ใจนายและเก็บความลับได้ดีกว่า เฉินกูกูเห็นว่ากำยานในกระถางใกล้จะหมดแล้ว จึงกระซิบสั่งงานให้ขันทีรุ่นเด็กทั้งหลายไปหยิบกำยานหอมมาที่ศาลาเพิ่มขึ้น แต่เหล่ากงกงน้อยส่ายหน้า
“หมดไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วขอรับกูกู ทางกรมพิธีการยังไม่ส่งมาให้”
“เอ๊ะ ทุกทีทางนั้นเขาจะให้คนมาส่งไม่ได้ขาดนี่”
“เขาบอกว่าไม่มีใครว่างขอรับ ทางเราต้องไปรับเอง ขนาดข้าไปตามแล้ว พวกเขายังไม่สนใจข้าเลยด้วยซ้ำ”
“ให้ตายสิกงกงพวกนั้นทำตัวจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ไม่มีผิด ตอนนี้เอาแต่ประจบเหลียงเฟย ไม่สำนึกเสียบ้างว่าใครเป็นคนอุ้มชูขึ้นมานั่งตำแหน่งใหญ่”
“อี้หลัน เจ้าอย่าคิดมากเลย ตอนนี้ก็ใกล้จะถึงวันเกิดของไทเฮาแล้วพวกเขาคงจะยุ่งมากจริงๆ ถ้าเขาไม่ว่างก็ส่งคนไปรับมา”
“เพคะ หม่อมฉันทราบแล้ว” เฉินกูกูย่อกายน้อมรับคำจากสตรีชุดเทาผู้นั้นก่อนจะเดินปลีกตัวออกจากศาลาหลังน้อย แล้วกระซิบดุขันทีน้อยด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก “เจ้ารีบไปรับกำยานหอมมาอีกสิ ถ้าไม่ได้ก็ไม่ต้องกลับมา แล้วคราวหน้าไม่ต้องนำเรื่องไม่สบายใจมาพูด เข้าใจมั้ย”
“ขอรับกูกู”
ที่ผ่านมากรมพิธีการล้วนส่งสิ่งของต่างๆ มายังเหยียนชีกงโดยไม่มีขาดตก ทุกครั้งกงกงเจ้ากรมก็เป็นผู้นำของมาส่งให้ด้วยตนเอง แต่ทว่าภายในวังหลวงนั้นวัดบารมีกันที่ความรุ่งโรจน์ของเจ้านายแต่ละตำหนัก ยามใดเป็นที่โปรดปรานย่อมมีแต่คนมาห้อมล้อมประจบเอาใจ ถ้าฮ่องเต้ห่างหายไม่แวะเวียนมาที่ตำหนักก็ย่อมร้างลาเงียบเหงาเป็นธรรมดา หนำซ้ำเจ้าของตำหนักก็ยังมาป่วยหนักอีก บ่าวไพร่ทุกคนล้วนร้อนใจเป็นธรรมดา
เฉินกูกูมองหลังคาตำหนักอย่างเศร้าใจ ก่อนจะพนมมือไหว้และหลับตาเพื่อขอพรให้อาการประชวรของพระสนมเต๋อเฟยทุเลาลงโดยเร็ว ต่อให้ต้องมาสวดมนต์วันละร้อยจบเพื่ออุทิศถวาย นางก็ยินดี
ท่ามกลางกลุ่มควันธูปสีขาวและบรรยากาศที่สงบนิ่ง เสียงสวดมนต์ประสานกับเสียงเคาะมู่อวี๋[3]ดังก้องกังวานแว่วมาเป็นระยะไม่หยุด สตรีที่คุกเข่าสวดมนต์อยู่พลันเกิดอาการเจ็บหน้าอก เหงื่อซึมเต็มหน้าผาก หายใจลำบากจนล้มฟุบหน้าลงที่หน้าแท่นบูชา สร้างความตกใจแก่เฉินกูกูอย่างยิ่ง นางรีบเข้าไปประคองด้วยความร้อนใจก่อนจะวิ่งออกไปตะโกนขอความช่วยเหลือจากหมอหลวง
นาราหลบอยู่ไม่ไกล เห็นชัดเจนว่าเป็นอาการหัวใจวายเฉียบพลัน หากรอหมอหลวงคงไม่ทันการณ์แน่ ร่างบางมองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่าปลอดคนจึงตัดสินใจกระโดดออกจากที่ซ่อน รีบตรงเข้าไปช่วยพลิกกายหญิงวัยกลางคนผู้นั้นให้นอนเหยียดผ่อนคลาย จากนั้นนวดหัวใจอย่างเร่งด่วน แต่ทว่าอาการไม่ทุเลาขึ้นเลย นาราจึงตัดสินใจหยิบของจากกระเป๋าสี่มิติ
“ยาลูกกลอนพริตตี้!!”
ยาชนิดนี้ได้แรงบันดาลใจจากพริตตี้ขายครีมในอินเตอร์เนต ช่วงสองร้อยกว่าปีก่อนกิจการของพวกพริตตี้เฟื่องฟูคึกคักยิ่งนักแต่ปัจจุบันโดนสั่งเก็บเกลี้ยง ศาสตราจารย์จึงตั้งชื่อไว้เป็นอนุสรณ์ สรรพคุณของยาตัวนี้เรียกได้ว่าครอบจักรวาล ก่อนใช้นาราต้องแน่ใจว่าสตรีผู้นี้ยังมีสติเพราะยาเม็ดนี้ใหญ่มาก ซัดเข้าไปอิ่มยันเช้าแน่นอน ตอนนี้เวลาเร่งเข้ามาแล้วนาราจึงรีบป้อนยาให้ทันที
ปฏิกิริยาของเครื่องตรวจสอบที่ใช้คู่กันทำให้นาราขมวดคิ้ว
นี่ไม่ใช่อาการป่วยธรรมดา...
หลังจากทานยาเข้าไปไม่นาน อาการเจ็บหน้าอกของสตรีผู้นั้นก็ลดน้อยหายลงอย่างน่าอัศจรรย์ สมยี่ห้อยาลูกกลอนพริตตี้ “ป้าคะ หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ นับหนึ่งนับสองนับสาม หายใจออก นับหนึ่งนับสองนับสาม”
“มะ...แม่นาง เจ้าเป็นใคร...”
นาราลังเลที่จะพูด แต่ในเมื่อมาที่ขั้นนี้แล้วจะพูดหรือไม่พูดก็ไม่ต่างกันหรอก “ฉันผ่านมาทางนี้พอดีค่ะ คุณป้าหน้าซีดมากเลย พักผ่อนก่อนนะคะ อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย”
โชคดีที่สตรีคนนั้นยังพอหายใจได้เอง นางมองชุดสไบสีดอกบัวแปลกตาของนาราตาไม่กะพริบ ดวงตาของนาราหวานฉ่ำราวกับหยาดน้ำผึ้งแต่ก็แฝงไว้ด้วยความเฉลียวฉลาดซุกซน ผิวขาวนุ่มละมุนจนน่าทึ่ง นางยังไม่เคยเจอใครที่มีผิวงดงามเปล่งประกายเท่านี้มาก่อนเลย จะแปลกก็ตรงวิธีการแต่งตัวพิลึกพิลั่นของนารา ผืนผ้าสีกลีบบัวที่นารานำมาพันทบกายน่าตลก แต่ยามที่แสงตะวันจับต้อง เนื้อผ้าก็จะเป็นประกายระยิบระยับขับเน้นผิวขาวใสให้นางดูสูงส่งล้ำค่าแบบที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ถูก ช่างเป็นสาวน้อยที่งามนัก
“เจ้าชื่อ... อะไร”
นาราเม้มริมฝีปากเมื่อถูกถามชื่อ ตามกำหนดภารกิจเดิม นางจะแฝงตัวเข้าไปอยู่บ้านเจ้าพระยาวิชิต ใช้นามคุณสารภี แต่ในเมื่อตอนนี้อยู่นอกเหนือภารกิจ นาราจึงยอมบอก “ฉันชื่อนารา เรียกฉันว่าหนุงหนิงก็ได้ค่ะ”
“หนิงเอ๋อร์...”
สตรีชุดเทาพยายามจะกล่าวขอบคุณแต่ยังไม่มีเรี่ยวแรง ยิ่งมองพิจารณาหญิงสาวร่างบอบบางท่าทางคล่องแคล่วผู้นี้ แววตาของนางก็ยิ่งเต็มไปด้วยความสนใจยิ่งขึ้น สำเนียงคำพูดคำจาช่างประหลาดล้ำ ความงามสูงส่งของนาราควรค่าบทกวีโดยแท้
นารารีบดับธูปไล่ควันกำยานออกไปเพื่อให้อากาศปลอดโปร่งขึ้น จังหวะนั้นมีคนภายในตำหนักวิ่งกรูกันเข้ามา นาราไม่มีทางเลือกจึงรีบวิ่งหลบหนีไปหลบด้านหลังภูเขาจำลอง ไม่มีใครสนใจสังเกตนาราเพราะทุกคนมัวแต่เป็นห่วงอาการของสตรีชุดเทาผู้นั้น
[1] แปลว่าเทพธิดา เป็นคำใช้เรียกพระสนมในตำหนักหลักและมีตำแหน่งตั้งแต่ผินขึ้นไป
[2] กูกู เป็นคำที่ใช้เรียกนางกำนัลรุ่นอาวุโส
[3] ไม้แกะสลัก เป็นเครื่องเคาะให้จังหวะหรือช่วยปรับจังหวะการสวดมนต์ไปด้วยได้ในตัว เสียงเคาะมู่อวี๋ยังเป็นเครื่องช่วยเตือนสติรวมสมาธิให้ได้อีกทางหนึ่งด้วย