บทนำ

856 Words
นางเช่า ########## บทนำ ########## วันที่ 12 สิงหาคม ในปีหนึ่งเมื่อครั้งอดีต ดอกมะลิตูมเต่งดอกหนึ่งกำลังถูกลิดให้หลุดร่อนออกจากมาลัยพวงงาม จะเหลือก็เพียงเชือกด้ายสีขาวที่ร้อยมันไว้กับอุบะกุหลาบสีแดงเท่านั้น ดวงตาสีน้ำตาลทองของเด็กน้อยวัยเจ็ดขวบจ้องมองสิ่งที่ร่วงหล่นบนหน้าตักอย่างเคืองใจ ตั้งแต่อนุบาลจนขึ้นชั้นประถมหนึ่ง ไม่มีเลยสักครั้งที่มาลัยดอกมะลิจะถูกวางบนตักของมารดาในวันสำคัญเช่นนี้ เวลานี้นักเรียนทุกคนต่างกำลังซาบซึ้งต่อพระคุณแม่อยู่ ณ ลานอเนกประสงค์ สถานที่กิจกรรมของโรงเรียน คงมีเพียงเด็กชายตัวน้อยหน้าขาวคมเท่านั้น ที่หลบกายซ่อนเร้นให้ห่างจากสายตาผู้คน เด็กน้อยขมขื่นใจเกินจะกล่าว เพราะหากเขาเป็นเด็กกำพร้าคงไม่เจ็บปวดเท่านี้ แต่นี่ไม่ใช่เลย บิดามารดาทั้งสองของเขายังอยู่ครบ และมารดาเลือกที่จะไม่มาที่นี่ในวันนี้ เลือกที่จะให้เขาเจ็บปวดอ้างว้างอยู่ ณ มุมหนึ่งของห้องเรียนตามลำพัง เขาไม่เข้าใจในสิ่งที่ถูกปฏิบัติจากบิดามารดา ท่านทั้งสองไม่ได้เพิกเฉยต่อเงินทองและสิ่งที่เขาชี้นิ้วปรารถนา แต่ท่านมิเคยให้ในสิ่งที่เด็กอย่างเขาต้องการอย่างแท้จริง พี่สาวของเขามักแก้ต่างแทนเสมอว่าบิดามารดาต้องทำงาน แต่เขารู้ดี มันมีบางอย่างมากกว่านั้น บางทีจุดเริ่มต้นของเรื่องมันอาจจะมาจากโครงหน้าที่ไม่เหมือนคนไทยของเขา ตาสีน้ำตาลทองและผมสีบรอนท์ทองอันน่ารังเกียจ บิดามารดาที่รักไม่เคยยิ้มให้เขาเวลาที่เขาทำเรื่องน่ายินดี หากไม่ชักสีหน้าใส่ ก็จะเมินเฉยเสีย ทำเหมือนเขาไร้ตัวตน ทำเหมือนว่าเขา...ไม่ใช่ลูกก็มิปาน เด็กชายนั่งอยู่ในห้องเรียนอย่างนั้นจนใกล้หมดเวลากิจกรรม พอพลิกดูนาฬิกาข้อมือและเห็นว่าใกล้จะเที่ยงแล้ว เขาก็ไม่รอช้า คว้ากระเป๋าเป้แล้วเดินออกไปจากห้องทันที ทิ้งไว้เพียงดอกมะลิกลีบช้ำดำด่างที่ถูกปาลงพื้นอย่างเคืองใจ ########## รถยุโรปคันหรูสีเงินเงาวับจอดรอเด็กชายตัวน้อยอยู่สักพักแล้ว ด้วยวันนี้มีกิจกรรมที่โรงเรียน รถของบ้าน อัชวิน จึงมารอรับเด็กชายเร็วกว่ากำหนด เด็กชายพาใบหน้าอันงอหงิกขึ้นไปบนรถในทันทีที่คนรถเปิดประตูให้ แอร์เย็นฉ่ำข้างในไม่ได้ทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นมาเลย “กลับบ้านเลยไหมครับ คุณหนู” คนขับรถเอ่ยถามคุณหนูคนโตของบ้านที่นั่งอยู่ในรถคันเดียวกัน เขาแวะไปรับคุณหนูคนงามที่มหาวิทยาลัย ก่อนจะมารอรับคุณหนูคนเล็กที่โรงเรียนแห่งนี้ “กลับเลยเชิด ฉันขี้เกียจไปห้างละ ดูท่าว่าน้องชายฉันจะไม่มีอารมณ์เที่ยว” หญิงสาวผู้พี่ว่า “พี่ไม่ใช่ผม พี่ไม่รู้หรอก แม่ไม่มางานโรงเรียน ไม่มา!” คนเป็นน้องว่าแล้วบ่อน้ำตาแตก เดือดร้อนคนเป็นพี่ต้องเอื้อมมือไปรั้งเอาร่างน้อยมากอด เด็กชายเอนร่างลงหนุนตักพี่แล้วหลั่งน้ำตา สะอื้นฮักๆ ด้วยน้อยใจมารดาเกินจะกล่าว “เออน่า...ฉันรู้ พ่อกับแม่งานยุ่งนี่นา” “ไม่จริง! แม่ตั้งใจไม่มางาน ตั้งใจ...ฮึกๆ ทำร้ายผม!” เด็กน้อยตีโพยตีพาย “บ้าน่า ไม่มีพ่อแม่คนไหนทำร้ายลูกได้หรอก แกเชื่อฉันสิ” หญิงสาวผู้พี่พยายามปลอบ “แต่พ่อกับแม่ทำ! แม่ไม่มางาน ผมอยากให้แม่มา ผมซื้อพวงมาลัยไว้ให้แม่ด้วย ฮือออ...” พี่สาวคนดีมุ่นคิ้วหนักใจ ความเสียใจที่น้องชายมีนั้นเธอเข้าใจดี แต่มันไร้ประโยชน์ที่จะคร่ำครวญ “พอแล้วเอื้อ เรื่องเล็กน้อยน่า” “ไม่เล็ก! พี่ไม่เข้าใจ ผมแค่อยากมีแม่ให้ไหว้เหมือนคนอื่นเขา ผมอยากไหว้เข้าใจไหม!” “โธ่เอ๊ย! อะไรของแกฮึ ถ้าอยากไหว้นักก็เอาพวงมาลัยมาไหว้ฉันแทนนี่มา จะอะไรนักหนา!” คนเป็นพี่เริ่มมีอารมณ์เพราะน้องชายปลอบอย่างไรก็ไม่ฟัง คนเป็นน้องดีดตัวขึ้นมานั่งในทันใด ปาดน้ำหูน้ำตาลวกๆ แล้วจ้องมองพี่สาวเขม็ง “ไม่มีทาง! แม่น่ะ! ใครก็แทนไม่ได้หรอกนะ พี่อุ่นไม่รู้หรอก” บอกพี่แล้วดึงคอเสื้อนักเรียนมาปาดน้ำมูกน้ำตา พี่สาวเห็นก็สงสารเกินจะกล่าว น้ำตาคลอเบ้าในสิ่งที่น้องชายเอ่ยอ้าง จำต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนบางมาเช็ดน้ำตาให้น้องชาย “ใช่แล้วละเอื้อ แม่น่ะ ไม่มีใครแทนที่ได้หรอก พี่ขอโทษนะ ขอโทษจริงๆ” เด็กชายตัวน้อยโผเข้าหาอ้อมกอดของพี่สาว หลายครั้งหลายคราวที่ได้พี่สาวคอยห่วงใยปลอบใจ คอยให้ไออุ่นจากอ้อมแขนแสนรัก แต่มันเทียบไม่ได้กับไออุ่นจากอกมารดา เทียบกัน...ไม่ได้เลย
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD