เดิมทีคังซีกำหนดตัวองค์ชายสี่ให้เป็นเพื่อนคอยดูแลรัชทายาท เสมือนคอยรับใช้ใกล้ชิดรัชทายาท เพื่อให้ในอนาคตเมื่อรัชทายาทโตขึ้นจะได้มีเพื่อนที่รู้ใจคอยช่วยเหลืองาน หลังจากนั้นองค์ชายสี่จึงกลายเป็นคนที่ได้เดินตามหลังรัชทายาทไปในทุกๆ ที่ ที่ไหนรัชทายาทไป ที่นั่นชายสี่ก็จะได้ไปรับรู้เหตุการณ์ด้วย รัชทายาทก็ทรงดูแลองค์ชายสี่ราวกับเป็นน้องร่วมมารดาแท้ๆ
ดังนั้นเหตุการณ์โค่นล้มรัชทายาทครั้งนี้จะถูกมองว่าเป็นการแทงข้างหลังก็ไม่แปลก
และเนื่องด้วยผู้ที่เหมาะสมคู่ควรขึ้นสู่ตำแหน่งทายาทมังกรนั้นมีมากกว่าหนึ่งคน แม้ไม่มีผู้ใดคาดเดาพระทัยฮ่องเต้ได้ว่าจะแต่งตั้งใครขึ้นแทน แต่องค์ชายสี่อิ้นเจินย่อมถูกเสนอชื่อด้วยอย่างแน่นอน ด้วยเพราะพระสนมเต๋อเฟยมีเชื้อสายของจักรพรรดินู่เอ่ออาฉีเข้มข้นกว่าสนมคนใดในวังหลัง อีกทั้งพระนางเป็นผู้ร่วมดูแลปกครองวังหลังหกตำหนักแทนฮองเฮาผู้วายชนม์ และองค์ชายสี่ทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากเสด็จพ่อให้ทำหน้าที่ติดตามเงินที่ขุนนางโกงกินกลับคือสู่ท้องพระคลังอันร่อยหรอ ดังนั้นคนในวังล้วนรู้ดีว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโค่นล้มอำนาจรัชทายาท แต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมาตรงๆ แม้แต่คนเดียว
“พี่เก้าพี่สิบ ที่ผ่านมาพี่สี่พยายามยับยั้งเรื่องรับสินบนของพี่รองมาโดยตลอด ไม่เพียงจะถูกปฏิเสธยังถูกพี่รองโกรธเคือง ประณามข่มเหงต่างๆ นานา พี่รองถือตัวว่าเป็นคนโปรดของเสด็จพ่อหนำซ้ำยังหวาดระแวงว่าจะถูกชิงตำแหน่งจนก่อเรื่องมิบังควร เรื่องที่พี่รองต้องหลุดออกจากตำแหน่งจะโทษพี่สี่ไม่ได้ ท่านควรจะแยกแยะเสียบ้าง”
องค์ชายสิบสามอิ้นเสียงออกหน้าโต้เถียงแทน แต่ตุนจุ้นหวังไม่สนใจรับฟังยังคงฮึดฮัดขัดเคือง องค์ชายแปดผู้เป็นที่เคารพของพี่น้องจึงกล่าวขออภัยแทน
“แต่ไหนแต่ไรอิ้นเอ๋อเป็นคนใจร้อน ยังไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังดีก็พูดโพล่งออกไป ขอให้พี่สี่อย่าได้ถือสาหาความเขาเลย ความหมายที่ข้าพูดถึงพี่สี่ ข้าหมายจะชื่นชมที่ท่านเลือกยืนอยู่ข้างความถูกต้อง บ้านเมืองต้องมาก่อน คุณธรรมต้องนำหน้า ผิดถูกก็ว่ากันไปตามจริง การตัดสินใจของพี่สี่ครั้งนี้นับว่ากล้าหาญยิ่งนัก เหตุการณ์ในวันนี้นับว่าสะเทือนฟ้าดิน แม้แต่ข้าเองก็ยังหวั่นใจถึงอนาคต หลังจากนี้ไปก็ขอให้พี่สี่ยั้งมือให้ข้าบ้างก็พอ”
องค์ชายสี่อิ้นเจินยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แววตาสะท้อนความคิดสุดหยั่ง สงบนิ่ง... โหดเหี้ยม... เก็บนิ่งสงวนคม “ข้าต่างหากที่ควรจะต้องเป็นฝ่ายกล่าวเช่นนั้น”
ทั้งคู่ต่างเป็นคนฉลาดหลักแหลม หากองค์ชายสิบพิจารณาให้ถี่ถ้วนสักนิดก็จะรู้ว่านี่เป็นแผนการล้อมเว่ยช่วยจ้าว[1] หากองค์ชายสี่ไม่ให้ความร่วมมือเปิดเผยความลับของรัชทายาท มีหรือที่องค์ชายแปดจะจับจุดได้แล้วค้นหาหลักฐานขึ้นทูลรายงาน การกระทำของรัชทายาทสมควรถูกปลดออกจากตำแหน่งก็จริงอยู่ แต่การที่องค์ชายสี่อิ้นเจินปล่อยให้รัชทายาททำผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่ทัดทานใดๆ ก็นับว่าโหดเหี้ยมร้ายกาจเช่นกัน
และผู้ที่ขยี้ความโกรธของเสด็จพ่อให้รุนแรงขึ้น...
ผู้ที่เริ่มต้นคุกเข่าขอร้องหน้าตำหนักเฉียนชิงกงเป็นคนแรก...
องค์ชายสี่อิ้นเจิน... ฐานันดรศักดิ์เหอซั่วชินหวัง... ขานนามยงชินหวัง
การวางหมากกระดานครั้งนี้ช่างแยบคายอย่างยิ่ง องค์ชายแปดจำต้องนำเหล่าน้องชายที่อยู่ในโอวาทมาคุกเข่าด้วยเพื่อไม่ให้เป็นที่ครหา เมื่อเห็นว่าตนได้แสดงความรักพี่น้องเพียงพอแล้ว จึงเปล่าประโยชน์ที่จะต้องคุกเข่ากลางฝนให้ร่างกายบอบช้ำเพราะคนผู้นั้นอีก “ไว้ให้เสด็จพ่อคลายพิโรธก่อนแล้วข้าจะมาใหม่ ขอตัวก่อน”
“เชิญ”
“น้อมส่งเสด็จองค์ชาย” จางกงกงคำนับลง สีหน้าเบาใจขึ้น
องค์ชายแปดนำเหล่าน้องชายลุกขึ้นก่อนจะค้อมคำนับเบื้องหน้าตำหนักและสะบัดกายจากไป ส่วนองค์ชายสิบสี่อิ้นที น้องชายร่วมพระมารดาแท้ๆ ของอิ้นเจินก็ถอยห่างไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ เขารีบติดตามพี่แปดไปอย่างใกล้ชิด ทิ้งพี่ชายแท้ๆ ไว้กับองค์ชายสิบสาม อิ้นทีเป็นชายหนุ่มห้าวหาญ ฝีมือขี่ม้ายิงธนูเก่งกาจจนเป็นที่โปรดปรานไม่แพ้พี่ชาย แต่ทั้งคู่เป็นพี่น้องที่ไม่ชอบหน้ากันตั้งแต่ไหนแต่ไร อิ้นทีสนิทสนมกับพี่แปดมากกว่าจึงเลือกติดตามเขา
“พี่แปด ยินดีด้วยนะ ท่านเป็นผู้ชนะแล้ว”
“ข้าไม่ใช่ผู้ชนะ คนที่ชนะคือคนที่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้มากที่สุดต่างหาก”
