บทนำ
ประเทศไทยปี 2199
เมื่อโลกหมุนเข้าสู่ศตวรรษที่ยี่สิบสอง เทคโนโลยีรุดหน้าอย่างก้าวกระโดดเมื่อมนุษย์ค้นพบพลังงานที่สามารถใช้ได้ไม่มีวันหมด การพัฒนาวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆ เจริญถึงขีดสุด แต่ทว่าทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ที่เคยมีมาแต่ก่อนกลับลดหายไป ผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ น้ำสะอาดและความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตกำลังหมดไปในอัตราที่เร็วเกินกว่าจะทดแทนได้ทัน
ช่วงต้นศตวรรษอันล้ำหน้ามนุษย์เริ่มส่งคนไปยังอาณานิคมบนดาวอังคารได้สำเร็จและวางเป้าหมายอนาคตไปถึงการโยกย้ายมนุษยชาติไปยังระบบสุริยะแห่งใหม่ ทดแทนดวงอาทิตย์ที่มีกำหนดดับเร็วขึ้นในอีกสามหมื่นปีข้างหน้า
การคิดถึงอนาคตเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่จะเป็นเช่นใดหากมนุษย์สามารถย้อนกลับไปแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีต วิกฤตปัญหาทุกอย่างน่าจะคลี่คลายและถนอมบ้านเกิดของเราไว้แทนที่จะละทิ้งไปร่อนเร่แสวงหาบ้านแห่งใหม่ ดังนั้นองค์กรโลกจึงเริ่มมีแนวคิดย้อนกลับไปศึกษาความเป็นไปในอดีตอย่างลับๆ ซึ่งผู้ที่รับผิดชอบโปรเจคของประเทศไทยคือพ่อและพี่ชายของนารา
สถานที่วิจัยอยู่ภายในฐานทัพส่วนที่ลึกที่สุด ติดป้าย ‘หวงห้ามเด็ดขาด’ ด้านหน้าประตูจะมีทหารพร้อมอาวุธครบมือยืนเฝ้าตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงโดยที่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าตนเองกำลังเฝ้าอะไร เวลานั้นสายฝนตกลงมาอย่างหนักจนกระทั่งซาลงอย่างเชื่องช้า บรรยากาศบนท้องฟ้าทึมทึบ มีประกายแสงฟ้าแลบเป็นระยะในมวลเมฆหนา เหล่าทหารยามในชุดเครื่องแบบเคร่งขรึมต่างถอนหายใจเบื่อหน่าย พวกเขาเป็นนายทหารฝีมือดีซึ่งผ่านการฝึกฝนเคี่ยวกรำอย่างหนัก อาวุธคู่กายล้วนเป็นอาวุธระดับสูงแต่พวกเขากลับได้รับเพียงหน้าที่เฝ้าประตู
“พวกผู้ใหญ่แอบทำอะไรอยู่กันนะ เมื่อวานก่อนผมเห็นพวกระดับบิ๊กๆ มากันให้เพียบเลย ผมว่ามูลค่างานวิจัยที่อยู่ข้างในนั่นต้องมหาศาลแน่ๆ”
“อย่าพูดมาก นายสั่งให้เราทำอะไรก็ทำไป”
“ครับๆ” นายทหารหนุ่มตอบเสียงเนือย ก่อนที่ความอึดอัดคับข้องใจทั้งหลายจะหายวับไปเมื่อหญิงสาวร่างบอบบางคนหนึ่งก้าวลงจากรถทหารที่เพิ่งแล่นมาจอด “คุณหนุงหนิงมาแล้ว”
หญิงสาวแต่งกายงดงามแบบสตรีในราชสำนักสยามสมัยอยุธยา มวยผมเกล้าไว้ที่บนกระหม่อมคล้องด้วยมาลัย นุ่งซิ่นปักดิ้นเงินดิ้นทองลวดลายวิจิตรเข้าคู่กับสไบเฉียงสีดอกบัว หลังจากเกิดสงครามโลกครั้งที่สามซึ่งเป็นการเปิดศึกแย่งชิงทรัพยากรน้ำ และเนื่องด้วยนโนบายการรวมเป็นหนึ่งเดียวแบบรวมศูนย์ของสหประชาชาติ ศิลปวัฒนธรรมของแต่ละชนชาติจึงถูกกัดกร่อนทำลายจนแทบจะสูญหายไปจนหมดสิ้นแล้ว เหลือเพียงร่องรอยความเจริญรุ่งเรืองจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งท่ามกลางเทคโนโลยีล้ำสมัยที่อยู่รายล้อม การแต่งกายของนางย่อมแปลกสะดุดตา ชวนให้โหยหาอดีตและเปี่ยมล้นด้วยมนต์ขลังลึกลับ
“ตอนนี้ยังเปลี่ยนใจทันนะหนุงหนิง”
“ไม่ค่ะคุณพ่อ หนิงตัดสินใจแล้ว หนิงจะรับหน้าที่นี้เองค่ะ”
นารากล่าวอย่างสงบขณะเดินไปบนผืนน้ำเจิ่งนองบนพื้น ฝีเท้าเบาและสง่างามดุจเทพธิดาเดินบนผิวน้ำ นายทหารหนุ่มต่างจ้องมองหญิงงามอ่อนช้อยเดินเยื้องย่างด้วยหัวใจเต้นแรง นางสวมสร้อยพลอยเส้นเล็กๆ ที่ข้อมือเพียงเส้นเดียวแต่ก็ดูงดงามสูงส่งอย่างน่าประหลาด ใบหน้าสวยซึ้งแฝงความเศร้าหมองของนาราชวนให้รู้สึกรักใคร่ทะนุถนอมและน่าสงสารในเวลาเดียวกัน
ดวงตากลมโตเงยหน้ามองท้องฟ้าสีหม่นด้วยมลพิษอยู่อึดใจก่อนจะตัดสินใจก้าวตามหลังผู้เป็นพ่อ
“ขอตรวจบัตรและสแกนม่านตาด้วยครับ” ทหารหนึ่งในสามคนว่า เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยเขาจึงวันยาหัตถ์ทำความเคารพ “เชิญครับศาสตราจารย์ทรงกลด สวัสดีครับคุณหนุงหนิง”
“สวัสดีค่ะ จากนี้หนิงฝากพวกคุณดูแลคุณพ่อด้วยนะคะ”
แค่นารายิ้มมุมปากให้ นายทหารทั้งสามก็รู้สึกว่าโลกมอมๆ ใบนี้น่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ แต่หลังจากก้าวผ่านประตูเข้าสู่ทางเดินใต้ดินแล้ว รอยยิ้มนุ่มนวลก็หายวับไป มือไม้เกายุกยิกเหมือนลิงเพราะไม่คุ้นกับซิ่นดิ้นเงินดิ้นทอง
“โอย คันฉิบ! ซี้ดดด โอย พี่แทนเกาหลังให้หน่อย”
“ถนอมของด้วยสิยัยหนิง กรรมวิธีการทอผ้าสูญหายไปนานมากแล้ว เราเพิ่งจะรื้อฟื้นการผลิตผ้าแบบดั้งเดิมเมื่อไม่กี่ปีก่อน ลายซิ่นเลียนแบบลายทอจากผ้าโบราณในพิพิธภัณฑสถาน นับว่าเป็นของล้ำค่าประเมินค่ามิได้”
“ค่าพี่แทน”
แทนคุณ พี่ชายแท้ๆ ของนารายืนรออยู่แล้วที่ด้านหน้าประตูทางเข้าชั้นที่สอง นาราเห็นพี่ก็รีบเปลี่ยนกลับไปเป็นหญิงสาวแสนสวยนุ่มนวลตามเดิม เดินเยื้องย่างอกเอวอรชรทั้งๆ ที่เมื่อครู่แทบจะถลกซิ่นเดิน นาราเดินๆ หยุดๆ เพราะแวะส่องฟันตรงผนังกระจก แยกเขี้ยวแยกฟันจนวุ่นวาย
“ย้อมฟันดำแบบนี้มันแปลกๆ อ่ะพี่ เวลาพูดไม่มั่นใจเลยอ่ะ”
“หญิงชาววังสมัยนั้นต้องผัดหน้า ย้อมฟันเป็นสีดำ ไว้เล็บยาว ทาปากแดง ค่านิยมความสวยของเขาเป็นแบบนั้น หน้าแกขาวปากแกแดงอยู่แล้วไม่ต้องทา เล็บก็ยาวเฟื้อย แต่ฟันน่ะต้องย้อมให้ดำด้วย”
“จะล้างฟันออกมั้ยเนี่ยพี่”
“ไม่ต้องโวยวายไปหรอก แค่ใช้แปรงถูๆ ก็ออกแล้ว”
“หา? แปลว่าหนิงต้องอมขี้ฟันเป็นอาทิตย์เลยเหรอ” นาราโวยวาย ทิ้งตัวลงนั่งยองๆ ทันทีก็เลยถูกพี่ดีดมะเหงกเข้าให้
“อยากจะแปรงฟันก็แปรงไปสิ แกแค่ย้อมฟันให้ดำเหมือนเดิมก็ใช้ได้ ของทุกอย่างที่ต้องการใส่อยู่ในกระเป๋าสี่มิติแล้ว” แทนคุณชี้ทางสว่างให้ นาราจึงสะบัดแขนทั้งสองข้างขึ้นฟ้าก่อนจะกรีดกรายลงมา ทำนิ้วโอเคพลางฉีกยิ้มฟันดำปี๋
“อ่ะเคร”
“จะรอดมั้ยเนี่ย แกจะต้องไปในฐานะบุตรีขุนนางชั้นผู้ใหญ่นะ ไม่ใช่แม่ลิง”
“รู้แล้วๆ พูดย้ำบ่อยๆ แบบนี้เดี๋ยวหนิงก็เป็นลิงให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย นับจากนี้ไปหนิงคือบุตรีของขุนนางฝ่ายปกครองชื่อเจ้าพระยาวิชิต กำลังจะถวายตัวเข้าไปเป็นนางกำนัลของพระสนม”
แทนคุณชี้ไปที่เม็ดพลอยสีแดงเลือดนกบนข้อมือนาง “เมื่อไปถึงที่นั่น ให้รีบแฝงตัวโดยเร็วที่สุด”
“ไม่ต้องห่วงค่ะพี่ หนิงมีพี่แทนผู้เก่งกาจเป็นผู้ฝึกอบรมเองกับมือ พี่แทนรักหนิงยังไงก็ไม่มีทางยอมให้หนิงมีอันตรายอยู่แล้ว ตอนนี้หนิงผ่านทดสอบการฝึกทั้งสามขั้นมาแล้วด้วย ไม่พลาดแน่นอน”
นาราเกาะแขนอ้อนพี่ชาย วิธีการแฝงตัวที่ว่านั่นคือใช้พลอยสีแดงนั้นล้างสมองเครือญาติของเจ้าพระยาผู้นั้น ทำการแฝงกายเป็นบุตรสาว เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจก็จัดการลบความทรงจำทิ้งให้หมด งานนี้มีจุดเสี่ยงนั้นคือต้องจัดการล้างสมองอย่างรวดเร็วและเฉียบขาด ถ้าหากล้มเหลวทุกอย่างก็เกมโอเวอร์