บทที่ 2 เผ่นเถอะจ้า
ตำหนักเหยียนชีกง ตำหนักพระสนมเต๋อเฟย
เช้าตรู่หลังจากสายฟ้ากระหน่ำเบาบางลง ท้องฟ้าเปิดกว้างปลอดโปร่ง ดอกบัวที่ปลูกในอ่างยักษ์เบื้องหน้าตำหนักพากันสดชื่นส่งกลิ่นหอมอ่อนโยนไปตามสายลม ตำหนักเหยียนชีกงสงบร่มเย็นแต่ทว่าตื่นพร้อม นกขมิ้นสองตัวบนต้นหลิวส่งเสียงเจื้อยแจ้วก่อนจะโผบินจากไปเมื่อนาราลืมตาพรึ่บ!
ปวดหัวฉิบ!
นารานอนแผ่อยู่บนพื้นหินเย็นเฉียบกลางสวนกระถางบัว สิ่งแรกที่นาราเห็นคือแสงอาทิตย์อันแสนสดใสอบอุ่น กระแสลมหอมหวานมีกลิ่นชื้นฝน รูปหินแกะสลักและภูเขาจำลอง ประดับประดาด้วยต้นกล้วยไม้ผลิดอกออกช่อยาวเป็นศอกชวนมอง
แสงตะวันช่างอบอุ่นจังเลย... ดวงตาคู่งามเล็กๆ กลอกไปมาอย่างระมัดระวังเมื่อมีเหล่าผีเสื้อบินวนไปมารอบตัวนาง สิ่งเหล่านี้ขาดหายไปในยุคสมัยของนารานานแล้ว การที่ได้กลับมาสัมผัสความงามเรียบง่ายของธรรมชาติอีกครั้งนับว่าเป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก
นาราหยัดตัวลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ ตรวจสภาพร่างกายตนเองว่าไม่มีอะไรบุบสลาย ผ้าซิ่นกับสไบเฉียงที่นางสวมใส่ยังสวยปิ๊งพร้อมเฉิดฉาย นาราตรวจปีคริสตศักราชว่าถูกต้อง ก่อนจะรีบปัดเนื้อปัดตัว เตรียมพร้อมพบหน้าคนในครอบครัวของเจ้าพระยาวิชิต ขั้นแรกที่นางต้องทำคือรีบซัดลำแสงจากพลอยสีแดงเพื่อแทรกแซงความทรงจำและเข้าสวมรอยเป็นบุตรีเจ้าพระยา ทำงานแล้วกลับบ้านรับทรัพย์...
กรุงศรีอยุธยาจ๋า นางสาวนารามาเยือนแล้ว
มาแล้ว...
แล้ว...
นาราชะงัก... ไม่มีวัดไม่มีวังอยุธยา ไหงจึงกลายเป็นตำหนักเก๋งจีนล่ะ!! ขนแขนของนางลุกซู่เกรียวกราวเมื่อค้นพบว่าตนเองอยู่ท่ามกลางหมู่ตำหนักอันงดงามเรียบง่าย ดวงตากลมโตเบิกมองป้ายชื่อตำหนัก แม้จะอ่านไม่ออกแต่ตัวอักษรบนป้ายนั้นเป็นลายพระหัตถ์ของผู้ปกครองแผ่นดินต้าชิง ปกปักษ์ด้วยรูปแกะสลักสิงโตหินสูงท่วมศีรษะ สะท้อนความน่าเกรงขามออกมาจนนาราใจคอไม่ดี
“แล้วๆๆๆๆๆ เอาแล้วกู”
ร่างบางไม่รอช้า รีบถลกซิ่นปีนภูเขาจำลองเพื่อมองมุมสูง สังเกตเห็นแนวกำแพงสูงเสียดล้อมรอบพื้นที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ไม่ว่าจะแนวรั้วสีแดงสดหรือกระเบื้องหลังคาน้อยใหญ่ล้วนส่องประกายท้าทายแสงตะวัน มีผู้คนแต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบในวังโบราณเดินกันขวักไขว่ ที่นี่คือเมือง? ไม่... เลือดในกายของนาราพลันเย็นเฉียบเมื่อสังเกตเห็นตำหนักด้านหน้าขนาดใหญ่ตระการตา หลังคาซ้อนสองชั้นมุงด้วยกระเบื้องสีทองซึ่งเป็นสีเฉพาะขององค์ฮ่องเต้เท่านั้น
ตำหนักไท่เหอ ตำหนักสำหรับออกว่าราชการของฮ่องเต้
ที่นี่คือพระราชวังต้องห้าม กู้กง!