“แต่คนที่ได้ผลงานในครั้งนี้ไปเต็มๆ คือพี่แปดนี่นา”
“ผิดแล้ว ข้าเป็นผู้เสียต่างหาก”
ทุกคนฟังแล้วไม่เข้าใจ “ทำไม”
“เจ้าคิดว่าพี่สี่เพิ่งจะตัดสินใจลงมืองั้นหรือ การจะรวบรวมหลักฐานและรอจังหวะสุกงอมต้องอาศัยเวลาไม่ต่ำกว่าสามปี เขาเพียงแค่นั่งอยู่เฉยๆ กันตัวเองออกจากปัญหาและให้ข้าเป็นผู้ออกหน้าวิ่งวุ่น เพราะเขารู้ว่าในพระทัยลึกๆ ของเสด็จพ่อย่อมไม่พอพระทัยคนที่ทำร้ายลูกชายคนโปรด ดังนั้นพี่สี่จึงยอมคุกเข่ากลางสายฝน ทางหนึ่งก็เพื่อแสดงตนว่าเป็นผู้รักพี่น้อง ไม่ใช่ผู้โหดเหี้ยมไร้หัวใจ ส่วนอีกทางก็เพื่อยั่วโทสะเสด็จพ่อให้ลงโทษพี่รองหนักขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นถ้าหลีกเลี่ยงได้ อย่าเป็นศัตรูกับเขา”
คนที่ได้ฟังต่างขนลุก
“คนที่อ่านเจตนาของพี่สี่ได้ทะลุปรุโปร่งขนาดนี้มีแต่พี่แปดคนเดียว ถึงอย่างไรก็ตามเราก็ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ การก้าวขึ้นตำแหน่งรัชทายาทของพี่แปดย่อมเหลืออีกไม่ไกลแล้วล่ะ”
“ยังหรอกพี่สิบ ยังตอบตอนนี้ไม่ได้” องค์ชายอิ้นทีรู้สึกกังวลอยู่ไม่น้อยเมื่อพี่แปดที่เขาเคารพนับถือกำลังจะลงสังเวียนฟาดฟันพี่ชายแท้ๆ ของตนอย่างเต็มตัว สายฝนที่กำลังกระหน่ำลงมาจากเบื้องบนก็เปรียบเสมือนสัญญาณเปิดศึกแย่งชิงบัลลังก์ของเหล่าองค์ชาย เขาต้องตัดสินใจเลือกให้เด็ดขาดว่าจะสนับสนุนใคร
“พี่ชายของเจ้าช่างเชี่ยวชาญกลยุทธ์ยืมดาบฆ่าคนนัก สามารถโค่นอำนาจพี่รองลงได้โดยที่ไม่ต้องขยับอะไรเลยสักนิด หนำซ้ำยังป้องกันตนเองจากคำตำหนิได้หมดจด นับว่าซ่อนดาบใต้รอยยิ้มได้เก่งกาจ หากเขาเล็งดาบเข้าหาผู้ใดแล้ว คนผู้นั้นย่อมต้องตายอย่างไร้ปรานี”
องค์ชายแปดอิ้นซื่อกล่าวชื่นชมจากใจจริง ในบรรดาองค์ชายทั้งยี่สิบสี่พระองค์ มีเพียงยงชินหวังอิ้นเจินเท่านั้นที่คู่ควรต่อกร “ทางไกลทำให้รู้กำลังม้า กาลเวลาทำให้รู้ใจคน ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยแสดงท่าทีสนใจตำแหน่งรัชทายาท แต่จะมองข้ามคนผู้นี้ไม่ได้เลยจริงๆ”
“พรุ่งนี้ข้าจะให้คนของเราเขียนฎีกาเสนอชื่อพี่แปดเป็นรัชทายาทเลยดีมั้ย”
“น้องเก้าอย่าใจร้อน ตอนนี้เสด็จพ่อทรงเสียพระทัยเรื่องนี้อยู่ หากเร่งร้อนเกินไปจะเป็นการกดดันพระองค์ ย่อมไม่เป็นผลดี”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เวลานี้พวกขุนนางต่างจับตาดูเหล่าองค์ชายแล้วเลือกว่าจะอยู่ฝ่ายไหน เรายังมีเวลาเก็บคนพวกนี้เข้ามาเป็นพวกได้อีกนาน พวกเจ้าทุกคนรีบกลับไปเก็บตัวเงียบๆ ถ้ามีขุนนางคนไหนขอเข้าพบให้ปฏิเสธ ป้องกันคำครหาว่าเราซ่องสุม ส่วนน้องสิบสี่ตอนนี้เจ้าควรรีบส่งคนไปกราบทูลพระสนมเต๋อเฟยว่าเจ้ากับพี่ชายสบายดี อย่าทำให้พระนางต้องเป็นห่วง กลับวังแล้วอย่าลืมสั่งให้คนตุ๋นรังนกอุ่นๆ ทาน ระวังอย่าให้ล้มป่วย”
“พ่ะย่ะค่ะ”
อิ้นทียิ้มอบอุ่นเมื่อได้รับความใส่ใจเป็นพิเศษจากพี่แปด เมื่อเหล่าน้องชายทูลลาแยกย้ายกลับวังของแต่ละคน เมฆฝนยังคงคำรามรุนแรง องค์ชายแปดแหงนหน้ามองตำหนักเฉียนชิงกงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันหลังจากไปด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
ตอนยังเด็ก...
เสด็จแม่ของเขามีตำแหน่งเพียงกุ้ยเหริน[2] ทั้งยังมีสายเลือดฮั่นเต็มตัว แม้จะเป็นที่โปรดปรานเพียงใดแต่ก็ต้องทนทุกข์ด้วยความยากลำบากยิ่ง เขาเองอยากจะพบหน้าเสด็จพ่อก็ยังถูกเหล่าพระสนมเชื้อสายแมนจูกีดกัน เขาคิดถึงเสด็จพ่อก็ทำได้เพียงยืนมองหลังคาตำหนักเฉียนชิงกง
ยิ่งมองก็ยิ่งเจ็บแค้น เขาไม่อยากมองจากที่ไกลๆ อย่างน่าสมเพชเช่นนี้ไปจนตาย เขาต้องการจะเป็นเจ้าของตำหนักแห่งนั้น องค์ชายแปดจึงตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างหนักกว่าใครเพื่อผลักดันตนเองจนได้ตำแหน่งเป้ยเล่อในวัยเพียงสิบเจ็ดชันษา ดึงฐานะของพระมารดาให้ขึ้นตำแหน่งสูงขึ้นทัดเทียมพระสนมอื่นๆ และด้วยขั้วอำนาจทางการเมืองที่เขาสะสมไว้ ศึกครั้งนี้เขาจึงมั่นใจมากกว่าแปดส่วนว่าจะกำชัยชนะ
หากพี่สี่ยินยอมหลีกทางให้เสียโดยดี เขาก็ยินดีที่จะเก็บพี่ชายผู้นี้ไว้ใช้งานต่อไป แต่ถ้าไม่...
คำตอบก็คือตาย
[1] กลอุบายดึงแยกข้าศึกออกไป ทำให้กำลังพลกระจัดกระจาย ห่วงหน้าพะวงหลัง ครั้นแล้วจึงเข้าโจมตี
[2] พระสนมขั้นที่ 6 มีตำแหน่งแต่ไม่มีฐานันดรศักดิ์ จึงยังไม่นับเป็นเชื้อพระวงศ์ ลำดับเทียบเท่าภรรยาน้อยของสามัญชน ซึ่งสนมระดับกุ้ยเหริน, ฉางไจ้และตาอิ้ง ฮ่องเต้สามารถมีได้ไม่จำกัดจำนวน