“จับคนร้าย! จับคนร้าย!”
ทหารองครักษ์มาถึงพร้อมทวนแหลมคม นาราจึงแยกเขี้ยวยิงฟันดำร้องแฮ่ขู่ไปทีเดียว องครักษ์พวกนั้นก็ชะงักกึกด้วยความตกใจ แต่ชายชาติทหารต้องไม่เกรงกลัวจึงกรูกันเข้ามาดั่งหมาบ้า ชายหนุ่มยกฝ่ามือเป็นสัญญาณเพียงครั้งเดียว คนพวกนั้นก็หยุดรอคำสั่งโดยเคร่งครัด
“จงอธิบายสิว่าเหตุใดจึงแต่งตัวเช่นนี้เข้ามาในวังหลวง!” อิ้นเจินพูดด้วยน้ำเสียงสงบเรียบอันบ่งบอกถึงความน่ากลัวยิ่งนัก มือแกร่งจับมวยผมรุ่ยร่ายของนางไว้ และก่อนจะห้ามตัวเองได้ทัน ปลายนิ้วทั้งห้ากลับซุกลงไปในความนุ่มเนียนหอมหวานนั่นเสียแล้ว ทำให้เขาชิงชังตนเองที่ไม่ยอมถอนมือจากร่างบอบบางนั้น “มีแต่พวกนางโลมชั้นต่ำที่จะแต่งกายยั่วยวนกำหนัดเช่นเจ้า”
“นี่! ให้มันน้อยๆ หน่อยนะลุง อยู่ดีๆ ก็หาเรื่องปากแตก รู้ไว้นะว่านี่เป็นชุดของสตรีชั้นสูงในราชสำนัก มูลค่าของมันหลายสิบล้าน เราใช้เวลาศึกษาคิดค้นกันเป็นสิบปี ใช้แรงงานผลิตในแต่ละขั้นตอนละเอียดบรรจงที่สุดเพื่อสร้างมันขึ้นมา ถ้าตาไม่ถึงก็อย่าวิจารณ์ส่งเดช แล้วที่ลุงทำผ้าฉันขาดต้องชดใช้ให้ด้วยนะ!”
เป็นครั้งแรกที่อิ้นเจินโกรธจนหนังตากระตุก แต่นาราไม่สน นางเองก็โมโหเป็นเหมือนกัน เขาจะรู้บ้างหรือไม่ว่านางจะถูกปรับเงินโทษฐานทำข้าวของงานวิจัยเสียหายเป็นเงินเกือบล้าน!
“แล้วเจ้ามาจากที่ใด” เขาคำราม “อธิบายมาสิ”
แรงกดดันจำนวนมหาศาลอัดแน่นอยู่ภายในร่างของชายรูปงามคนนั้น
ดวงตาสีเข้มลุกโชน ความร้อนจากมือที่จับชายสไบไว้แทบจะทะลุเข้าไปถึงผิวเนื้ออ่อน ดูภายนอกแล้วเขาเป็นราชนิกูลผู้สูงศักดิ์ ท่วงท่ามีสง่าราศีราวกับมีแสงเจิดจ้าฉายติดตาม แต่นาราเบ้ปากและเชื่อฝังหัวว่าภายใต้ความเคร่งขรึมลุ่มลึกของเขาย่อมซุกซ่อนความโหดเหี้ยมไว้ ลองกล้าฉีกเสื้อผ้าผู้หญิงแบบนี้ เขาก็ต้องถีบหมา ตบเด็ก ขโมยกระเป๋าคนแก่ได้ตาไม่กะพริบแน่นอน
“ฉันมาจากประเทศไทย”
“ไท?”
“ไม่ใช่ๆ ตอนนั้นยังไม่มีไทย มีแต่... เอ่อ... อยุธยา! รู้จักมั้ยลุง อยุธยา”
“อะ... ยุยา...” เขาขมวดคิ้ว ทำหน้าดุใส่ นาราจึงต้องค้นความรู้สมัยเรียนประวัติศาสตร์ออกมาตอบอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่งั้นโดนลุงขบหัวแน่ นารากลอกตาคิดๆๆ
ตามจดหมายเหตุเก่าของจีน ในบริเวณประเทศไทยปัจจุบันนั้นแต่เดิมมีอาณาจักรอยู่ด้วยกัน 2 อาณาจักร คือ อาณาจักรเซียน ซึ่งน่าจะหมายถึงสยามหรือสุโขทัย และอาณาจักรหลัววอ ซึ่งน่าจะหมายถึงอยุธยาที่อยู่ทางใต้ลงไป โดยอาณาจักรเซียนนั้นมักประสบปัญหาขาดแคลนอาหาร ต้องนำเข้าข้าวจากอาณาจักรหลัววอ จนในที่สุดทั้งสองอาณาจักรได้รวมกันเข้า ทางราชสำนักจีนจึงได้รวมเรียกชื่ออาณาจักรใหม่ที่เกิดจากการรวมกันดังกล่าวว่า...
“เซียนหลัว!!”
“เซียนหลัว?” อิ้นเจินนึกถึงชื่ออาณาจักรอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้า พอจะนึกออกเพราะเคยดูภาพวาดในหอตำรา ซึ่งทูตสั่งให้ช่างภาพบันทึกรูปผู้คนจากแต่ละอาณาจักรที่ติดต่อกับต้าชิงเอาไว้ เซียนหลัวมีการแต่งกายเช่นนี้จริงๆ แววตาของเขาจึงอ่อนลงเล็กน้อย ครุ่นคิดถึงเหตุผลว่าทำไมหญิงสาวจากแดนไกลผู้นี้จึงมาโผล่ในราชวังต้องห้ามโดยไม่มีใครรู้
นาราแอบเป่าปากดังเฮ้อ ขนาดเรียนจบทิ้งตำราลงกล่องหมดแล้ว ยังจะถูกเรียกสอบควิซด่วนแบบไม่มีคะแนนอีก อุวะ!
เขาแตะสไบเนื้อเนียนละเอียดเรียบลื่นแนบไปตามเรือนร่าง ชายผ้าพริ้วไหวไปตามจังหวะเคลื่อนไหวของนางเป็นภาพที่น่ามองอย่างยิ่ง นารายืนเฉยให้เขาจับชายสไบ แต่คนที่เป็นฝ่ายขบฟันกรอดกลับเป็นเขา ร่างสูงใหญ่จ้องตานาราเพื่อเค้นคำตอบ แต่ดวงตากลมโตดั่งลูกกวางนอกจากจะไม่กลัวเกรงเขาแล้ว นางยังหลิ่วตาให้อีกต่างหาก
“จ้องมากๆ เดี๋ยวฉันก็ท้องหรอกลุง”
อิ้นเจินเป็นฝ่ายผงะถอยราวกับเจอของเผ็ด
นาราตัดสินใจบิดพลอยสีแดงซึ่งใช้ล้างสมอง ตั้งใจจะเล็งใส่ผู้ชายท่าทางเย็นชาราวกับไร้อารมณ์ผู้นี้ อีกฝ่ายรู้สึกถึงลางสังหรณ์แปลกๆ จึงเบี่ยงต้นคอหลบลำแสงประหลาดนั่นได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด แสงนั่นพุ่งลอยไปปะทะดวงตาของอิ้นเสียงซึ่งกำลังเดินตรงเข้าพอดิบพอดี พวกองครักษ์ทั้งหลายก็พลอยต้องแสงไปด้วย
“เจ้าทำอะไรเขา” บุรุษหนุ่มคำรามพลางคว้าต้นคอเล็กๆ ไว้แน่นดั่งปลอกเหล็ก มือของเขาร้อนจัดพร้อมจะบีบคอนางให้ตายหากน้องชายเป็นอะไรไปแม้เพียงเล็กน้อย “ตอบ!”
“ก็ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย ลองถามเขาดูสิจ๊ะคุณลุง”
นาราทำปากยื่นปากยาวใส่ ไม่ได้กลัวเกรงเขาเลยสักนิด แถมยังจงใจสบตาหวานราวกับจะเย้ยน้ำผึ้งให้อาย นาราฉีกยิ้มฟันดำอีกนิดเพื่อยั่วโทสะ ชายหนุ่มจึงจ้องนาราอย่างคาดโทษก่อนจะตวัดสายตากลับไปหาน้องสิบสามด้วยความเป็นห่วง แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้มีอาการบาดเจ็บแม้แต่น้อย ยังคงก้าวเข้ามาอย่างมั่นคง มีเพียงแววตากลับเปลี่ยนไป
“พี่สี่ ท่านจับนางไว้ทำไมกัน”
“??” บุรุษร่างสูงใหญ่ไม่เข้าใจ แต่ยังคงจับต้นคอเล็กๆ ไว้มั่นดุจเหยี่ยวคว้ากระต่าย “น้องสิบสาม เจ้ารู้จักนางงั้นรึ?”
“นางคือแม่สารภี บุตรีเจ้าพระยาวิชิต เรือนของนางตั้งอยู่ที่หัวโค้งวัดใหญ่ไง พี่สี่จำไม่ได้เหรอ”
“พระยาวิชิต? วัดใหญ่? เจ้าพูดถึงเรื่องอะไรกัน?”
“ไม่รู้สิพี่สี่ มันแวบเข้ามาในหัวข้า แต่ที่แน่ๆ คือนางคือแม่หญิงสารภี” อิ้นเสียงกะพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง องค์ชายสี่อิ้นเจินก็งง ส่วนนาราสำลักพรืด รีบกดพลอยสีแดงแล้วกรอกข้อมูลลงไปใหม่ แต่จะกรอกว่าอะไรดีเล่า?!