“ช่างเถอะน่า ข้าไม่อยากยุ่งหรอก ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป ถ้าเอ็งจะมีผัวก็ตามใจเถอะ ขอให้เอ็งมีความสุขก็พอ” นายประดับบอกลูก ตั้งแต่โตมาปรายรุ้งไม่เคยทำให้ท่านต้องเสียใจ ตั้งใจเรียนและทำงานมาตลอด ส่วนเรื่องของหัวใจนั้น ท่านบังคับไม่ได้ สมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน ถ้าไม่ทำใจยอมรับ ก็คงต้องเป็นทุกข์อกแตกตายเท่านั้นเอง
“โธ่...พ่อ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่สิน่า หนูยังเวอร์จิ้น เชื่อสิ!”
คนเป็นลูกยืนกรานแต่คนเป็นพ่อส่ายหน้ารัวๆ จังหวะเดียวกันนั้นชลกรก็ไต่สะพานมาถึงตัวบ้านพอดี
“สวัสดีครับคุณพ่อ”
“นั่นไง ไหนเอ็งบอกไม่ใช่ผัว แล้วทำไมไอ้หนุ่มนี่เรียกข้าว่าพ่อวะ”
ประดับเถียงจริงจัง ปรายรุ้งเกาหัวแกรกๆ ปวดกบาลเต็มที
“โธ่...เขาก็เรียกตามหนูน่ะ โอ๊ย...จะบ้าตาย เข้ามาก่อนสิคุณ ชอบยืนอาบแดดหรือไง หน้าแดงหมดแล้ว” ท้วงคนที่ยืนอยู่หน้าประตูแล้วดึงบิดาให้เข้ามาในบ้าน
นายประดับไม่สวมเสื้อ นุ่งกางเกงเลแบบง่ายๆ และหันหน้าเข้าหาอวนที่ชำรุด ท่านกำลังซ่อมมันอยู่ จากอวนสามสิบหลังที่มี ประดับจะออกไปวางอวนในตอนกลางคืน และกลับมาในตอนเช้า แล้วแต่อารมณ์ว่าจะวางอวนกี่รอบ ท่านทำประมงพื้นบ้านมาตั้งแต่จำความได้ รายได้ก็แล้วแต่กุ้งที่ได้มา บางวันได้เยอะบางวันได้น้อย แล้วแต่โชค แต่ท่านก็มีความสุขดี ถ้าไม่นับเรื่องเจ้าเรือยนต์ลำเก่งที่พังบ่อยๆ ละนะ
ชลกรนั่งลงกลางบ้านในขณะที่ประดับนั่งอยู่ระเบียงชาน ส่วนปรายรุ้งแวบเข้าห้องตัวเองในทันทีที่เข้าบ้านมา บ้านหลังนี้มีสามห้อง พื้นเรือนเป็นไม้ ไม่สวยงามมากมายแต่สะอาดพอใช้ได้ และบนนี้ไม่ร้อนอย่างที่คิดไว้ อาจเพราะบ้านติดฝ้าเพดานหนาเตอะเพื่อกันไอร้อนก็เป็นได้
“ชื่ออะไรนะพ่อหนุ่ม” ประดับร้องถาม แต่ตาไม่ละไปจากอวน
“ชื่อชลกรครับ เอ่อ...เรียกว่าโช หรือโชกุนก็ได้ครับพ่อ”
“รู้จักยัยปรายนานแล้วเหรอ”
“น่าจะปีหนึ่งแล้วครับ” เขาตอบ แอบโมเมว่าการพบปรายรุ้งที่ DC มาเป็นระยะเวลาหนึ่งปี คือเวลาที่รู้จักมักจี่กับเจ้าหล่อน
“อือ...เป็นแฟนกันเหรอ”
“เอ่อ...เปล่าครับ” สิ้นคำปฏิเสธ นายประดับก็มองมาตาขุ่นขวาง ชลกรเลยต้องหาทางเอาตัวรอด “เอ่อ...กำลังคบกันครับคุณพ่อ แหะๆ”
“งั้นเหรอ ดีแล้วล่ะ ก็นึกว่าไม่ได้เป็นอะไรกัน เห็นมาด้วยกันแบบนี้มันอดห่วงไม่ได้” ท่านว่าแล้วหันไปซ่อมอวนต่อ
ปรายรุ้งออกมาจากห้องพอดี หญิงสาวล้างหน้าล้างตาแล้ว และอยู่ในชุดกางเกงยีนขาสั้นกับเสื้อยืดตัวโคร่งที่ใหญ่เกินไปสำหรับหุ่นบางๆ
“คุยอะไรกันหรือพ่อ”
“เปล่า! ก็ถามอะไรไปเรื่อย”
“ถามอะไรไปเรื่อยแล้วทำไมต้องเสียงสูงด้วยล่ะ”
“เอ๊ะ! นังปราย อะไรของเอ็งวะ ลูกหรือแม่วะเนี่ย ข้าหนีดีกว่า”
“หนีไปไหนพ่อ”
“ไปหาเหล้าขาวกินมั้ง!”
“พ่อ!”
“โอ๊ย...ขี้หูเต้นระบำ ข้าล้อเล่นโว้ย อวนมันขาด ตาข้ามองไม่ค่อยเห็น จะเอาไปให้เจ้าชดมันซ่อมให้”
ประดับหมายถึงชด ชาวประมงที่อายุน้อยกว่าตัวเอง ซึ่งบ้านของนายชดก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านหลังนี้
“แล้วไป อย่าให้รู้นะว่าแอบไปกินเหล้า”
“เอ่อน่า ไม่ต้องสนใจข้าหรอก ไปดูแลแฟนเองไป หาข้าวหาน้ำให้มันกินหน่อย”
“โธ่พ่อ บอกแล้วไงว่าไม่ใช่แฟนไม่ใช่ผัว”
“เออน่า เอ็งไม่ต้องอายหรอก ข้ารับได้โว้ย” บอกลูกแล้วหอบเอาอวนผืนใหญ่ออกจากบ้านไป ทิ้งหนุ่มสาวให้อยู่กันตามลำพัง
“พ่อเธอน่ารักดีนะ เหมือนจะหวงลูกสาว แต่ก็พร้อมจะเข้าใจ”
“พ่อเป็นคนง่ายๆ บางครั้งก็ง่ายเกินไป พอแม่เสีย พ่อก็ทำทุกทางให้ชีวิตมีความสุข” เธออธิบาย
“เสียใจด้วยเรื่องแม่ของเธอ”
“ขอบคุณค่ะ มันผ่านมานานมากแล้ว อืม...คุณหิวไหม”
“นิดหนึ่ง” ตอบแล้วมุ่นคิ้ว เพราะท้องเริ่มร้องครวญคราง
ปรายรุ้งลุกเข้าไปในครัว ซึ่งเป็นชานต่อออกไปจากตัวบ้าน เปิดตู้เย็นดูและก็เห็นกุ้งหอยปูปลาอัดแน่นอยู่ในนั้น
“ซีฟู้ดลวกจิ้มแล้วกันนะ ง่ายดี ฉันง่วง ขี้เกียจทำกับข้าว”
“แล้วแต่เลย ขอแค่กินแล้วอิ่มก็พอ” เขาบอกแล้วลุกมาหาปรายรุ้งในครัวแคบๆ ที่แตกต่างจากครัวบ้านเขาอย่างสิ้นเชิง หล่อนเอากุ้งกับปลาหมึกออกมาล้างแล้วเอาหม้อตั้งเตา ระหว่างที่รอน้ำเดือดก็เอาครกมาโขลกพริกเตรียมทำน้ำจิ้ม
“ไปนั่งรอเถอะน่า ฉันทำแป๊บเดียว”
“ทำเป็นจริงเหรอ”
“คุณโช!?”
“ครับๆ ไปรอข้างนอกเดี๋ยวนี้”
ชลกรนั่งรอไม่นาน มื้อเที่ยงแสนอร่อยก็มาวางอยู่ตรงหน้า ไม่รู้ว่าเพราะหิวหรือน้ำจิ้มมันแซ่บ วันนี้เขาจึงเจริญอาหารเป็นพิเศษ กินได้มากและกินได้อย่างอร่อยเหลือเกิน
“กุ้งสดมากเลย สงสัยเพิ่งจับได้เมื่อเช้า”
“ช่าย...อาหย่อยมากเยย” เขาพูดทั้งที่มีกุ้งลวกอยู่เต็มปาก
ทั้งสองกินไปหัวเราะไปอย่างมีความสุข ปรายรุ้งรู้สึกสนิทกับชลกรมากขึ้นไปอีก ในขณะที่ชลกรสุขใจที่ไม่ต้องปั้นหน้าหรือเก๊กหล่อใส่ใคร เขาสามารถเป็นตัวของตัวเอง ยิ้มและหัวเราะ หรือแม้แต่พูดตอนมีของกินอยู่เต็มปากเช่นนี้ได้ โดยที่แม่สาวหน้าสวยไม่นึกรังเกียจ แถมยังขำเขาอีกต่างหาก
มื้อเที่ยงเสร็จสิ้นในเวลาไม่นานนัก หนุ่มสาวต่างอิ่มแปล้ไปตามๆ กัน
“โอย...พุงกาง...” ปรายรุ้งโอดโอย ขณะนั่งลงหน้าจอโทรทัศน์เครื่องเก่าคร่ำคร่าแล้วส่งหมอนใบหนึ่งให้ชลกรเอาไปนอนหนุน
“ใช่ อิ่มมาก” บอกหล่อนแล้วตบหมอนเก่าๆ แต่ยังดูสะอาดสะอ้านไปสามสี่ที ทว่ายังไม่ยอมนอนลง
ป้าบ! ป้าบ!
“จะตบอีกนานไหมคุณ มันสะอาดน่า หมอนฉันเอง” ปรายรุ้งท้วงอย่างรู้ทัน
“โอเค หนุนก็หนุน แหะๆ” เขารีบเอนกายลงนอน รู้สึกสบายมากทีเดียวยามนอนหงายเต็มร่างอย่างนี้ ขับรถมาเกือบสองชั่วโมง ก็เมื่อยเอาการละนะ
“คุณจะดูช่องไหนก็เปิดเลยนะ ฉันไม่ไหว ง่วงมาก นี่มันเวลานอนของฉัน” ว่าพลางอ้าปากหาวหวอดๆ ชนิดไม่ห่วงสวย แล้วโยนรีโมตให้ชลกร เธอนอนหน้าจอโทรทัศน์เป็นเพื่อนแขกที่ไม่ใช่แขก ไม่อยากให้เขาอึดอัดหากว่าจะโดนทิ้งให้นอนอยู่กลางบ้านโล่งๆ คนเดียว