บทที่ 2 เผ่นเถอะจ้า 3

1487 Words
เฉินกูกูพร้อมด้วยนางกำนัลกับขันทีอีกสามสี่คนพาหมอหลวงมาถึง ขณะที่ถูกประคองร่างออกไปจากศาลาสวดมนต์ สตรีชุดเทาผู้นั้นก็มองไปทางภูเขาจำลองซึ่งเป็นที่ซ่อนของนาราตลอดเวลา พยายามจะบอกให้คนไปตามตัวนาราออกมาแต่ยังพูดอะไรไม่ไหว “เหนียงเหนียงเพคะ เป็นอะไรมากหรือเปล่าเพคะ หม่อมฉันไม่ดีเองที่ปล่อยให้เหนียงเหนียงตากลมจนอาการกำเริบแบบนี้” เฉินกูกูผวาเข้ามาซับเหงื่อบนหน้าผากให้ ส่วนหมอหลวงที่ถวายการรักษาต่างเร่งจับชีพจรและฝังเข็มโดยด่วน ทุกคนนึกแปลกใจเพราะปกติแล้วอาการกำเริบของพระสนมจะสร้างความเจ็บปวดร้าวไปทั้งพระวรกาย แต่ครั้งนี้ดูจะทุเลาลงจนพักเพียงนิดหน่อยก็ไม่มีปัญหา เฉินกูกูร้องห่มร้องไห้ไม่หยุดก่อนจะหันมองไปทางภูเขาจำลองตามที่นายหญิงชี้บอก “มีอะไรที่นั่นหรือเพคะ” “ฟันดำ...” “ฟันดำ?” “ใช่ ไปตามหานางมาให้ข้า” ----------- หลังจากแอบรอสัญญาณช่วยเหลือจนถึงช่วงบ่าย นาราหิวจนท้องร้องโครกครากจึงลองแอบด้อมๆ มองๆ แถวห้องครัวของตำหนักเหยียนชีกง ตามข้อมูลที่สร้อยข้อมือบันทึกไว้ ตำหนักเก่าแก่แห่งนี้สร้างมาตั้งแต่สมัยจักรพรรดิหยงเล่อแห่งราชวงศ์หมิง นาราอ่านข้อมูลไปเรื่อยๆ ขณะหาของกินประทังชีวิต เจอเศษติ่มซำกับเศษไก่ต้มในจาน ตอนนี้หิวก็ต้องกิน บัดซบสุดๆ “ในอดีตเคยเป็นที่ประทับของนางสนมคนหนึ่งซึ่งเป็นที่โปรดปรานมาก แต่นางแท้งลูกตาย ส่วนสนมคนต่อมาป่วยตายโดยไร้สาเหตุ” นาราอ่านแล้วกลืนน้ำลาย มองซ้ายมองขวาพลางพนมมือขออโหสิ “ลูกช้างมาที่นี่เพราะหิว ไม่ได้ตั้งใจลบหลู่สถานที่แต่อย่างใด ขอบารมีทุกท่านคุ้มครองลูกช้างด้วยเถิด สาธุ” สิ้นคำก็เกิดเสียงกอกแกกดังขึ้น ทำเอาขนแขนลุกขึ้นยืน นาราหยุดเคี้ยวติ่มซำ ก่อนที่จะเจอดวงตาคู่หนึ่งมองปะทะในระยะประชิดเข้าอย่างจัง “กรี๊ด!!!” อกอีแป้นจะแตก ใครกรี๊ดอีกล่ะ นาราต่างหากที่อยากกรี๊ด นารารีบลุกพรึ่บ ทิ้งจานติ่มซำกับเศษไก่และยืนประจันหน้ากับนางกำนัลคนหนึ่ง มือไม้ของนางกำนัลน้อยสั่นจนข้าวของร่วง ส่วนนางกำนัลอีกคนทำถาดใส่ถ้วยยาต้มตกแตก หน้าซีดปากสั่นขณะมองมาที่นาง นาราจึงขยิบตาพลางพยักหน้าให้อย่างเป็นมิตร อีกฝ่ายจ้องนางตาค้าง จากนั้นก็แหกปากร้องดังลั่น “กรี๊ด!! ช่วยด้วยๆๆ มีคนร้าย” “เกิดอะไรขึ้นเถาจื่อ” ขันทีร่างบึ้กพากันกรูมาตามเสียง พอเห็นหญิงสาวแต่งกายชุดประหลาด นุ่งห่มสไบเฉียงเปลือยไหล่ หนำซ้ำยังเนื้อตัวเปียกชุ่มน้ำฝน นาราพยายามฉีกยิ้มผูกมิตร แต่กลับกลายเป็นว่าเสียงเอะอะยิ่งดังล้งเล้งเพิ่มขึ้นไปอีก สีหน้าท่าทางถ้าไม่กลัวก็แยงไม้เขี่ยนางเหมือนเขี่ยตัวอะไรสักอย่าง นาราถึงกับเดือดปุด นี่นางสาวนารา หญิงงามหุ่นนางแบบแห่งปี 2199 นะว้อย!! “ดูนั่นๆ ผี!! นะ...