หานฟางเซียนที่ได้ยินแบบนั้นก็ปรายตามองบุตรสาว
ใบหน้ายังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มที่อ่อนหวานและมีเมตตาอยู่เหมือนเดิม เจ้าลูกคนนี้ สร้างเรื่องให้นางอีกแล้ว
“เยว่เอ๋อร์ยังเป็นเด็ก คุณหนูรองอย่าได้ถือสาเลย เดี๋ยวแม่รองจะสั่งสอนนางเอง”
ผู้ที่เป็นหัวข้อสนทนาเอาแต่นั่งก้มหน้าลงอย่างรู้ความผิด ครั้งนี้เป็นนางที่ผิดจริง ๆ ถูกต่อว่าเช่นนี้ต่อหน้าบิดา วันหน้านางคงต้องลำบากอย่างแน่นอน
“เด็กหรือ? อีกไม่นานนางก็สามารถแต่งออกไปได้แล้ว
นี่ยังนับเป็นเด็กหรือไม่ น้องชายของนางอายุเท่านี้ยังรู้มารยาทมากกว่านาง” นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ “หากแม่รองสั่งสอนนางมิได้ ให้ข้าสั่งสอนนางให้ดีหรือไม่!!”
หานฟางเซียนราวกับถูกตบหน้าฉาดใหญ่ หันหน้าไปมองผู้เป็นสามีด้วยสีหน้าที่เศร้าสร้อยเพื่อเรียกร้องความสงสารจาก
ผู้เป็นสามี ทว่านางก็ได้รับเพียงแววตาที่เรียบเฉยกลับมาเท่านั้น
“ไม่ต้องให้ถึงมือเจ้า เดี๋ยวกลับไปข้าจะสั่งสอนนางเอง” นางฝืนยิ้มออกมาให้ที่สุด
ลี่ฮวาได้แต่ยกยิ้มในใจ คิดจะหาทางทำให้นางอาละวาดเหมือนแต่ก่อนหรือ มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก
“สั่งสอนนางไปก็เท่านั้น มิสู้ให้นางคัดตำรามารยาทเสียหลายบทหน่อย อาจจะซึมซับเข้าหัวนางบ้าง” ที่นางกล้าทำเช่นนี้ก็เพราะรู้ว่าอย่างไรบิดาก็ไม่มีทางต่อว่านางแน่นอน ออกจะชอบใจเสียด้วยซ้ำที่บุตรสาวเช่นนางรู้ความมากขึ้น แต่ความลำบากจะไปตกที่สองแม่ลูกนั่น คนแม่ก็ไม่รู้จักสั่งสอน คนลูกก็ไม่รู้ความ
“ดี หากเจ้าสั่งสอนนางไม่ได้ ก็ทำตามที่ฮวาเอ๋อร์เสนอมาเถิด ให้นางคัดตำรามารยาทมาสิบจบ” ผู้เป็นพ่อเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “กินข้าวกันเถิด”
ทุกคนลงมือรับประทานอาหารกันอย่างเงียบ ๆ ไม่มีบทสนทนาใดขึ้นมาอีกจนมื้ออาหารจบลง สตรีคนเดิมก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง
“คุณหนูรอง เมื่อหลายวันก่อนที่ไปงานชมบุปผาตระกูลจู เห็นเยว่เอ๋อร์มาเล่าให้ฟังว่าเจ้าเข้าไปทักทายคุณหนูจู ซ้ำยังพูดคุยกันอย่างสนิทสนม แล้วยังนัดหมายกันว่าจะออกไปเดินเล่นข้างนอกด้วยกัน”
“เป็นเช่นนั้น”
นางเงยหน้าขึ้นไปมองสตรีที่เอ่ยปากด้วยสายเรียบนิ่ง แล้วเอ่ยออกมาเพียงสั้น ๆ คนผู้นี้ต้องการอันใด นางรู้ดีที่สุด
“มิสู้พาเยว่เอ๋อร์ไปด้วยดีหรือไม่” นางยกยิ้มกลวง ๆ ส่งไปให้เด็กสาวที่นั่งอยู่ตรงข้าม และหันไปถามความเห็นสามีที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ “นายท่านคิดว่าดีหรือไม่เจ้าคะ”
“ดี ทำความรู้จักกันไว้หน่อยก็ดี เจ้าก็พาน้องไปด้วยแล้วกัน” ยิ่งบุตรสาวของเขารู้จักกับคนใหญ่โตมากเพียงใด โอกาสต่าง ๆ ของเขาก็จะเพิ่มมากขึ้นไปด้วย สกุลจูมีบุตรชายหลายคน บุตรสาวของเขาได้แต่งงานด้วยถือว่าเป็นเรื่องดี
“เจ้าค่ะ” นางตอบรับอย่างว่าง่าย เพราะรู้อยู่แล้วว่าท้ายที่สุดก็ต้องเป็นเช่นนี้
เมื่อพูดคุยกันเสร็จจบ ต่างก็พากันแยกย้ายไปที่เรือนของตนเอง แต่หงลี่ฮวาและหงจินเยว่ต้องเดินกลับทางเดียวกัน ระหว่างทางลี่ฮวาจึงได้เอ่ยบอกเรื่องนัดหมายในวันพรุ่งนี้
“พรุ่งนี้ต้นยามซื่อ (09:00-10:59) มาพบกันที่หน้าประตูใหญ่ และตำราที่ท่านพ่อสั่งให้เจ้าคัดต้องเสร็จก่อนออกเดินทาง” เมื่อพูดธุระของตนจบ ก็เดินออกไปโดยไม่สนใจคนที่ยืนกำมือแน่นเพราะความโกรธเลยแม้แต่น้อย
เมื่อถึงเวลานัดหมาย จินเยว่ก็ออกมารอพี่สาวตั้งแต่เช้าก่อนเวลานัดหมาย พร้อมกับตำรามารยาทสิบเล่มที่บิดาให้คัด เมื่อเห็นว่าพี่สาวเดินมา นางจึงต้องย่อกายคำนับอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
“คารวะพี่รอง”
ลี่ฮวาเดินมาถึงประตูใหญ่ก็พบว่าน้องสาวมารออยู่ก่อนแล้ว นางปรายตามองตำราที่อยู่ในมือของสาวใช้ของจินเยว่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างไม่สนใจ “ไปกันเถิด”
นางเดินนำไปขึ้นรถม้า ก่อนที่จินเยว่จะรีบตามขึ้นไป เพราะกลัวจะถูกทิ้งเหมือนวันนั้นอีก รถม้าตกอยู่ในความเงียบตลอดการเดินทาง ไม่มีผู้ใดคิดที่จะเอ่ยปาก
จนกระทั่งรถม้าเคลื่อนตัวมาถึงร้านน้ำชาหมอหมื่นลี้
รถม้าก็ได้หยุดลง “ที่นี่แหละ ไปกันเถิด”
นางเดินนำคนทั้งหมดเข้าไปในร้าน และเอ่ยแจ้งกับเสี่ยวเอ้อ
ที่ออกมาต้อนรับ “ข้ามาพบคุณหนูจู”
“เช่นนั้นคุณหนูตามข้าน้อยมาเลยขอรับ” เขารีบพาคุณหนูทั้งสองเดินขึ้นไปห้องส่วนตัวที่ชั้นสองทันที
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนที่ประตูห้องจะถูกเปิดออกโดยคนด้านใน ปรากฏร่างหญิงสาวที่นั่งอยู่ ใบหน้าประดับไปด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม และร้องเรียกคนที่มาใหม่อย่างเป็นกันเอง
“น้องหญิง! มาแล้วหรือ”
“คุณหนูจู” สองพี่น้องเอ่ยทักทายหญิงสาวตรงหน้า ทำให้ซินหยานเพิ่งรู้ตัวว่ามีคนตามลี่ฮวามาด้วย
“เจ้าคือผู้ใด” นางตวัดสายตาไปมองสตรีผู้นั้นอย่างไม่พอใจ นางเป็นผู้ใดกันถึงขั้นตามมาด้วยเช่นนี้
“ข้าเป็นน้องสาวของพี่รอง นามว่าหงจินเยว่เจ้าค่ะ” นางเอ่ยด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้ม พยายามทำตัวให้เรียบร้อยและว่าง่ายเพื่อให้ถูกใจคนตรงหน้า
“ผู้ใดเชิญเจ้ามา” นางบอกไปอย่างไม่ไว้หน้า
“เอ่อ...” ใบหน้าของนางแข็งค้างทันที ด้วยไม่คิดว่านางจะร้ายกาจถึงขั้นไม่ไว้หน้ากันเช่นนี้ นางมองไปทางลี่ฮวาเพื่อขอความช่วยเหลือ ทว่าก็ได้รับการเมินเฉย
“คิดว่าเป็นน้องสาวของน้องหญิงแล้วข้าจะยอมคบหากับเจ้าหรือ” เมื่อเห็นท่าทีนิ่งเฉยของลี่ฮวา นางก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำอย่างแน่นอน และนางจะขับไล่สตรีน่ารำคาญผู้นี้แทนน้องหญิงของนางเอง
“ข้าเพียงแค่อยากรู้จักกับคุณหนูจูเท่านั้น จึงได้ตามมาด้วย” นางเอ่ยออกมาอย่างจริงใจเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามเห็นว่านางนั้นมีความตั้งใจที่จะทำความรู้จักมากเพียงใด
“ข้ามิได้อยากรู้จักเจ้า” นางตอบอย่างไม่ไว้หน้าเลยแม้แต่น้อย สตรีตรงหน้ามีท่าทีเสแสร้งเช่นนี้ จะให้นางทำใจคบหาได้อย่างไร
“แต่...” ยังไม่ทันที่นางจะเอ่ยอะไรออกมา ซินหยานก็เอ่ยตัดบททันที
“ออกไป อย่ามารบกวนเวลาของข้ากับน้องหญิง” นางเอ่ยโดยไม่ได้หันไปมองหน้าคนที่พูดด้วย แต่ทำการเดินไปจับมือของลี่ฮวาให้มานั่งลงที่โต๊ะด้วยกัน
“เจ้า!!” จินเยว่ที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ ก็ยกมือขึ้นชี้หน้าสตรีทั้งสองด้วยความโมโห ก่อนจะเดินออกไปจากห้องนี้อย่างเสียหน้า กล้าทำนางขายหน้าถึงขั้นนี้เลยหรือ ได้!! นางจะทำให้หงลี่ฮวาและจูซินหยานขายหน้ายิ่งกว่านี้
“ข้าไม่ทำให้เจ้าเดือดร้อนใช่หรือไม่” นางหันไปเอ่ยถามสหายอย่างเป็นห่วง นางรู้ว่ามารดาของลี่ฮวาเสียไปตั้งแต่นางยังเด็ก และมีฮูหยินรองมารดาของสตรีเมื่อครู่เลี้ยงดู หากนางทำอะไรรุนแรงไป อาจจะทำให้สหายคนใหม่ของนางเดือดร้อนได้
“ไม่หรอก คนในจวนไม่มีผู้ใดกล้าทำอันใดข้า” นางตอบอย่างไม่ใส่ใจ คนเหล่านั้นทำได้เพียงลอบกัดนางลับหลังเท่านั้น อย่างเช่นต้องการฆ่านางให้ตายโดยการผลักน้ำตกน้ำอย่างไรเล่า
“ดียิ่ง ๆ” นางเอ่ยออกมาอย่างชอบใจ นี่สิถึงจะเป็นสหายของนางได้
ลี่ฮวาเพียงยกยิ้มส่งไปให้เท่านั้น ก่อนจะจัดการรินชาให้ตนเอง แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินคำถามของสหายคนใหม่
“ข้าขอถามอันใดได้หรือไม่” นางเงียบรอคำตอบอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าคนตรงข้ามพยักหน้าอนุญาต จึงเอ่ยถามต่อ “เรื่องที่เจ้าตกน้ำน่ะ”
นางได้ยินเรื่องนี้บ่อย ๆ ตอนสองเดือนก่อนหน้าเวลาออกไปเดินเล่นข้างนอก ข่าวที่ถูกปล่อยออกมาคือลี่ฮวาออกไปนัดพบกับบ่าวในจวน จึงทำให้พลัดตกลงไปในน้ำ นางไม่รู้ว่าเรื่องนี้สามารถเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน แต่ก็มีอีกข่าวว่านางเพียงออกไปเดินเล่นเท่านั้น ทว่ามีคนในจวนคิดร้ายกับนาง จึงมาลอบทำร้ายโดยการผลักนางตกลงไปในน้ำ
“มีคนผลักน่ะ” นางตอบอย่างไม่ปิดบัง ก่อนจะถามซินหยาน
กลับบ้าง “เจ้าสนใจเรื่องบ้านอื่นเช่นนี้ด้วยหรือ ข้าคิดว่าเจ้าจะไม่สนใจเรื่องราวของผู้อื่นเสียอีก”
“ฮ่า ๆ ในอนาคตเรื่องราวเหล่านี้อาจจะมีประโยชน์ก็ได้” นางแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ นางก็เหมือนหญิงสาวทั่วไปที่ชื่นชอบเรื่องสนุกของชาวบ้าน เพียงแต่นางไม่ชอบวุ่นวายกับคนอื่นเท่านั้น
“รู้หรือไม่ว่าเป็นฝีมือของผู้ใด” นางยังไม่ลืมที่จะถามเรื่องที่คุยค้างกันเอาไว้ก่อนหน้า
“ไม่” ตอนนี้นางก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้ใดเป็นคนลงมือ แต่นางจะต้องหาคนลงมือให้ได้ นางไม่มีทางปล่อยให้คนผู้นั้นลงมือได้เป็นครั้งที่สองอย่างแน่นอน
“แล้วเจ้าจะทำอย่างไรต่อไป” นางถามอย่างสนใจ ในจวนของนางไม่เคยมีเรื่องแบบนี้ขึ้นในจวนเลย อาจเป็นเพราะนางเป็นสตรีคนเดียวในจวน และท่านพ่อมีมารดาของนางเป็นภรรยาเพียงคนเดียว