ตัวนางพลันรู้สึกเล็กจ้อยไม่ต่างอะไรจากเศษธุลีเล็กๆ ท่ามกลางราชวังอันใหญ่โตสลับซับซ้อน ดวงตากลมโตเบิกมองไปรอบๆ อย่างตื่นตะลึง ความเคร่งขรึมน่าเกรงขามของสถานที่แห่งนี้กดดันให้นาราทำอะไรไม่ถูก เมื่อตั้งสติได้จึงรีบกดสัญญาณระบุพิกัดของตนเอง ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือกลับไปยังห้องวิจัย
รอแล้วรอเล่า รอจนเศร้าเขาก็ยังไม่ติดต่อกลับมา...
นาราคว้าชายสไบมาขยำ ยังไม่รู้ว่าร่วงหล่นมาสู่แผ่นดินนี้ในช่วงสมัยใด ไม่รู้เลยว่าพิกัดตำหนักนี้อยู่จุดไหนในพระราชวังอันกว้างใหญ่ซึ่งมีตำหนักน้อยใหญ่และห้องหับถึง 9,999 ห้อง ตัวเลขที่ปรากฎบนสร้อยข้อมือระบุปีคริสตศักราชถูกต้องตรงกับที่พ่อบอก แต่พิกัดเป้าหมายปลายทางกลับเพี้ยนไป ด้วยความรู้ทางประวัติศาสตร์จีนที่พอหลงเหลืออยู่ในสมอง นารานับนิ้วไปมา บวกลบคูณหารในใจ... ช่วงสมัยสมเด็จพระนารายณ์แห่งกรุงศรีอยุธยาก็ตรงกับ...
คังซี!
นารากุมขมับ กูอยากจะบ้าตาย
หญิงสาวเดินวนไปวนมารอบภูเขาจำลองนั่นจนพื้นแทบสึก ชะเง้อมองหาความช่วยเหลือรอบแล้วรอบเล่าเหมือนเด็กกำลังรอพ่อแม่มารับ ตอนนี้สัมภาระติดตัวมีชิ้นเดียวคือกระเป๋าสี่มิติต้นแบบจากโดราเอมอน ดังนั้นจะใส่ของกี่ชิ้น จะเล็กจะใหญ่ก็ใส่ได้รวมอยู่ในนี้หมด ตำแหน่งกระเป๋าสี่มิติอยู่ที่พุงเหมือนโดราเอมอนเลย ไหนดูสิ... พ่อใส่อุปกรณ์ฉุกเฉินมาให้รึเปล่า
“อะไรเนี่ย... ตุ๊ดตู่ปลอม” มือขาวเนียนล้วงหยิบของ เจอท่อนซิลิโคนจำลองอาวุธของท่านชาย นาราก็เหวี่ยงทิ้งลงน้ำ แขยงมือ
“ถุงยางสี่สิบกล่อง!”
