ราชันย์ใช้เวลาขับรถราวๆ สองชั่วโมงก็มาถึงจุดหมายปลายทาง เขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าพิกัดที่ระบุเอาไว้ในพินัยกรรมนั้นคือสถานที่นี้หรือเปล่าเพราะเบื้องหน้าคือซากไหม้ของกองปรักหักพังที่ไม่เหลือเค้าโครงบ้านเดิมให้คาดเดาได้เลย แต่ดูจากสถานที่รอบๆ แล้วที่นี่คงเคยเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่โต เพียงแต่ตอนนี้มันถูกเผาไหม้จนวอดเหลือแค่ตอบ้านเท่านั้น
ราชันย์ยังจำข่าวนี้ได้ เหตุการณ์ไฟไหม้นี้เกิดขึ้นเมื่อราวๆ หนึ่งปีก่อน ตำรวจปิดคดีให้กลายเป็นไฟฟ้าลัดวงจรและทำให้มีผู้เสียชีวิตสองราย แม้ว่าความจริงแล้วอาจจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังมากกว่านั้นแต่กลับไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในค่ำคืนนั้น...
ปกติแล้วราชันย์ไม่ใช่คนกลัวผีหรือกลัวสิ่งเร้นลับใดๆ แต่ทว่าครั้งนี้จู่ๆ ขนอ่อนบนกายพลันลุกชันเมื่อขับรถผ่านตัวบ้านที่เป็นจุดเกิดเหตุ ท้องฟ้าในช่วงเวลาตีห้ายังมืดสลัวจึงทำให้บรรยากาศไม่ต่างจากตอนดึกๆ สักเท่าไหร่
สัญชาตญาณนำพาให้เขารีบเหยียบคันเร่งมากขึ้นเพื่อให้ผ่านพ้นจุดเกิดเหตุนี้ไวๆ
จุดหมายปลายทางที่แท้จริงไม่ใช่สถานที่ซากปรักหักพังแห่งนี้แต่เป็นอีกจุดหนึ่งที่ไม่ได้ระบุเอาไว้ในแผนที่ที่ปรากฏในโทรศัพท์ แต่มันถูกวาดเส้นทางด้วยปากกาจากมือของปู่ที่ล่วงลับไปแล้ว
"ตั้งใจวาดเหลือเกินนะปู่"
ราชันย์อดพูดจาเหน็บแนมปู่ไม่ได้เมื่อแผนที่ที่ปู่วาดนั้นดูละเอียดเสียเหลือเกินและไม่น่าเชื่อว่าพื้นที่คฤหาสน์หลังนี้จะใหญ่โตจนเขาสามารถขับรถเข้ามาได้อีกหลายกิโลเมตร จวบจนรถสปอร์ตจอดสนิทตรงบริเวณลานกว้างที่รอบๆ รายล้อมด้วยต้นไม้หนาทึบและมันไม่มีเส้นทางให้เขาขับรถได้อีก
"ไม่เห็นมีอะไรเลย ปู่ล้อเล่นอะไรเนี่ย!"
ราชันย์สบถอย่างหัวเสียถึงคนที่จากไปแล้วพร้อมกับก้มมองดูกระดาษที่เป็นแผนที่ที่ปู่วาดอีกครั้งก่อนจะหรี่ตามองดูอักษรที่เขียนกำกับเอาไว้ ซึ่งเขาเพิ่งเห็นมัน...
"เดินตรงไปยังกลางลานและหันหน้าไปทางทิศเหนือ"
ราชันย์ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าปู่กำลังจะให้เขาทำอะไร แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยอมเดินลงจากรถและเดินไปยังกลางลานกว้างตามที่ปู่เขียนระบุ
"แล้วทิศเหนือมันอยู่ทางไหนวะ? "
เขาหันซ้ายหันขวามองหาทางทิศทางก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าโทรศัพท์มันมีเข็มทิศบอกทางและเมื่อได้ทิศทางแล้วก็ก้มมองอ่านข้อความในกระดาษที่ถือติดมือมาอีกครั้ง
"เดินตรงไปสามก้าวและกระทืบเท้าสามครั้ง"
ดวงตาคมกลิ้งกลอกมองบนอย่างเหนื่อยหน่ายเมื่อคิดว่ายังเป็นการกลั่นแกล้งจากปู่ แต่ถึงอย่างนั้นสองเท้าก็เดินสามก้าวตามที่เขียนเอาไว้และกระทืบเท้าสามครั้ง ซึ่งเสียงที่กระทบกลับมานั้นทำให้เขาชะงักนิ่งไปเพียงนิดเมื่อรับรู้ได้ถึงความผิดปกติของเสียงที่เกิดขึ้น
มันไม่ใช่เสียงกระทืบพื้นปูนซีเมนต์ทั่วไป แต่มันคือเสียงสะท้อนกลับของเหล็กและมันดังเฉพาะจุดที่เขายืนเท่านั้น
ใต้เท้าของเขามีอะไรบางอย่างผิดปกติ...
และความจริงแล้วมันไม่ปกติตั้งแต่ที่รู้ว่าเขาต้องมารับตัวภรรยาในนามที่สถานที่แห่งนี้...
ราชันย์นั่งคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้น ไฟจากหน้ารถที่สาดส่องมาทำให้เขามองเห็นว่าพื้นที่เขาเคยยืนอยู่นั้นเต็มไปด้วยใบไม้และเศษดิน แต่ก็สังเกตเห็นได้ว่าใต้สิ่งเหล่านั้นคือแผ่นเหล็กสี่เหลี่ยมขนาดราวๆ หนึ่งเมตรคูณหนึ่งเมตร
มันราบเรียบไปกับพื้นดินและหากไม่สังเกตดีๆ ก็คงมองไม่เห็นว่ามันคือประตูลับเพราะมองเผินๆ ก็ไม่ต่างจากฝ่าท่อน้ำทั่วไป
ก้อนเนื้อใต้อกข้างซ้ายเริ่มเต้นแรงผิดจังหวะในตอนที่เขาตัดสินใจไขกุญแจที่ปู่ฝากทนายไว้ให้กับเขานั้น ในใจยังคาดหวังว่าเปิดแผ่นเหล็กนั้นออกแล้วอาจจะพบเจอกับกองทองเหลืองอร่ามและเรื่องที่จดทะเบียนสมรสนั้นก็เป็นเพียงแค่เรื่องล้อเล่น ทว่านั่นเป็นเพียงความคาดหวังลมๆ แล้งๆ ของเขาเท่านั้น
กริ๊ก!
เสียงกลไกของกุญแจที่ถูกไขดังขึ้น ประตูเหล็กก็ถูกเปิดพร้อมกับไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือที่ถูกส่องลงไปยังเบื้องล่างก่อนจะเห็นว่ามันคือขั้นบันไดทอดลงไปสู่ชั้นใต้ดิน
ราชันย์ไม่ลังเลที่จะก้าวเดินลงไปตามทาง ยิ่งลงไปลึกมากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งได้กลิ่นไม่พึงประสงค์มากเท่านั้นจนทนไม่ไหวที่จะต้องยกมือขึ้นปิดจมูกเพราะกลิ่นเหม็นรุนแรงจนเขาอยากจะอาเจียนออกมา
ราชันย์สาดส่องแสงแฟลชจากโทรศัพท์ไปทั่วบริเวณก่อนจะผงะตกใจกับอะไรบางสิ่งที่พุ่งเข้าใส่เขาอย่างไม่ทันตั้งตัว
งับ!!!
"อ๊ากกกก!!! "
บริเวณต้นแขนที่ถูกกัดอย่างแรงทำให้เขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดก่อนจะหันไปเห็นว่าสิ่งที่กัดเขาไม่ใช่สัตว์หรือตัวแปลกประหลาด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังทำให้เขาตกใจเพราะคนที่กัดเขาแทบจะเรียกว่าไม่ใช่คนด้วยซ้ำ!
"เชี่ย! ตัวอะไรวะเนี่ย!"
คมเขี้ยวที่กัดต้นแขนยังแรงดีไม่มีแผ่ว แต่ก็ไม่ได้สร้างความบาดเจ็บให้ราชันย์มากนักเพราะต้นแขนเขาอัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ
ระยะที่อยู่ใกล้กันมากทำให้เขาเห็นว่าอีกฝ่ายมีใบหน้าที่สกปรกมอมแมมและเส้นผมยาวๆ ของเธอก็ยังยุ่งเหยิงมากด้วย!
ดวงตาที่มองมาเต็มไปด้วยความแข็งกร้าวแต่ก็แฝงไปด้วยความตื่นตระหนกหวาดกลัวเช่นกัน
ด้วยสัญชาตญาณเรียนป้องกันตัวมาตั้งแต่เด็กทำให้ราชันย์ไม่ลังเลที่จะฟาดสันมือลงบนต้นคอของเธอคนนั้นที่หมดสติทันทีก่อนจะปล่อยคมเขี้ยวจากท่อนแขนของเขาพร้อมกับร่างของเธอที่รูดไหลลงไปนอนกองกับพื้น
ราชันย์ก้มมองต้นแขนตัวเองที่ยังมีคราบน้ำลายของเธอติดอยู่บนเสื้อก่อนจะเบ้หน้าอย่างรังเกียจและไม่คิดจะใช้มือเช็ดมันให้เปื้อนมากกว่าเดิม
"นี่เหรอวะเมียกู? สกปรกโสโครกสิ้นดี"
ราชันย์เบะปากใส่คนที่หมดสติก่อนจถนั่งลงยองๆ เพื่อมองดูใบหน้ามอมแมมสกปรกของหญิงสาวที่ไม่ได้สติ
ดวงตาคมกวาดมองสำรวจร่างกายผ่ายผอมของเธอที่สวมใส่เพียงเสื้อยืดตัวเดียวที่มีสภาพขาดรุ่งริ่งจนแทบจะปกปิดอะไรไม่ได้และมันก็ทำให้เขาเพิ่งรู้ว่านอกจากเสื้อตัวนี้แล้วเธอก็ไม่ได้ใส่อะไรอีก
ราชันย์ละสายตาจากคนที่นอนหมดสติก่อนจะสำรวจดูรอบๆ กายที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรเลย
ภายในห้องชั้นใต้ดินมีเพียงแค่ชักโครกและถังน้ำเล็กๆ อยู่แค่ใบเดียว ถัดไปไม่ไกลมีจานข้าวอยู่แต่กลับไร้อาหาร เห็นได้ชัดว่าสภาพความเป็นอยู่ของหญิงสาวที่ชื่อมะลินั้นไม่ได้เหมือนคนปกติทั่วไปและไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไรเธอถึงต้องอยู่ในสถานที่แห่งนี้
ราชันย์ยอมรับว่าเขารับไม่ได้กับสิ่งที่มะลิเป็น เขารังเกียจเธอที่สกปรกมอมแมมเช่นนี้ แต่เพราะคำว่ามรดกหมื่นล้านจึงทำให้เขาไม่มีทางเลือกนอกจากแบก ‘ตัวสกปรก’ อย่างเธอที่หมดสติออกจากสถานที่แห่งนี้และกลับไปด้วยกัน
=================
#คำก็รังเกียจ สองคำก็รังเกียจ แกก็ให้น้องได้อาบน้ำก่อนไหมล่ะ! โธ่เอ้ย~ แล้วอย่ามารักยัยหนูมะยิทีหลังก็แล้วกัน!