ลูน่าสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง เธอใช้ความเงียบชืดเย็นชาเป็นอาวุธเดียวในการโต้ตอบ แววตาคู่สวยนิ่งเรียบว่างเปล่าไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ทว่ายิ่งเธอแสดงท่าทีต่อต้านเช่นนั้น ไซรัสกลับยิ่งเหยียดยิ้มอย่างนึกสนุก
ชายหนุ่มรู้ดีแก่ใจ... ตลอดเวลาสองปีที่ผ่านมา ต่อให้เขาจะพันธนาการเธอไว้ในคฤหาสน์ ร่างกายของเธอจะเป็นของเขาจนกระทั่งตั้งครรภ์และให้กำเนิดลูกชาย แต่ ‘หัวใจ’ ของลูน่ากลับไม่เคยตกเป็นของเขาเลยสักเสี้ยวเดียว
และเหตุผลสำคัญที่เขาไม่มีโอกาสได้แตะต้องตัวเธอเลยตลอดสองปีมานี้ ก็เพราะเด็กชายเซมัสที่มักจะนอนตระกองกอดผู้เป็นแม่ไว้ไม่เคยห่าง ประกอบกับงานใต้ดินและธุรกิจบังหน้าที่ไซรัสต้องรับภาระหนัก มันจึงกลายเป็นช่องว่างที่ทำให้เขาไม่ได้เข้าใกล้เธอจริงๆ เสียที
คฤหาสน์หรูหราหลังนี้ไม่ต่างอะไรจากกรงทองคำที่กักขังเสรีภาพของเธอไว้ ลูน่าถูกสั่งห้ามออกไปทำงาน ไร้ซึ่งอิสรภาพ และไม่มีสิทธิ์ย่างเท้าออกจากคฤหาสน์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเขา ที่สำคัญ... ทุกฝีก้าวของเธอจะต้องตกอยู่ภายใต้สายตาคมกริบของ ‘ฟีนิกซ์’ ผู้ช่วยส่วนตัวที่ไซรัสจ้างมาเพื่อจับตาดูและรายงานความเคลื่อนไหวของเธอโดยเฉพาะ
“คืนนี้มีงานเลี้ยง... ฉันหวังว่าเธอจะไม่ทำให้ฉันผิดหวัง และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี”
ไซรัสเอ่ยเสียงเรียบ น้ำเสียงทรงอิทธิพลสั่งการอย่างเด็ดขาด ก่อนจะปัดสายตาเย็นชาไปทางฟีนิกซ์ที่ยืนสงบนิ่งอยู่ไม่ไกล
“พาคุณนาย... ไปช็อปปิ้ง ฉันไม่ชอบให้ภรรยาของฉันแต่งตัวเปิดเผยเกินไป”
พูดจบแค่นั้น ไซรัสก็หมุนตัวเดินออกจากบ้านไปพร้อมกับ ‘เชน’ มือขวาคนสนิททันที ทิ้งมวลอากาศอึดอัดอันหนักอึ้งไว้เบื้องหลัง
ลูน่าถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อเงาของสามีลับสายตาไป เธอหันไปมอง ‘พี่นีน่า’ พี่เลี้ยงสาวที่ก้าวเข้ามาช่วยอุ้มเซมัสซึ่งกำลังหลับสนิทออกจากอ้อมอกของผู้เป็นแม่ด้วยความเบามือ
“พี่นีน่า ฝากเซมัสด้วยนะคะ” ลูน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง อ่อนโยนผิดกับตอนที่อยู่ต่อหน้าไซรัสราวกับเป็นคนละคน
“ไม่ต้องห่วงค่ะคุณนาย พี่จะดูแลอย่างดี”
เมื่อนีน่ารับคำพร้อมรอยยิ้มและอุ้มเซมัสขึ้นไปยังห้องนอน ลูน่าก็หยัดกายลุกขึ้นเต็มความสูง160 ปรับสีหน้ากลับมานิ่งเรียบ รอยยิ้มจางๆ มลายหายไป ก่อนจะหันไปสบตากับฟีนิกซ์ที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่
“พาฉันไป ONE DAY Cafe ก่อน... ค่อยไปซื้อชุด”
“ครับ คุณนาย”
น้ำเสียงนิ่งเรียบแต่แฝงความเด็ดเดี่ยวเอ่ยขึ้น ก่อนที่ร่างบางจะเดินนำออกไปขึ้นรถที่ถูกจอดเตรียมไว้ทันที โดยมีคาเฟ่แห่งนั้น... เป็นที่พักใจเดียวของเธอ
เสียงเครื่องยนต์อันเงียบสนิททว่าทรงพละกำลังของ Rolls-Royce Phantom สีดำเงากำลังขับเคลื่อนอย่างนุ่มนวลไปตามท้องถนนที่พลุกพล่าน ลูน่านั่งเหม่อมองออกไปนอกกระจกติดฟิล์มมืดสนิทด้วยแววตาว่างเปล่า ความอบอ้าวและอึดอัดที่ติดมาจากคฤหาสน์เดสมอนด์ยังคงเกาะกุมอยู่ในอก
จนกระทั่งตัวรถค่อยๆ จอดสนิทลงที่หน้าคาเฟ่จุดหมายปลายทาง
ฟีนิกซ์ก้าวลงจากเบาะหน้าด้วยความรวดเร็ว เดินอ้อมมาเปิดประตูรถให้ลูน่าตามหน้าที่ด้วยท่าทางนอบน้อมและสงบนิ่ง เท้าเรียวสวยก้าวลงจากรถ ลูน่าหันสายตามองผ่านบานกระจกใสของร้าน ก่อนที่หัวใจที่เคยเย็นชาจะกระตุกวูบ... เมื่อเห็นร่างสูงอันคุ้นเคยของชายหนุ่มกำลังยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์
รอยยิ้มบางๆ ที่แท้จริงและออกมาจากใจ ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวย ลูน่าก้าวเท้าเข้าไปในร้าน เสียงกระดิ่งตรงประตูส่งเสียงกังวานเบาๆ สลัดคราบคุณนายเดสมอนด์ผู้สูงศักดิ์ทิ้งไปจนหมดสิ้น
“เอาอเมริกาโน่ใส่วิปครีมค่ะ”
เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเริงร่าและสดใส น้ำเสียงที่ไม่เคยมีใครในตระกูลเดสมอนด์เคยได้สัมผัส
ชายหนุ่มเจ้าของร้านเงยหน้าขึ้นมาจากงานตรงหน้า ทันทีที่สายตาสบประสานกับเธอ รอยยิ้มอ่อนโยนอันอบอุ่นที่สามารถละลายความเย็นชาในใจของลูน่าได้เสมอ ก็จุดประกายขึ้นบนใบหน้าหวานคมคาย เขาพยักหน้ารับเบาๆ
“ได้ครับ... วันนี้ทานแบบเดิมอีกแล้วนะ”
‘นับหนึ่ง’ เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทุ้มหวานชวนให้รู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
“ก็ทานแต่ร้านนี้ ถูกใจอยู่ร้านเดียวเลยนี่คะ” ลูน่าเอ่ยกลั้วหัวเราะ ก่อนจะปัดสายตามมองไปรอบๆ ร้านที่ยังคงมีผู้คนจับจองที่นั่ง
“...ว่าแต่ วันนี้ลูกค้าเยอะเหรอคะ”
“เยอะครับ...” นับหนึ่งพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะสบตาเธอตรงๆ “...แต่สำหรับลูน่า ผมมีเวลาคุยด้วยเหมือนเดิมเสมอ”
คำตอบเรียบง่ายทว่าหนักแน่นนั้น มาพร้อมกับแววตาของนับหนึ่งที่มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกอันซับซ้อน... ที่ต้องซ่อนมันไว้ใต้ฐานะ 'เจ้าของคาเฟ่' กับ 'ลูกค้าคนสำคัญ'
ลูน่ายิ้มหวานออกมา ดวงตาคู่สวยส่องประกายความสุขชั่วครู่ที่ได้อยู่ใกล้เขา
“นับหนึ่งนี่... เป็นคนดีที่หนึ่งเลยจริงๆ นะคะ”
คำพูดของลูน่าที่ว่า ‘นับหนึ่งเป็นคนดีที่หนึ่ง’ มีความหมายซ่อนเล่นคำกับชื่อของเขา และแสดงถึงความรู้สึกอันบริสุทธิ์ที่ทั้งคู่มีให้กัน
นอกกระจกบานใสของร้าน ONE DAY Cafe...
ร่างสูงใหญ่ของฟีนิกซ์ยืนสงบนิ่งอยู่ในมุมอับสายตา เขาสวมชุดสูทสากลสีดำ เรียบกริบไร้รอยย่น สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวผ่านแว่นกันแดดสีชาจับจ้องเข้าไปภายในร้านอย่างไม่คลาดสายตา
ฟีนิกซ์ทำงานให้ตระกูลเดสมอนด์มานานพอที่จะรู้ว่า ผู้หญิงทุกคนที่เข้าหาไซรัสมักจะมีแววตาแห่งความโลภ หวังเงินทอง อิทธิพล หรือยศถาบรรดาศักดิ์ แต่สำหรับ ลูน่า... เธอแตกต่างออกไปสิ้นเชิง
ตลอดสองปีที่เขาได้รับหน้าที่เป็นสายตาให้ไซรัส คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของคุณนายเดสมอนด์คนนี้ ฟีนิกซ์เห็นเพียงหญิงสาวที่ไร้ชีวา ดวงตาว่างเปล่าไร้ความรู้สึก เธอเหมือนดวงวิญญาณที่ล่องลอยอยู่ในคฤหาสน์หรูหรา
ทว่า... ภาพตรงหน้าในยามนี้กลับทำให้เขาต้องขมวดคิ้วเบาๆ
รอยยิ้มหวานที่ออกมาจากใจ แววตาสดใสส่องประกายเป็นประกาย และเสียงหัวเราะอย่างเป็นธรรมชาติของลูน่า... เธอไม่เคยมีสิ่งเหล่านี้ยามอยู่ต่อหน้าไซรัสเลยสักครั้ง
ชายเจ้าของร้านกาแฟรูปร่างสูงชะลูดราว188คนนั้น เพียงแค่ยืนคุยและยิ้มให้เธออย่างนุ่มนวล กลับสามารถปลุกชีวิตที่ตายไปแล้วของลูน่าให้ฟื้นคืนมาได้อย่างน่าประหลาด
ฟีนิกซ์เม้มริมฝีปากแน่น สัญชาตญาณมืออาชีพบอกเขาว่าบรรยากาศระหว่างสองคนนี้ไม่ปกติ มันไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับเจ้าของร้าน แต่มันเต็มไปด้วยมวลความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งและเงียบเชียบ...
ครืด... ครืด...
แรงสั่นสะเทือนจากโทรศัพท์เครื่องหรูในกระเป๋าเสื้อสูทดึงสติของฟีนิกซ์กลับมา หน้าจอแสดงสายเรียกเข้าที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี
‘ไซรัส เดสมอนด์’
ฟีนิกซ์กดรับสายทันทีด้วยน้ำเสียงนอบน้อมและราบเรียบ
“ครับ นายท่าน”
(“อยู่ไหน”)
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะหงุดหงิดและเต็มไปด้วยอำนาจดังมาจากปลายสาย ไซรัสโทรมาเช็กความเคลื่อนไหวของลูน่าเช่นนี้ทุกวัน ประหนึ่งความระแวงและแรงหึงหวงไร้ที่มามันสลักลึกอยู่ในจิตวิญญาณของเขา
(“คุณนายทำอะไรอยู่... อยู่กับใคร”)
ฟีนิกซ์ปัดสายตากลับไปมองผ่านกระจกใสอีกครั้ง เห็นลูน่ากำลังรับแก้วกาแฟจากมือของนับหนึ่ง ปลายนิ้วของทั้งคู่แตะกันเบาๆ ชั่วครู่ ก่อนที่ลูน่าจะส่งรอยยิ้มอย่างมีความสุขส่งไปให้ชายหนุ่มคนนั้น
“คุณนายอยู่ที่ ONE DAY Cafe ครับ นายท่าน" ฟีนิกซ์ตอบเสียงนิ่ง ไร้ซึ่งความลนลาน “กำลังสั่งกาแฟ ก่อนที่จะเดินทางไปร้านเสื้อผ้าตามสั่งครับ”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง เสียงลมหายใจหนักๆ ของไซรัสลอยมาตามสาย ราวกับเขากำลังจับสังเกตสิ่งผิดปกติ
(“คาเฟ่นั้นอีกแล้วงั้นเหรอ... ไปบ่อยเป็นปีๆ”)
“คุณนายบอกว่าเป็นร้านประจำที่รสชาติถูกปากครับ” ฟีนิกซ์เว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงมืออาชีพเพื่อกลบเกลื่อนความสงสัยของผู้เป็นเจ้านาย
“ไม่มีอะไรผิดปกติครับ มีเพียงเจ้าของร้านคอยบริการตามปกติ”
(“เหอะ... เฝ้าดูไว้ให้ดีอย่าให้คลาดสายตา”) ไซรัสแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงเค้นฟันดังลอดออกมา
(“อย่าให้คุณนายสร้างเรื่อง หรือทำอะไรที่ทำให้ฉันเสียหน้า... แค่นี้ก็จองหองใส่ฉันมากพอแล้ว”)
“ครับ... นายท่าน”
สายถูกตัดไปในทันที ฟีนิกซ์ลดโทรศัพท์ลงเก็บใส่กระเป๋าเสื้อสูท นัยน์ตาคมเข้มมองสลับระหว่างกระจกร้านกับโทรศัพท์ในมือ... ความรู้สึกสงสารและเห็นใจกอดกุมหัวใจของมือขวาหนุ่มขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
เขารู้ดีว่า หากไซรัสรู้ว่ารอยยิ้มพวกนั้นของลูน่าไม่ได้มีไว้ให้เขา... และหากชายหนุ่มเจ้าของร้านกาแฟคนนั้นคือสาเหตุที่ทำให้คุณนายแห่งเดสมอนด์ไม่เคยยอมสยบ... นรกบนดินที่แท้จริงคงได้อุบัติขึ้นอย่างแน่นอน
ทันทีที่สายโทรศัพท์ตัดไป...
ห่างออกไปอีกฟากฝั่งของถนน ภายใต้ร่มเงาของไม้ยืนต้นใหญ่ Maybach Exelero สีดำสนิทติดฟิล์มมืดทึบจอดซุ่มนิ่งอยู่อย่างกลมกลืนกับทัศนียภาพ
ภายในรถยนต์คันหรู... ฝ่ามือหนาที่มีรอยสักซาตานเลื้อยพันค่อยๆ ลดโทรศัพท์ลงวางไว้ข้างตัว