หน้าขาวโพลน ปากแดงฟันดำน่าเกลียดน่ากลัวเหลือเกิน กรี๊ดๆ” “ฉันไม่ใช่ผี!! ฉันแค่หิว” “ส่งเสียงดังเอะอะอะไรกัน?! ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่พวกเจ้าจะส่งเสียงดังโหวกเหวกได้นะ!” เฉินกูกู นางกำนัลคนสนิทของพระสนมได้ยินเสียงพวกบ่าวไพร่เอะอะ ด้วยความเกรงว่าจะรบกวนอาการป่วยของเจ้านาย เฉินกูกูจึงรีบเดินออกมา จ๊ะเอ๋เจอหน้านาราเข้าเต็มๆ นางกำนัลวัยกลางคนผู้เข้มงวดถึงกับอึ้งตาค้าง ตาดำเหลือกกลับก่อนจะเป็นลมล้มพับลงไปกองที่พื้น “ป้า! ป้าเป็นอะไรรึเปล่า ทำใจดีๆ ไว้นะคะป้า” วันนี้ไม่รู้เป็นวันวินาศหรืออย่างไร เจอแต่ป้าเป็นลมตลอด นารารีบช่วยประคอง แต่พวกนางกำนัลในตำหนักกลับร้องโหยหวน “กรี๊ด!! นังผีปากแดงจะดูดเลือดกูกูแล้ว!” อีหมวยโวยวายน่าจับแทงเข่า “จับมัน! จับมันเร็วเข้า อย่าให้มันเข้าไปถึงด้านในตำหนักพระสนมเต๋อได้” บรรดาขันทีหน้าตาน่ากลัวกรูกันเข้ามาหมายจะจับกุมตัวนางสาวอโยธยาฟันดำ ทางเลือกของคนแปลกปลอมในกระแสประวัติศาสตร์มีเพียงต้องรีบย้อนกลับไปยังยุคสมัยเดิมของตนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หากไม่อาจกลับไปได้ ทางเลือกก็จะเหลือเพียงความตายเพื่อปกป้องกาลเวลา แต่ช่างหัวกาลเวลามันสิ! เรื่องอะไรนางจะยอมตายง่ายๆ วะ นาราใส่เกียร์หมา ถลกซิ่นวิ่งสุดฝีเท้าหลบหลีกไปมา เซ็กซ์ทอยหล่นเรี่ยราดกระจัดกระจายไปตามทาง โอ้ พ่อจ๋าช่วยหนิงด้วย!!! -------------- ในเวลาเดียวกันนั้นเองร่างสูงใหญ่กร้าวแกร่งก้าวเข้ามาภายในตำหนักเหยียนชีกง แววตาของเขาสุขุมนิ่งลึกทว่าแฝงความดุดันทรงอำนาจ ใบหน้าเรียบนิ่งเย็นชาไม่บ่งบอกพื้นอารมณ์ใดๆ นอกจากมองตรงไปข้างหน้าด้วยสายตาเฉียบคม ส่วนนารากำลังหนีหัวซุกหัวซุนจนรองเท้าแตะหลุดหายไปข้างหนึ่ง คนอื่นเข้าย้อนยุคมาเป็นเจ้าหญิงสวยๆ แต่นังนาราได้ย้อนมาพร้อมเซ็กซ์ทอย คุณค่าที่คุณคู่ควรจริงๆ ไอ้เสือถอย!! นางเผ่นออกนอกเขตตำหนักเหยียนชีกง ตั้งหน้าตั้งตาถลกซิ่นวิ่งจนสไบปลิวโดยที่ไม่ทันสังเกตเห็นว่าตัวเองวิ่งสวนทางผ่านใครคนหนึ่ง เขามองตามหลังนางไปจนสุดสายตา แววตาที่เคยสงบนิ่งเป็นนิจยังเบิกกว้างด้วยความฉงนสงสัยเมื่อเห็นชายสไบของนารา เรือนผมของนางเริ่มหลุดลุ่ยยาวสยายพลิ้วไหวตามแรงลม