บทที่ 4 ดักกระรอก 1

986 Words
บทที่ 4 ดักกระรอก เฮ้อ เกือบไปแล้ว! นารากลั้นหายใจขณะแอบหลบอยู่ด้านหลังตุ๊กตาสิงโตหินแกะสลักไม่ไกลจากพุ่มไม้เดิมมากนัก โชคดีที่ผู้ชายคนนั้นมาช่วยขัดจังหวะให้นางสบช่องหนีไปได้ นาราจึงพยายามซ่อนตัวให้เงียบสุดชีวิต คลานเข่าเป็นทหารราบหลบไปตรงนั้นหลบตรงนี้ นางหลงทางเสียแล้วจึงรีบส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือกลับไปอีกครั้งจนไม่ทันระวังรอบตัว แกรบ! เสียงใครบางคนเหยียบกิ่งไม้ ฝีเท้าของผู้ที่มาถึงเงียบเชียบเบากริบทั้งๆ ที่พื้นดินบริเวณนั้นมีเศษกิ่งไม้ใบไม้ร่วงอยู่มากมายเต็มไปหมด เขาเดินเงียบเชียบแต่กลับจงใจเหยียบกิ่งไม้ดังข้างหูส่งเสียงให้นางรู้ตัว ซึ่งถึงจะรู้ตัวก็ไม่สามารถหาเวลาหลบพ้นได้แล้ว คนผู้นี้เชี่ยวชาญการไล่ล่ายิ่งนัก... นารารู้สึกถึงเงาสูงใหญ่ยืนตระหง่านค้ำศีรษะนางอยู่ด้านหลัง ก่อเกิดเป็นเงาทะมึนราวกับรูปหล่อเหล็กกล้า ดวงตะวันร้อนแรงยังมิอาจหาญสู้ดวงเนตรดุดันที่จ้องต้นคอและแผ่นหลังขาวนวลของนางอยู่ นาราหลุบตาลงพื้น มองด้วยหางตาเห็นเพียงชายเสื้อสีเข้มของเขา และด้วยตราสัญลักษณ์มังกรสี่เล็บบนกระเป๋าทองที่ห้อยอยู่ตรงเข็มขัด นารารู้ด้วยสัญชาตญาณทันทีว่าคนร่างสูงใหญ่คนนี้ไม่ใช่ระดับธรรมดา สายตาดุร้ายของเขากดดันจนนาราก้าวขาไม่ออก ใครว่าล่ะ... คนอย่างนังหนุงหนิงเคยกลัวซะที่ไหน! ชะละล่า!! นาราถลกซิ่นเผ่นหนีปรู๊ดปร๊าดไวยิ่งกว่าปรอท ไม่อยากจะโม้ว่าครองถ้วยแชมป์วิ่งเปี้ยวสามสมัยซ้อนตั้งแต่อนุบาลหนึ่งยันสาม จับไม่ได้ง่ายๆ หรอกเว้ย ฮ่าๆ แต่ทว่าบุรุษร่างสูงแกร่งดุจภูผาเพียงแค่ยื่นปลายเท้ามาขัดขา สาวน้อยนักวิ่งเปี้ยวก็ล้มหน้าคว่ำดังโครม! ร่างบางนอนนิ่งอยู่แบบนั้น อายก็อาย เจ็บก็เจ็บ อีกฝ่ายดูเหมือนจะเดาความคิดได้จึงก้มลงพลางยื่นมือให้ แต่นาราปัดออกไป เขาก็ชักมือเก็บและยืดตัวขึ้นเต็มความสูงอีกครั้ง เฝ้ารอว่าหญิงประหลาดผู้นี้จะทำอะไร แม้ว่าเขาจะยืนกอดอกนิ่งไม่เคลื่อนไหวส่วนใดนอกจากดวงตาคมกริบ แต่นารารู้แก่ใจโดยไม่ต้องมีคนบอกว่าหากตกอยู่ในเงื้อมมือคนผู้นี้แล้ว อย่าได้คิดหนี! “ไม่คิดจะช่วยฉันลุกเลยรึไงเล่า!” คุณสมบัติของผู้หญิงทุกยุคทุกสมัยคือเหวี่ยง ผู้ชายอะไรไร้จริยธรรมสิ้นดี ผู้หญิงปฏิเสธแปลว่าต้องการต่างหากเล่า! นาราก่นด่าไฟแล่บ อยากจะลุกก็ลุกไม่ขึ้นเพราะจุก “เจ้าเป็นใคร มาจากที่ใด” น้ำเสียงของเขาแผ่วเบาทว่าทรงอำนาจ เป็นแค่คำถามง่ายๆ ไม่มีอะไรยากสักนิดแต่กลับตอบยากเหลือเกินเมื่อเขาเป็นคนถาม “มาทำอะไรในตำหนักของเสด็จแม่ข้า” นาราไม่คิดตอบคำถามใด สิ่งที่นางควรทำคือหลบเลี่ยงคนในยุคสมัยนี้ให้มากที่สุด ร่างบางแข็งใจรีบหยัดตัวลุกขึ้น พุ่งตัวหนีแต่อีกฝ่ายเร็วกว่า คว้าชายสไบสีกลีบบัวไว้มั่น แม้ว่านาราจะเสียจังหวะแต่นางก็พลิกตัววาดแข้งเตะใส่อย่างไหลลื่นเป็นธรรมชาติ นับว่านางมีฝีมือติดตัว... เขาเป็นชาวแมนจูสกุลอ้ายซินเจวี๋ยหลัว คุ้นเคยกับศิลปะการต่อสู้แบบตัวต่อตัวของบรรพบุรุษอย่างมวยปล้ำดี กระบวนท่าแปลกใหม่ของนางดูน่าสนใจไม่น้อย บุรุษร่างสูงใหญ่จึงยืนนิ่ง รอชมว่านางจะมีพิษสงอย่างไรบ้าง แต่ปรากฎว่านารานุ่งซิ่น ยกขาไม่ขึ้น ทำได้แค่หดเท้าวางลงบนพื้นอย่างประดักประเดิดก่อนจะเหวี่ยงหมัดเล็งเข้าใส่คอหอยของอีกฝ่าย อีกเพียงปลายนิ้วหมัดของนางจะปะทะถึงตัว ทว่าเขากลับปัดออกไปอย่างง่ายดายราวกับปัดยุงกวนใจ บ้าฉิบ! นางพลาดอีกแล้ว “ร้ายกาจ... เจ้าตัดสินได้รวดเร็วดีแต่ยังไม่เร็วพอ” นาราเคี้ยวฟันกรอด รู้สึกว่าอะไรๆ ก็ผิดแผนไปเสียหมดและในตอนนั้นเองที่นางสบตาเขา และเขาก็จ้องมองนางนิ่งราวกับสัตว์ร้ายกำลังประเมินเหยื่อ ชายผู้สูงศักดิ์ผู้นี้งดงามราวกับหลอมรวมออกมาจากดวงตะวันร้อนแรง ผิวกายสีทองแดงกรุ่นกลิ่นกำยานหอมเจือจางชวนให้เคลิบเคลิ้ม รูปร่างสมบูรณ์แบบดุจเทพจำแลงของเขาทำให้นารามองตาค้าง สรุปได้ทันทีว่าคนผู้นี้ทำให้เหล่าองค์ชายคนอื่นๆ กลายเป็นคางคกเลยทีเดียว ดวงตาของเขาปราศจากรอยยิ้ม แล้วไงเล่า?... นาราเองก็ไม่ได้อยู่ในอารมณ์จะหลงตกในภวังค์เมื่อเจอชายรูปงามร้ายกาจคนนี้หรอกนะ หล่อแต่ไม่อร่อยก็มีถมถืดไป ร่างบางกวาดสายตาเลยผ่านใบหน้าคมสันดุดันนั้นไปเพราะมีกลุ่มองครักษ์อีกไม่ต่ำกว่าสิบคนกำลังมาทางนี้ “ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะลุง!” นารากระชากชายสไบ แต่อีกฝ่ายยึดไว้ด้วยท่วงท่าสบายๆ “ทำไมข้าต้องปล่อยด้วยล่ะ” เขาช่างยียวนกว่าที่คิด มือบอบบางพยายามดึงชายสไบกลับ แต่ตราบใดที่อีกฝ่ายไม่ยอมปล่อย นาราก็ทำอะไรไม่ได้ ดวงตาคมปลาบยังคงจ้องมองนางเหมือนเทพเอ้อหลางที่พร้อมจะฟาดสายฟ้าลงมา นางจึงออกแรงดึงสุดแรงจนชายสไบขาดแคว่กคามือชายหนุ่ม นาราถึงกับถลึงตาโต เท้าเอวชี้นิ้วใส่ทันที “ปัดโธ่เอ๊ย! ลุงรู้บ้างมั้ยว่าผ้าผืนนี้ราคาเท่าไหร่?!” “เกรงว่าข้าจะไม่รู้” “จับคนร้าย! จับคนร้าย!”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD