– บทที่ 4 –
หงลี่ฮวาหวนคิดถึงเรื่องในวัยเด็ก บิดาของนางมักพูดกรอก
หูเหล่าบุตรสาวเสมอว่า เซี่ยหลงจื่อผู้นี้จะกลายมาเป็นสามีของพวกนางในอนาคต ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใดจะมีความสามารถนั้น
ตอนนั้นพวกนางต่างก็พากันทุ่มเทเป็นอย่างมากเพื่อให้เหมาะสมกับฐานะของเขา แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร เขาก็ไม่สนใจบุตรสาวของสกุลหงเลยแม้แต่น้อย เพราะตอนยังเป็นเด็ก เขามักจะมาเล่นที่จวนสกุลหงบ่อย ๆ แต่เพราะความร้ายกาจของบุตรสาวทั้งสองของตระกูลจึงทำให้เขาเกิดความเบื่อหน่ายและค่อย ๆ ตีตัวออกหาก
“เช่นนี้ไม่ยุติธรรมกับเจ้าเลย” จูซินหยานเอ่ยออกมาหลังจากที่เดินออกมาไกลแล้ว มาทำเช่นนี้ได้อย่างไร มีสัญญากับสกุลหง แต่ไปเดินลอยหน้าลอยตาอยู่กับสตรีสกุลเว่ย
“ช่างเถิด ข้ามิได้สนใจ” นางบอกปัดออกไป บุรุษผู้นั้นจะคบหากับสตรีบ้านใดก็ไม่เกี่ยวกับนาง เพราะนางไม่ได้คิดที่จะพึ่งพาเขาอยู่แล้ว
“ช่างเถิด ๆ ฐานะเราสูงส่งเช่นนี้จะไปสนใจบุรุษหน้าโง่พวกนั้นทำไม จริงไหม” นางเข้าไปกอดแขนสหายและเดินเลือกซื้อของต่ออย่างมีความสุข สตรีเช่นพวกเราต้องเป็นฝ่ายเลือกบุรุษ หาใช่ต้องเป็นฝ่ายที่ถูกเลือกไม่
“ข้าต้องหาสามีได้ดีกว่านี้อย่างแน่นอน” จบประโยคทั้งสองก็หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ บุรุษที่นางจะแต่งงานด้วยต้องเป็นคนที่ดีที่สุดสำหรับพวกนาง
“ใช่ สามีของพวกเราสองคนจะต้องเป็นบุรุษที่ดีที่สุด และถูกใจเราที่สุด” เรื่องนี้นางเห็นด้วยที่สุด บุรุษที่นางจะแต่งงานด้วยต้องเป็นคนที่นางถูกใจเท่านั้น
“เอาล่ะ ๆ ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว เราไปเดินซื้อของให้สบายอารมณ์กันดีกว่า” พูดเรื่องนี้ไปก็ทำให้เครียด มิสู้ออกไปใช้เงินให้อารมณ์ดีขึ้นเสียหน่อย
หลายวันต่อมา หงลี่ฮวาก็ส่งจดหมายไปให้เย่ฮองเฮาว่าต้องการเข้าเฝ้า มีเรื่องสำคัญที่ต้องการปรึกษา ไม่นานเทียบเชิญจากฮองเฮาก็ถูกส่งมาหาลี่ฮวาให้ไปเข้าเฝ้าในวันนี้
นางตื่นขึ้นมาแต่เช้าเพื่อออกเดินทางไปวังหลวง นางถูกขันทีในวังมาพาไปที่ตำหนักเทียนซื่อ
เมื่อมาถึงนางก็ยอบกายทำความเคารพผู้เป็นเจ้าของตำหนัก
“ถวายพระพรฮองเฮาเพคะ” กิริยาท่าทางของนางล้วนไร้ที่ติ เรื่องมารยาทนางถูกในวังสั่งสอนมาตั้งแต่เด็ก
“ลุกขึ้นเถิด ทำตัวตามสบาย” เย่เวยซวงพยักหน้าอย่างพึงพอใจก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างเป็นกันเอง “มานั่งกับน้า มาให้น้าดูหน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง รู้หรือไม่ ยามที่รู้ข่าวว่าเจ้าตกน้ำ ข้าร้อนใจมากเพียงใด หากออกไปหาเจ้าได้ข้าคงทำไปแล้ว”
ตอนที่ได้ข่าวนางแทบจะขาดใจ ยังดีที่หลานสาวผู้นี้ไม่เป็นอันใด มิเช่นนั้นนางคงได้ตายลงจริง ๆ
“ข้ามิได้เป็นอันใดเจ้าค่ะ ซ้ำยังหายเป็นปกติแล้ว” ใบหน้าน้อย ๆ ขยับยิ้มขึ้นเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ
“ดีแล้ว ๆ ว่าแต่วันนี้มาหาข้าด้วยเรื่องอันใด” นางถามถึงจุดประสงค์ของอีกฝ่ายที่ต้องการเข้ามาพบนางในวันนี้
“เรื่องที่ข้าตกน้ำยังหาตัวคนทำผิดมิได้ ข้าเกรงว่า...”
นางก้มหน้าลง คำพูดเพียงเท่านี้ก็ทำให้อีกฝ่ายรู้แล้วว่านางต้องการอันใด
“เรื่องนี้ไม่ต้องกังวล ข้าจะให้พี่ชายของเจ้าส่งองครักษ์ไปคอยคุ้มกันอย่างเจ้าอย่างลับ ๆ” เรื่ององครักษ์นางคงหาให้มิได้ เรื่องนี้คงต้องให้บุตรชายของนางเป็นคนจัดการ
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
ทางด้านคนที่ถูกพูดถึง เมื่อได้ยินว่าญาติผู้น้องของตนเดินทางเข้ามาในวัง ก็รีบปลีกตัวมาหาที่ตำหนักของพระมารดา
“เสด็จแม่ ลูกมาแล้ว” เซียวหนิงเฉิงตะโกนมาแต่ไกล และรีบเดินเข้ามาหามารดาและน้องสาวที่นั่งอยู่ในตำหนัก
“องค์รัชทายาท” ลี่ฮวายอบกายทักทายญาติผู้พี่อย่างนอบน้อม
“ลุกขึ้นเถิด อย่าได้มากพิธี” เขาเดินไปประคองน้องสาวให้ลุกขึ้นอย่างอ่อนโยน ก่อนจะหันไปทักทายมารดาที่นั่งยิ้มมองทั้งสอง
“ถวายพระพรเสด็จแม่ ลูกมิได้มาช้าไปใช่หรือไม่”
“ไม่ เจ้ามาได้ทันเวลาพอดี แม่กำลังต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า” เย่เวยซวงยิ้มออกมาน้อย ๆ
“เรื่องอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ” ใบหน้าของผู้มาใหม่ปรากฏความงุนงงอยู่ไม่น้อย
“ก็เรื่องของฮวาเอ๋อร์ น้องสาวสุดที่รักของเจ้าอย่างไรเล่า” นางบอกไปอย่างไม่คิดปิดบัง เรื่องของหลานสาวผู้นี้จะช้ามิได้ หากเกิดเรื่องอะไรจะแก้ไขไม่ทัน
“พวกนั้นลงมืออีกแล้วหรือ” เขาถามอย่างหน้าตาตื่น ไม่คิดว่าพวกมันจะลงมือเร็ว ๆ นี้ และที่สำคัญตั้งแต่เกิดเรื่องเขายังไม่ได้พูดคุยกับนางเลย
“ไม่ ป้องกันเอาไว้ก่อนเท่านั้น” หญิงสาวส่งยิ้มไปให้ญาติผู้พี่เพื่อให้เขาสบายใจ ตอนนี้ยังไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นทั้งนั้น แต่ลางสังหรณ์บอกว่าเร็ว ๆ นี้จะต้องเกิดเรื่องขึ้นกับนางอย่างแน่นอน
“อ้อ เช่นนั้นก็ดี ส่วนเรื่ององครักษ์ลับเดี๋ยวพี่จัดการให้
ทีหลัง” วันนี้เขาไม่ได้เตรียมคนมาด้วย คงต้องไปจัดเตรียมคนที่ไว้ใจได้ก่อน ค่อยส่งไปให้นางที่หลัง
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” นางยิ้มออกมาจนตาหยี ทำให้คนที่มองมาเกิดความเอ็นดู
“อยู่กินอาหารกับน้าก่อนนะ เจ้าด้วยนะเฉิงเอ๋อร์ มิได้กินอาหารร่วมกันนานแล้ว”
“พ่ะย่ะค่ะ/เพคะ” ทั้งสองตอบตกลงพร้อมกัน
สุดท้ายแล้วทุกอย่างจบลงที่ทุกคนรับประทานอาหารร่วมกันและแยกย้ายกันไป
หงลี่ฮวาออกจากวังก็มุ่งหน้าตรงไปที่จวนทันที นางต้องการที่จะพักผ่อนเต็มทนแล้ว อยู่ในวังต้องรักษากิริยา ทำให้นางสิ้นเปลืองพลังงานไปมาก
ในขณะที่กำลังผ่านตรอกเล็ก ๆ เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นจากด้านนอก นางเปิดม่านขึ้นดูก็พบว่าทหารของทางการวิ่งไปวิ่งมาเต็มถนน ทำให้รถม้าของนางต้องหยุดลง
“คะ...คุณหนู” มี่มี่เอ่ยเรียกเจ้านายด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
คนผู้นี้ขึ้นมาบนรถตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ ซ้ำยังเอามีดมาจ่อคอนางอีกด้วย
ลี่ฮวาได้ยินเสียงสาวใช้ที่เปลี่ยนไปราวกับหวาดกลัวอะไรบางอย่างก็ปิดม่านลงและหันไปมองสาวใช้ช้า ๆ ก็พบกับภาพที่สาวใช้ถูกบุรุษชุดดำใช้มีดจี้คออยู่ ลางสังหรณ์ของนางจะแม่นไปหรือไม่ ออกจากวังและยังเดินทางยังไม่ถึงจวนก็มีเรื่องเกิดขึ้นแล้วหรือนี่
“คุณหนู ข้าไม่คิดที่จะทำร้ายพวกท่าน ขอเพียงติดรถออกไปจากตรงนี้ก็พอ” น้ำเสียงเรียบนิ่งดุดันถูกเปล่งออกมาในที่สุด เขามาทำภารกิจลับ แต่ลงมือพลาด จึงได้ถูกตามล่าเช่นนี้
“ปล่อยสาวใช้ของข้าก่อน” นางต่อรอง จะไม่ปล่อยให้สาวใช้อยู่ภายใต้คมมีดเช่นนั้นอย่างแน่นอน
“นี่รถม้าของผู้ใด” ทหารเดินเข้ามาถามคนขับรถม้า
“รถม้าตระกูลหง” คนขับรถม้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นด้านใน เพราะฝีมือของคนที่ลอบเข้าไปในรถม้ามีฝีมือสูงส่ง เขาจึงไม่รับรู้เรื่องที่เกิดขึ้น
ชายหนุ่มส่งสายตากดดันไปที่หญิงสาวราวกับต้องการบอกว่าให้ทำอะไรสักอย่าง หาไม่แล้วสาวใช้ผู้นี้คงหมดทางรอดเสียแล้ว
“มีอันใดหรือ” หญิงสาวเปิดม่านออกเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามทหารที่อยู่ด้านนอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“มีผู้ร้ายหลบหนีมาทางนี้ พวกเราจึงจำเป็นต้องตรวจดูรถม้าทุกคันเพื่อความปลอดภัย” เขาอธิบายเหตุผลให้สตรีที่นั่งอยู่ในรถม้าได้ฟัง
“คิดว่ารถม้าของข้าให้ความช่วยเหลือคนร้ายเช่นนั้นหรือ” น้ำเสียงของนางแข็งขึ้นหลายส่วน “ข้าไปเข้าเฝ้าฮองเฮาและองค์รัชทายาทในวังหลวงมา จะมีคนร้ายได้อย่างไร”
“เอ่อ...แต่มันเป็นหน้าที่ของพวกข้าน้อยนะขอรับ” แม้ภายในใจจะหวาดกลัวไม่น้อย แต่ก็ต้องเอ่ยประโยคนั้นออกมา
“ได้ เช่นนั้นพวกเจ้าก็ขึ้นมาค้นเถิด” นางแสร้งปิดม่านลงด้วยความโมโห เหล่าทหารที่ได้ยินเช่นนั้นก็เตรียมพากันขึ้นมาตรวจดูภายในรถม้า แต่ก็ต้องชะงักเพราะประโยคถัดมาของนาง “หากพรุ่งนี้เกิดอันใดขึ้นกับหน้าที่การงานของพวกเจ้า ก็จงรับมันให้ได้ก็แล้วกัน ทหารทำรุนแรงกับข้าจนได้รับบาดเจ็บ ข้าจึงจำเป็นต้องไปร้องขอความยุติธรรมกับองค์รัชทายาท”
พวกเขาต่างมองหน้ากันไปมา เพราะเชื่อว่าคุณหนูผู้นี้ต้องทำอย่างที่ปากพูดอย่างแน่นอน และองค์รัชทายาทก็รักและเอ็นดูคุณหนูผู้นี้ยิ่งกว่าผู้ใด หากนางไปบอกเช่นนั้นกับองค์รัชทายาท
จริง พวกเขายังจะมีชีวิตอยู่ได้อีกหรือ
“เช่นนั้นเชิญคุณหนูกลับจวนเถิดขอรับ” เขาจำต้องปล่อยไปในที่สุด และคิดว่านางคงไม่มายุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่อันตรายเช่นนี้
“ขอบคุณ” พูดจบรถม้าก็เคลื่อนตัวออกไปทันที
ชายหนุ่มที่เห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก หากถูกจับได้คงเป็นเรื่องใหญ่อย่างแน่นอน
ตลอดเวลาลี่ฮวาเอาแต่จ้องหน้าของชายแปลกหน้าราวกับต้องการค้นหาว่าบุรุษตรงหน้าเป็นผู้ใด แต่มองอย่างไรก็มองไม่ออก ดวงตาคมเข้มนั้นช่างไม่คุ้นตาเอาเสียเลย
“ข้าช่วยท่านแล้ว ปล่อยสาวใช้ข้าได้หรือยัง” นางปรายตามองคนที่ยังจับตัวมี่มี่เอาไว้ไม่ยอมปล่อย เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีท่าทีว่าจะปล่อยนางจึงได้เอ่ยปากต่อ “ข้าช่วยท่านไว้ ควรมีอันใดตอบแทนหรือไม่”
เขามองหน้าของนางครู่หนึ่ง ก่อนจะฟาดมือลงไปที่คอของสาวใช้ที่จับอยู่ทำให้นางสลบไป
หญิงสาวได้แต่มองภาพนั้นตาโต นี่คือการตอบแทนบุญคุณของเขาหรือ ชายหนุ่มค่อย ๆ ขยับตัวเข้าไปหานางอย่างช้า ๆ นางจ้องมองการกระทำของเขาอย่างไม่วางตา ดวงตาคมคู่นั้นช่างดูลึกลับเป็นอย่างมาก
“เจ้าต้องการอันใดหรือ” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบและจ้องมองนางไม่วางตาเช่นกัน สตรีผู้นี้ร้ายยิ่งนักเพียงคำพูดของนางก็ทำให้ผู้คนหวาดกลัวได้แล้ว
หญิงสาวที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจ “ข้าต้องการ...”
หญิงสาวที่เอ่ยออกมายังไม่จบประโยค ก็ถูกทำให้สลบเหมือนสาวใช้ของนางโดยที่นางไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
บุรุษนิรนามยกยิ้มขึ้นบาง ๆ ก่อนจะจัดท่าทางให้หญิงสาวได้นอนหลับอย่างสบาย ก่อนจะลอบออกจากรถม้าไปเมื่อเห็นว่าด้านนอกปลอดภัยแล้ว
รถม้าแล่นมาจนถึงจวนสกุลหง แต่ก็ไม่มีวี่แววผู้ที่อยู่ในรถม้าจะลงมาสักที ทำให้มี่ฟางที่ออกมาต้อนรับร้อนใจเป็นอย่างมาก จึงหันไปถามคนขับรถม้า “เกิดอันใดขึ้น เหตุใดคุณหนูไม่ลงจากรถม้าเสียที”
“มิได้เกิดอันใดขึ้นขอรับ” เขาตอบ ระหว่างทางก็ไม่เห็นว่ามีอันใดเกิดขึ้น นอกจากมีทหารมาขวางทางเท่านั้น แต่คุณหนูก็ยังดูปกติดี
“แล้วเหตุใดคุณหนูยังไม่ยอมลงจากรถ” ลี่ฟางที่เกิดความสงสัยก็รีบขึ้นไปดูบนรถม้าด้วยความกังวล แต่ก็ต้องถึงกับหัวเราะออกมาเมื่อเห็นว่าทั้งสองกำลังนอนหลับอยู่ “ที่แท้ก็หลับไปนี่เอง คงเหนื่อยกันมากจริง ๆ”
“คุณหนู มี่มี่ ถึงจวนแล้วเจ้าค่ะ” นางปลุกทั้งสองด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม คนอันใดจะหลับลึกปานนี้ ขนาดรถม้าหยุดก็ยังไม่รู้ตัวเลย
ลี่ฮวาที่ได้ยินเสียงสาวใช้เรียกก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ และมองไปรอบ ๆ อย่างมึนงง
นี่มันเกิดอันใดขึ้นกับนางกัน นางจำได้ว่ากำลังนั่งคุยกับบุรุษแปลกหน้าผู้นั้นอยู่ แล้วเหตุใดนางจึงได้หลับไปเช่นนี้
นางขยับตัวเพื่อที่จะลงจากรถม้า แต่ก็ต้องรู้สึกเจ็บแปลบที่ต้นคอ
“โอ๊ย!!” หญิงสาวร้องออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ และยกมือขึ้นลูบที่ท้ายทอย ถึงขั้นกล้าลงมือกับผู้มีพระคุณเลยหรือ อย่าให้เจอตัวเชียว ดูซิว่านางจะทำอย่างไร!!
“คุณหนูเป็นอันใดเจ้าคะ” มี่ฟางเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“นอนผิดท่าไปหน่อย ปลุกนางขึ้นมาเถิด” พูดจบก็เดินลงจากรถม้าเพื่อไปพักผ่อนที่เรือนของตน บุรุษผู้นี้ลงมือไม่เบาเลยทีเดียว ทำเอานางปวดคอไปหมด