ริมฝีปากจิ้มลิ้มแดงฉานสะดุดตา ด้วยความรีบร้อนมาลัยดอกมะลิที่คล้องมวยผมก็ร่วงหล่นตรงปลายเท้าของบุรุษหนุ่มพอดิบพอดี นาราชะลอฝีเท้า ละล้าละหลังอยู่ชั่ววินาที จะเก็บหรือไม่เก็บ? นางสบตาชายรูปงามสมบูรณ์แบบผู้นั้นก่อนจะตัดสินใจหนีเอาตัวรอดก่อน “บอกไว้ก่อนว่าฉันไม่ได้อ่อยลุงนะยะ” เสียงของนางแว้ดลอยมาตามลม สายตาของอิ้นเจินถูกดึงดูดให้จับจ้องที่หญิงสาวปริศนาผู้นั้นราวกับถูกตรึงไว้ด้วยหมุด นางกลายลูกศรที่เคลื่อนออกจากคันธนูอย่างเอื่อยเชื่อย แต่กลับพุ่งทะลุเข้าใส่ความรู้สึกนึกคิดในพริบตา และแวบหนึ่งนั้นเขาเห็นฟันดำๆ ของนางด้วย ฟันดำ? “เจ้าเห็นเหมือนอย่างที่ข้าเห็นหรือเปล่า” “เห็นสิพี่สี่ สาวน้อยใจกล้าเปลือยเท้า[1]ซะด้วย” องค์ชายสิบสามอิ้นเสียงผิวปากพลางหัวเราะฮึๆ “ไอ๊หยา วิ่งเร็วกว่าม้าบรรณนาการจากมองโกลเสียอีก เผลอนิดเดียววิ่งไปโน่นแล้ว” คล้อยหลังจากนาราไม่ถึงอึดใจ กลุ่มขันทีกับทหารองครักษ์ก็วิ่งไล่ตามจับเป็นพรวน องค์ชายสิบสามอิ้นเสียงเห็นกับตาว่านาราถลกซิ่นปีนต้นไม้อย่างคล่องแคล่วจนน่าทึ่ง ไต่ไปตามแนวหลังคาระเบียงทางเดิน หนำซ้ำยังยกเท้าถีบโครมใส่หน้ากลุ่มทหารไปเต็มๆ จนล้มระเนระนาด “แล้ว ‘อ่อย’ นี่แปลว่าอะไรกัน” อิ้นเจินยักไหล่ บอกใบ้ว่าเขาเองก็ไม่รู้ ขนาดเขาศึกษาเชี่ยวชาญจนแตกฉานถึงสามภาษายังไม่เข้าใจเลย “นางดูไม่เหมือนชาวแมนจู” “ไม่ใช่ชาวฮั่นด้วย... อาจจะเป็นชนเผ่านอกด่าน ที่แน่ๆ นางเรียกยงชินหวังอิ้นเจินว่าลุง” อิ้นเสียงขำ เกร็งกระบังลมจนสะเทือนปอด ทำเอาหน้าเขียวหน้าดำ “นางเรียกพี่สี่ว่าลุง!” “อายุข้าถึงคราวที่ต้องโดนเรียกว่าลุงแล้วงั้นหรือ?” “ถ้านางเป็นเด็กเล็กๆ ล่ะก็ใช่ วันนี้เราคงมีเรื่องสนุกๆ ให้ดูแล้วล่ะ ดูท่าว่านางคงจะโผล่มาจากตำหนักของพระสนมเต๋อเฟย เรารีบไปดูกันเถอะ” อิ้นเสียงนึกสนใจสตรีประหลาดผู้นั้นจึงรีบติดตามไป แต่เขาเดินไปได้สองสามก้าวก็ต้องหันกลับมามองพี่ชายเพราะอีกฝ่ายกลับขยับไปอีกทาง “พี่สี่ไม่สนใจไปกับข้างั้นรึ” มือแกร่งหยิบของชิ้นหนึ่งขึ้นมาจากพื้น ของสิ่งนั้นคือพวงมาลัยมะลิกลิ่นหอมละมุนที่นาราทำหล่นไว้ เขาไม่เคยเห็นการถักร้อยดอกไม้เช่นนี้มาก่อน ผู้หญิงคนนี้เรียกร้องให้เขาตั้งคำถามเกี่ยวกับตัวนางอย่างรุนแรง รอยยิ้มเชื่องช้าจึงปรากฏบนใบหน้าขององค์ชายสี่อิ้นเจิน “สนสิ แต่ข้าจะไปทางนี้” [1] ค่านิยมสมัยนั้น หญิงสาวที่เปลือยเท้าไม่ต่างอะไรจากเปลือยอก
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD