ยงหวังฝู... วังขององค์ชายสี่
“อย่าคิดมากไปเลยพี่สี่ ท่านรับมอบอำนาจหน้าที่จากเสด็จพ่อให้ปราบปรามพวกขุนนางกังฉิน พวกพี่แปดพี่เก้าพี่สิบแอบรับสินบนจากกังฉินพวกนั้นเงียบๆ มานาน พอท่านขยับตัวย่อมทำให้พวกเขาได้รับผลกระทบเป็นธรรมดา”
องค์ชายสิบสามอิ้นเสียงกระดกเหล้าดื่มอยู่ที่ขอบระเบียงทางเดินในอุทยานยงหวังฝู ส่วนบุรุษรูปงามสมบูรณ์แบบซึ่งยืนพิงเสาอยู่ไม่ไกลเองก็ยกเหล้าขึ้นดื่มเช่นกัน ในวังหลวงมีผู้คนนับหมื่นอาศัยอยู่แต่หาได้ยากนักที่จะมีเพื่อนรู้ใจดื่มเหล้าด้วยกันเช่นนี้
“พวกเขาต้องยอมตัดผลประโยชน์ส่วนนี้ทิ้งเพื่อลากรัชทายาทลงจากตำแหน่ง นับว่าคุ้มค่าสำหรับน้องแปด”
อิ้นเจินกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หันหน้ามองสายฝนโปรยปรายเล่นละอองบนยอดหญ้า หยาดไหลเป็นทางดุจน้ำตาหยาดริน... เบื้องหน้าไกลออกไปนั้นเป็นศาลานั่งเล่นกลางสระน้ำอันเงียบสงบ แต่ทว่าภายใต้ผืนน้ำนั้นมีการต่อสู้ระหว่างพี่น้องทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
“ช่วงนี้พวกเขาต้องเก็บตัวซุ่มเงียบ รอจังหวะทำผลงานและเสนอชื่อพี่แปดขึ้นเป็นรัชทายาท เสด็จพ่อคงไม่อาจปฏิเสธ”
“ใครจะหยั่งพระทัยพระองค์ได้เล่า...”
ทั้งคู่ต่างนิ่งเงียบ ชีวิตของเชื้อพระวงศ์ทุกคนสุขสบายเปี่ยมล้นด้วยอำนาจวาสนาก็จริง แต่ก็ต้องแลกด้วยบางอย่างที่สามัญชนทั่วไปไม่มี ความสุขความทุกข์ทุกสิ่งล้วนอยู่ภายใต้รับสั่ง อย่างอิ้นเสียงเองเมื่อเสด็จแม่จิ้งหมิ่นกุ้ยเฟยประชวรหนักจนสิ้นชีวิต อดีตฮองเฮาจึงรับเขามาดูแลเลี้ยงดูไปพร้อมกับพี่สี่ พวกเขาทั้งสองจึงเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็กๆ แต่บางครั้งอิ้นเสียงก็ยังเดาความคิดที่อยู่ภายในดวงตาคมกริบคู่นั้นไม่ออก
ไม่ยินดีเมื่อได้ลาภ ไม่เศร้าหมองเมื่อสูญเสีย... ดูแล้วพี่ชายของเขาน่าจะกำเนิดจากก้อนหินกระมัง
“เลิกมองข้าแบบนั้นสักทีเถอะเจ้าสิบสาม สิ่งที่ข้าต้องการก็เพียงแค่อยู่อย่างสงบสุขเท่านั้น”
“สงบสุข?... เกรงว่ายงหวังฝูจะค้นหาคำนั้นได้ยากนัก”
สองพี่น้องแหงนหน้ามองท้องฟ้าสีกำมะหยี่สีดำมืด เสียงนกราตรีร้องแว่ว อิ้นเจินได้รับพระราชทานยงหวังฝูแห่งนี้ตั้งแต่สมัยเป็นเป้ยจื่อ ที่นี่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือติดรั้วกำแพงวังต้องห้าม เหล่าผู้คนจึงพากันคิดว่าฮ่องเต้คังซีโปรดปรานพระโอรสรูปงามแสนเงียบขรึมผู้นี้ พากันให้ความเคารพยำเกรงอย่างสูงและคาดเดาว่าเจ้าของวังยงหวังฝูแห่งนี้จะได้เป็นนายของราชวังต้องห้ามคนต่อไป
แต่อิ้นเสียงรู้ดีว่าไม่เป็นเช่นนั้น
พี่สี่ไม่เคยแยแสลาภยศสรรเสริญ แม้จะได้รับตำแหน่งเหอซั่วชินหวังซึ่งเป็นฐานันดรศักดิ์ชั้นสูงที่สุดเทียบเท่าผู้ครองแคว้นประเทศราช แต่อิ้นเจินกลับไม่ต้องการเลยสักนิด ยิ่งถูกมองว่าได้รับความโปรดปรานมากก็ยิ่งมีภัยมาก ทุกวันนี้องค์ชายสี่ทำได้แค่เพียงต้านทานกระแส สร้างเกราะกำบังไว้เพื่อแสวงหาความสงบให้แก่ตนเอง แต่นับวันจะยิ่งทำได้ยากขึ้นทุกที
“หวังเย๋... ตอนนี้อากาศเย็นจัดแล้ว สวมเสื้อคลุมอีกชั้นเถอะนะเพคะ”
จวินอี้ พระชายาเอกขององค์ชายสี่ประคองเสื้อคลุมขนสัตว์มาให้สวามี จวินอี้เป็นหญิงงามหน้าตาหมดจด นิสัยอ่อนโยนน่ารักและเป็นธิดาของเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง ผู้ควบคุมดูแลกองธงขลิบเหลือง นางมีเอกลักษณ์เป็นกลิ่นกายหอมหวานนุ่มนวล หากฮ่องเต้คังซีต้องการยกตัวอย่างสะใภ้ที่เพียบพร้อมครั้งใด ชื่อของจวินอี้ต้องหลุดออกจากพระโอษฐ์ทุกครั้งไป
“คารวะอาซ้อ”
“น้องสิบสามไม่ต้องมากพิธีหรอก รับเสื้อคลุมไปสวมด้วยสิ หากท่านไม่สบายไปพระชายาสิบสามจะเป็นห่วง” จวินอี้มีน้ำใจนำเสื้อคลุมอีกตัวมาเผื่อน้องสามี อิ้นเสียงจึงรับน้ำใจไว้ “หม่อมฉันสั่งให้โรงครัวทำกับแกล้มไว้แล้ว อีกสักครู่จะให้เด็กยกมาส่ง พวกท่านพูดคุยกันไปเถอะนะเพคะ หม่อมฉันไม่รบกวนแล้ว”
“ขอบคุณอาซ้อ”
“เจ้ารีบไปพักเถอะ สองสามวันนี้เจ้าวิ่งวุ่นเข้าวังตลอด ลำบากเจ้าแล้ว”
“ช่วงนี้อาการประชวรของเสด็จแม่เต๋อเฟยกำเริบขึ้น หม่อมฉันเป็นสะใภ้ต้องดูแลเสด็จแม่ให้ดี ไม่ลำบากอะไรเลยเพคะ” จวินอี้ยิ้มอ่อนโยนพลางผูกเชือกเสื้อคลุมขนสัตว์ให้สวามีด้วยแววตารักใคร่เทิดทูนสุดหัวใจ องค์ชายสี่อิ้นเจินนับเป็นเอกบุรุษโดดเด่นในใต้หล้า ทรงเชี่ยวชาญตำราการปกครองรอบรู้เป็นอย่างยิ่ง ฝีมือการขี่ม้าเก่งฉกาจและสง่างามอย่างหาผู้ใดเทียบเทียม ทุกองคาพยพแข็งแกร่งราวกับหลอมรวมออกมาจากศิลา จวินอี้จึงไม่เคยสัมผัสเนื้อแท้ของชายผู้เงียบขรึมคนนี้เลยสักนิด มือบอบบางที่แตะบนแขนเสื้อของเขาจึงค่อยๆ ถอยกลับมา
“ท่านพ่อของหม่อมฉันเพิ่งส่งใบชาหลงจิงจากหางโจวมาให้จำนวนหนึ่ง หม่อมฉันคิดว่าจะแบ่งไปถวายไทเฮาด้วยดีมั้ยเพคะ”
“ขอบคุณ ต้องรบกวนเจ้าแล้ว”
รอยยิ้มอ่อนหวานของจวินอี้จางหายไปวูบหนึ่งก่อนจะแข็งใจยิ้ม องค์ชายสี่ปฏิบัติต่อนางอย่างสุภาพนุ่มนวล ไม่มีอะไรบกพร่อง แต่จวินอี้รับรู้ได้ถึงช่องว่างที่พระองค์ขีดเส้นไว้ ทรงให้เกียรตินางในฐานะพระชายาเอกซึ่งได้รับพระราชทานสมรสจากฮ่องเต้ มิใช่ในฐานะภรรยา
จวินอี้หวังว่าเขาจะเปิดใจให้นางบ้าง แต่น่าเสียดายที่มันไม่เคยเกิดขึ้น
นางต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อหาโอกาสใกล้ชิดเขา ไม่นับรวมพระชายารองกับบรรดาภรรยาน้อยจากตระกูลขุนนางพ่อค้าทั้งหลายที่ประสงค์เช่นเดียวกัน ตำแหน่งพระชายาเอกสร้างความกดดันให้จวินอี้ต้องเร่งมีทายาทสืบทอดสกุลก่อนหญิงอื่นเพื่อเสริมความมั่นคง ป้องกันมิให้ชายารองคนอื่นๆ ข้ามหัวนาง แต่จวินอี้ได้แต่ถอนหายใจ ไม่คิดสู้รบปรบมือเพราะนั่นไม่ใช่นิสัยของนาง
หลังจากที่จวินอี้จากไปพร้อมสาวใช้แล้ว อิ้นเสียงจึงหันมาสบตาและยกยิ้มให้พี่ชาย
“อาซ้อรักพี่สี่มากเลยนะ”
ยงชินหวังแห่งยงหวังฝูหัวเราะแผ่วเบา เป็นน้ำเสียงที่ทำให้หญิงสาวทุกคนคลั่ง “นางเป็นภรรยาที่เพรียบพร้อมสมบูรณ์ ทั้งรูปโฉม ฐานะทางตระกูลกองธงหลักมีฐานอำนาจในท้องพระโรง นางไม่มีข้อบกพร่องใดๆ”
หญิงทุกคนในใต้หล้าล้วนปรารถนาตำแหน่งชายาเอกของยงชินหวังรูปงาม จวินอี้เป็นผู้เดียวที่ทำสำเร็จผ่านการแนะนำจับคู่ดูตัวโดยฮ่องเต้และอดีตฮองเฮา เขาไม่อาจปฏิเสธนางได้
“แล้วเหตุใดถึง... เอ้อ... ช่างเถอะ”
อิ้นเสียงมองออกว่าพี่ชายมิได้มอบหัวใจให้หญิงคนใด เหล่าภรรยาในจวนหวังเย๋เกินกว่าครึ่งเป็นเพียงภรรยาในนามซึ่งพี่ชายรับพวกนางเข้าจวนตามมารยาท ส่วนอีกครึ่งนั้นจวินอี้เป็นผู้จัดหามาเอาใจ ไหนจะหญิงงามมากมายที่รอต่อแถวหาทางเข้ามาอยู่ในจวนกันมิได้ขาด องค์ชายสิบสามจึงแหงนหน้ามองดวงดาววาววับบนผืนราตรี ส่วนอิ้นเจินมองดาวด้วยแววตาดุดัน เพ่งมองดาวส่องประกายเจิดจรัสดวงหนึ่ง แสงดาวปรากฏในเสี้ยวนาทีก่อนวูบหายไปทางทิศใต้
“หากอาซ้อมีลูกชายให้ท่าน พวกท่านก็คงจะรักกันเองนั่นแหละ ไม่ว่าจะเรื่องไหนๆ พี่สี่ก็ล้วนมีความรู้แตกฉานไปเสียหมด มีแต่เรื่องผลิตทายาทนี่แหละที่ท่านโง่งมยิ่งกว่าผู้เฒ่าเสียอีก ตอนนี้แม้แต่พระชายาของน้องยี่สิบสองก็กำลังตั้งครรภ์แล้วเลย เขาอายุเพียงแค่สิบหกด้วยซ้ำ”
“ก็อาจจะเป็นเช่นนั้น”
อิ้นเจินกระดกเหล้าดื่มอย่างไม่ใคร่สนใจนัก ก่อนที่อิ้นเสียงชี้ดาวดวงหนึ่งให้พี่ชายดู เป็นดวงเดียวกับที่อิ้นเจินกำลังมองเขม็ง “ดูนั่นสิ มีดาวตกเกิดขึ้นข้างดาวประจำกายของท่าน แปลกจริง”
“ดาวคู่ครอง” อิ้นเจินพึมพำเบาๆ
“หมายถึงอาซ้อใช่หรือไม่?”
“ไม่ใช่ ดาวของจวินอี้อยู่ทิศตรงข้าม”
อิ้นเสียงสบโอกาสรีบทิ้งไหสุรา ประสานมืออธิษฐานทันที “ชายารองของข้าบอกว่ายามใดที่ดาวตกปรากฏ หากตั้งใจอ้อนวอนขอสิ่งใดย่อมได้ตามปรารถนา”
“นี่เป็นเรื่องไร้สาระของพวกผู้หญิง ตั้งแต่ลูกสาวของเจ้าคลอด เจ้าชักจะนุ่มนิ่มขึ้นทุกที” แม้พี่ชายจะไม่สนใจการปรากฏของดาวตก แต่อิ้นเสียงยังคงตั้งอกตั้งใจอธิษฐานไม่หยุด ยงชินหวังเจ้าของดาวประจำกายจึงเลิกคิ้วเป็นเชิงถามด้วยความแปลกใจ “ปกติแล้วเจ้าไม่สนใจเรื่องหยุมหยิม เจ้าอธิษฐานขออะไรจากดาวดวงนั้น”
“พี่สี่จะอยากรู้ไปทำไม ในเมื่อท่านไม่เชื่อนี่นา”
“มาดื่มเหล้าของข้าแล้วยังกล้าตีฝีปากอีก บอกมาเร็ว”
ใบหน้าขององค์ชายสิบสามมีรอยยิ้มทีละน้อยขณะลืมตาขึ้น รอยยิ้มนั้นช่างเจ้าเล่ห์เหลือร้าย “ข้ากำลังขอนางในดวงใจให้ชีวิตท่านครึกครื้น... นางเป็นสาวสวยงดงามหยาดฟ้า ไม่สิ... นางจะต้องงามบาดตาบาดใจและเปี่ยมล้นด้วยไหวพริบชาญฉลาด นางจะมาพร้อมกับคำว่า ‘ไม่!’ ใส่หน้ายงชินหวังผู้เย็นชา ทำให้ท่านคลุ้มคลั่งด้วยไฟรักร้อนรุ่ม อา... พี่สี่ ข้าจะเฝ้ารอชมด้วยความตั้งใจยิ่ง”
อิ้นเจินหลุดหัวเราะก่อนจะเงยหน้ามองไปยังท้องฟ้าทางทิศใต้นั้น “เจ้าแพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มเสียแล้ว เพราะมันจะไม่มีวันเกิดขึ้นหรอกนะ”
อิ้นเสียงชูไหสุราขึ้น “รอดูไปก็แล้วกัน”