“คงต้องระวังตัว และสืบหาคนทำอย่างลับ ๆ” นางคงต้องไปเข้าเฝ้าฮองเฮาสักครั้ง เรื่องนี้นางจะลงมือเพียงคนเดียวไม่ได้ มันอันตรายเกินไป จำเป็นต้องมีคนคอยช่วยเหลืออย่าง
ลับ ๆ และคนในวังผู้นั้นก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดีมาก
“หากมีอันใดให้ข้าช่วยก็บอกได้ ข้าพร้อมช่วยเจ้าเสมอ” นางส่งยิ้มไปให้ พลางยืนมือไปคีบขนมกุ้ยฮวาไปวางไว้บนจานของสหาย
“ขอบคุณ” นางยิ้มขอบคุณออกมาจากใจจริง แต่นางก็ไม่ได้คิดจะให้จูซินหยานช่วยเรื่องนี้หรอก เพราะมันอันตรายเกินไป คงต้องพึ่งพาคนที่มีความสามารถมากกว่านี้
“เอาล่ะ อย่าพูดเรื่องเคร่งเครียดเลย เรามาดื่มชากันเถิด ค่อยออกไปเดินซื้อของด้านนอก” นางชวนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา เพราะกลัวว่าเรื่องนี้จะเครียดไปสำหรับการพบกันครั้งแรก
“ได้” นางตอบตกลงในทันที เพราะนางก็ยังได้เคยออกมาเดินดูของข้างนอกเหมือนกัน ตลอดสองเดือนที่ผ่านมาเอาแต่เก็บตัวอยู่ในเรือน
ทั้งสองดื่มชาต่อและพูดคุยกันอีกเล็กน้อยก่อนจะชวนกันออกไปเดินเล่นข้างนอก
“เจ้าว่ากำไลหยกนี้สวยหรือไม่” ซินหยานยื่นกำไลที่ถูกใจไปให้สหายดู
“เหมาะกับเจ้ามาก ฝีมือประณีตยิ่งนัก” นางหันไปมองสิ่งที่สหายยื่นมาให้ดู หยกนี้เข้ากับซินหยานมาก ขับผิวที่ขาวของนางให้ขาวขึ้นไปอีก
“ข้าเอาอันนี้” นางหันไปยื่นกำไลให้กับเถ้าแก่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
“รอสักครู่ขอรับ”
เขารีบนำสินค้าไปหอที่ด้านหลัง เหมาะเจาะกับที่หนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีเดินเข้ามาในร้านพอดี
ลี่ฮวาหันไปมองสองคนที่เดินเข้ามาใหม่ก็ทำให้นางต้องกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย แต่นางก็ต้องทักทายเขาตามมารยาท
“คารวะคุณชายเซี่ยเจ้าค่ะ” ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้หญิงสาวที่ยื่นอยู่ข้าง ๆ เขา หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เซี่ยหลงจื่อเห็นเช่นนั้นก็พยักหน้าตอบกลับและยกยิ้มขึ้นบาง ๆ
“มาซื้อของหรือ” เขาถามทั้งที่ก็รู้อยู่แล้วว่าเข้ามาในร้านเครื่องประดับเช่นนี้ก็ต้องมาซื้อของอย่างแน่นอน ทว่าเขาไม่มีเรื่องที่จะพูดคุยกับนางจึงได้ถามออกไปเช่นนั้น
“เจ้าค่ะ” นางตอบเพียงเท่านั้นแหละ ไม่ได้สนใจเขาอีก จนนางและซินหยานจะออกจากร้าน จึงได้ไปล่ำลาเขาและออกจากร้านไป
“ข้าจำได้ว่าคุณชายเซี่ยสัญญาหมั้นหมายกับตระกูลของเจ้านี่ แล้วออกมาเดินกับเว่ยลู่เหลียน สตรีอันดับหนึ่งของเมืองหลวงได้อย่างไร” นางถามขึ้นอย่างแปลกใจ เพราะคนที่ถูกคาดเดาเอาไว้ว่าจะได้หมั้นหมายกับเขาก็คือสตรีตรงหน้าของนางในตอนนี้
“ใช่ แต่ทุกอย่างก็ยังไม่ถูกกำหนดมิใช่หรือ” บุรุษผู้นี้ไม่เคยสนใจสัญญาหมั้นหมายเลย มีเพียงสตรีในจวนของนางเท่านั้นที่อยากได้เขามาครอบครอง แต่หนึ่งในนั้นมิใช่นาง