“ที่ตรวจครรภ์ บ้าไปแล้ว! นี่ฉันกลายเป็นเซลล์ขายเซ็กซ์ทอยไปแล้วเรอะ” นารารื้อของเพิ่มก็เจอแต่ของลามก เวรของเวรกรรม อุปกรณ์ในกระเป๋าก็ไม่มีกินประทังชีวิตอะไรนอกจากเซ็กซ์ทอย อาหารเม็ดที่พ่อบอกให้พกมานาราก็ดันหยิบออก
ฝนบ้าก็ดันตกลงมาอีก
ฉิบหายของจริงล่ะทีนี้... นารานั่งทรุดน้ำตาไหลย้อย เนื้อตัวเปียกปอนเหมือนลูกหมาตกน้ำไม่มีผิด จังหวะนั้นถ้ามีขันทีหรือนางกำนัลประจำตำหนักเดินผ่านมา นาราก็ต้องหอบข้าวของทั้งหมดแล้วถลกซิ่นหนี จะทิ้งของก็ทิ้งไม่ได้เพราะเกรงว่าถ้าใครมาเจออาจจะเกิดปัญหา นางหลงมาอยู่ผิดยุคก็ว่าน่าสงสารแล้ว ยังต้องโกยของพวกนี้ติดตัวไปด้วยยิ่งซ้ำเติมชีวิตหนักขึ้นไปอีก หรือนางควรจะหันไปเอาดีด้านเปิดแผงขายของเสียวพวกนี้ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยวะ
นารามึนตึ้บ อยู่ดีๆ ชีวิตเปลี่ยน ด้วยความที่ไม่รู้จะไปไหนจึงนั่งกอดเข่าหลบผู้คนในเงาไม้ อารมณ์เหมือนเด็กถูกไล่ออกจากบ้านไม่มีผิด จากนี้ไปจะกินจะอยู่ยังไง จะต้องรอนานแค่ไหนถึงจะได้กลับบ้าน คำถามง่ายๆ แต่หาคำตอบไม่ได้ เจริญพร...
“ว.หนึ่งเรียก ว.สอง ตอบด้วย ตอบด้วย...” นาราพยายามอยู่ใกล้ๆ ตำแหน่งเดิมใกล้ภูเขาจำลอง รอสัญญาณเรียกตัวกลับ เผื่อว่าจะมีใครเมตตาหาทางพากลับบ้าน
ตอนที่กำลังหลบซ่อนตัวอยู่นั้นเอง นาราสังเกตเห็นสตรีวัยกลางคนหน้าตางดงามคนหนึ่งกำลังคุกเข่าสวดมนต์อยู่ในศาลาเล็กๆ ภายในตั้งรูปปั้นพระแม่โพธิสัตว์กวนอิม จุดกำยานไม้จันทน์หอมช่วยให้จิตใจสงบนิ่ง สตรีผู้นั้นแต่งกายสีเทาเรียบๆ ธรรมดา ในมือถือลูกประคำ ไม่สวมเครื่องประดับใดๆ ใบหน้าของนางไร้เครื่องสำอางแต่งแต้มแต่ยังคงดูอ่อนโยนนุ่มนวลและเยือกเย็นราวกับต้องการละทางโลกอยู่ทุกลมหายใจ ใกล้กันนั้นมีสตรีอายุสูงวัยกว่ายืนรออยู่ด้านนอกศาลา ท่าทางของหญิงนางนี้เข้มงวดมาก ดูได้จากบรรดานางกำนัลตัวเล็กๆ ที่กลัวเสียหัวหด
“+%#*M$^B]l;./q!W”
พวกเขาคุยกันด้วยภาษาฮั่น นาราฟังไม่ออกจึงล้วงของจากซอกอก หยิบวุ้นแปลภาษาออกมา กินปุบ นาราก็ฟังพูดอ่านเขียนภาษาของพวกเขาได้ทันที
“พวกเจ้าเตรียมยาต้มของเหนียงเหนียง[1]เสร็จเรียบร้อยแล้วหรือยัง?”
“ยะ...ยังเจ้าค่ะเฉินกูกู[2]”
[1] แปลว่าเทพธิดา เป็นคำใช้เรียกพระสนมในตำหนักหลักและมีตำแหน่งตั้งแต่ผินขึ้นไป
[2] กูกู เป็นคำที่ใช้เรียกนางกำนัลรุ่นอาวุโส