@ไคเลอร์
ตอนเช้าเพนท์เฮาส์เจคอปชั้น45
ครืด… ครืด…
เสียงมือถือบนหัวเตียงสั่นไม่หยุดตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี มือหนาของไคเลอร์ควานหาเครื่องสื่อสารตามความเคยชิน ก่อนจะหยิบขึ้นมาดูทั้งที่ยังหลับตาครึ่งหนึ่ง
ร่างสูงพลิกตัวเล็กน้อย เส้นผมสีเข้มยุ่งจากการนอน แต่กลับทำให้ใบหน้าคมดูดิบและน่ามองยิ่งกว่าเดิม ดวงตาคมค่อยๆ เปิดขึ้นเมื่อเห็นข้อความสั้นๆบนหน้าจอ
เจ้านาย:เตรียมตัวไปคฤหาสน์ตระกูลคาร์เนอร์ใน 20 นาที
ไคเลอร์ : รับทราบครับนาย
เขาตอบกลับเจ้านายทันที ก่อนยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว กล้ามเนื้อช่วงไหล่และแผ่นหลังขยับตามแรงเคลื่อนไหว แสงยามเช้าอ่อนๆจากกระจกบานใหญ่ ส่องเข้ามากระทบใบหน้าคมเข้มของเขาอย่างพอดี เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาคมคายสไตล์ลูกครึ่งไทย-อิตาลี ที่มีเชื้อสายมาตั้งแต่รุ่นปู่
“สกาย… ตื่นได้แล้ว”
เสียงทุ้มเรียบเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่จริงจังพอให้คนที่นอนอยู่อีกเตียงขยับตัวทันที
“อะไรว่ะ ภาระกิจด่วนเหรอ ”
สกายถามเสียงงัวเงียเหมือนคนที่ยังนอนไม่เต็มตื่น เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็ดึก นี่ก็พึ่งจะ6โมงเอง
เป็นบอดี้การ์ดมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลย
“รีบลุกเถอะ นายใหญ่เรียกพบน่าจะมีเรื่องด่วน”
เขาตอบสกาย พร้อมยกมือเสยผมลวกๆ ก่อนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินไปเปิดม่านให้แสงเข้ามาเต็มห้อง บรรยากาศภายในเผยให้เห็นว่าที่นี่ไม่ใช่ห้องนอนธรรมดา แต่เป็นพื้นที่สำหรับบอดี้การ์ดที่ต้องพร้อมทำงานตลอดเวลา
ห้องถูกแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน
ฝั่งหนึ่งเป็นโซนพักผ่อน เตียงเดี่ยวสองเตียงวางห่างกันพอดี มีเพียงโต๊ะเล็กกับตู้เสื้อผ้าเรียบๆ ไม่มีของตกแต่งฟุ่มเฟือย ทุกอย่างเน้นใช้งานจริง
อีกฝั่งเป็นโซนปฏิบัติการ โต๊ะยาววางจอมอนิเตอร์เรียงกันหลายจอ เชื่อมต่อกล้องวงจรปิดและระบบรักษาความปลอดภัย ตู้เก็บอุปกรณ์ตั้งอยู่มุมห้องอย่างเป็นระเบียบ และมีประตูบานหนึ่งที่เชื่อมตรงไปยังห้องของเจ้านาย เพื่อให้เข้าถึงได้ทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน
“นายครับ รถพร้อมแล้ว ”
ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที เขากับสกายก็อยู่ในชุดพร้อมปฏิการ หน้าที่หลักคือการคุ้มกัน และปกป้องเจ้านายด้วยชีวิต
“อืม…”
เจ้านายตอบรับสั้นๆ วางแก้วกาแฟในมือลง
ก่อนยันตัวลุกขึ้นเต็มความสูง แล้วเดินนำออกไป
ไม่นาน รถคันหรูก็แล่นออกจากเพนท์เฮาส์ มุ่งหน้ากลับคฤหาสน์ตระกูลคาร์เนอร์ เขาต้องคอยมองหน้ามองหลัง ระวังภัยให้เจ้านายตลอดเวลา อาวุธที่อยู่ในมือเตรียมพร้อมลั่นไก หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด
คฤหาสน์ตระกูลคาร์เนอร์เวลาต่อมา
“เชิญครับนาย ”
สกายรีบเดินลงรถและรีบเปิดประตูให้เจ้านายด้วยความคล่องตัว
เจคอปเดินมุ่งหน้าเข้าไปในคฤหาสน์ โดยมีเขากับสกายเดินตามติดๆ เหล่าบอดี้การ์ดก้มหัวเล็กน้อยทำความเคารพอย่างรู้หน้าที่
“เฮีย!…มาเหมือนกันเหรอ”
พอเจ้านายเดินพ้นไป เขาก็ได้ยินเสียงทักทายจากบอดี้การ์ดรุ่นน้องอย่างฟีลิกซ์ ลูกชายของอาเฟย บอดี้การ์ดที่ไม่เหมือนบอดี้การ์ดซักเท่าไหร่ของเจได น้องชายของเจคอปอีกที ลูกชายคนที่สองของนายใหญ่โจเซฟ
“อืม…นายเจไดก็มาเหรอ ”
เขาถามกลับเสียงเบา แต่ยังเดินตามเจ้านายไม่หยุด แต่เว้นระยะห่างกว่าเดิมเล็กน้อย เพราะเข้าเขตปลอดภัยแล้ว
“มาดิเฮีย ไอ้พวกการ์ดชุดเมื่อคืนสร้างเรื่อง นายโจเซฟโมโหมาก โทรเรียกนายเจไดแต้เช้า
ผมพึ่งได้นอน2ชั่วโมง นี่ยังง่วงอยู่เลย”
ฟิลิกซ์เดินตามเขากับสกายมา พร้อมรีบรายงานเหตุการณ์ที่รู้มาด้วยสีหน้าจริงจัง (ความจริงอยากโม้กับเฮีย)
“แล้วสรุปมันเรื่องอะไร เอาเนื้อๆไม่เอาน้ำ ”
สกายถามต่อ อยากรู้เรื่องเต็มแก่ แต่ฟิลิกซ์ก็เอาแต่พูดอ้อมโลก
“ยังไม่รู้อะดิเฮียกาย ”
ฟิลิกซ์ตอบหน้าใสซื่อ จนไคเลอร์กับสกายส่ายหัวไปมา และรีบเดินตามเจ้านายมายังห้องประชุมลับ
ครืด~เสียงประตูเปิดออก
“เชิญครับนาย”
บอดี้การ์ที่เฝ้าหน้าห้องรีบเปิดประตูทันที เมื่อเจ้านายอีกคนมาถึง
ด้านใน บอดี้การ์ดหลายนายยืนเรียงกันอยู่ก่อนแล้ว ทุกคนก้มหน้าเงียบ บางคนหน้าซีดเหมือนนอนไม่พอ บางคนมีเหงื่อซึมเล็กน้อยจนดูออกว่าไม่สบายใจ
กลางห้อง มาเฟียใหญ่เจ้าของคฤหาสน์แห่งนี้ ยืนหน้าเคร่งขรึม เหมือนกำลังสอบสวนผู้กระทำผิด
ข้างกายซ้ายคือเทย์เลอร์ หัวหน้าบอดี้การ์ด
ขวาคืออาเฟย รองหัวหน้า และยังมีเจไดลูกชายคนที่สอง ยืนล้วงกระเป๋าข้างๆผู้เป็นพ่อด้วยท่าทีเรียบเฉย
“เกิดอะไรขึ้นครับ”
เจคอปเอ่ยถามทันทีที่เดินเข้ามาถึง
บรรยากาศเงียบลงเล็กน้อย ก่อนที่มาเฟียใหญ่จะหันกลับมา มองลูกชายแล้วกวาดสายตาไปทั่วห้อง
เหมือนกำลังชั่งใจว่าจะเริ่มพูดจากตรงไหนดี
“เมื่อคืนจัสมินไปเที่ยวบาโฮสต์ บอดี้การ์ดนับสิบห้ามไม่อยู่ ตามหาไม่เจอ จนตีสองถึงกลับมาเองด้วยสภาพที่เมาแอ๋”
นายใหญ่โจเซฟเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักใจ สายตาคมกวาดมองบอดี้การ์ดทีมเมื่อคืนอย่างคาดโทษ บรรยากาศภายในห้องเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าเถียงแม้แต่คำเดียว เพราะทุกอย่างที่พูดมาล้วนเป็นความจริง และก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก…ในเมื่อคุณหนูสาม หรือคุณหนูจัสมิน ขึ้นชื่อเรื่องความดื้อจนไม่มีบอดี้การ์ดคนไหนอยากรับหน้าที่ดูแล
“ผู้หญิงตัวเล็กๆคนเดียวยังดูแลไม่ได้ แล้วฉันควรไว้ใจให้พวกนายมาอารักขามั้ย”
ทันทีที่นายเจคอปรับรู้เรื่องราวทั้งหมด ความโมโหก็ปะทุขึ้น เขาด่ากราดบอดี้การ์ดทีมเมื่อคืนเสียงดังลั่น ทำให้บรรยากาศยิ่งตึงเครียดกว่าเดิม
“ขอโทษครับนาย พวกผมผิดไปแล้ว เมื่อคืนบอดี้การ์ดสองนายพยายามห้ามและขวางคุณหนูเอาไว้แล้ว แต่คุณหนูอาศัยจังหวะทีเผลอ ขับรถชิ่งหนีไป คนของเราเร่งตามแล้วครับ แต่คุณหนูขับเร็วมาก เครื่องติดตามที่เราติดไว้ที่รถคุณหนู จับสัญญาณไม่ได้ คาดว่าคุณหนูน่าจะรู้ตัวและทำการถอดออก”
หนึ่งในบอดี้การ์ดรีบอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พยายามชี้แจงทุกอย่างอย่างละเอียดที่สุด
“ไม่ได้เรื่อง ถ้าจัสมินเป็นอะไรขึ้นมา พวกนายมีปัญญารับผิดชอบกันมั้ย”
เจคอปตำหนิบอดี้การ์ดทีมเมื่อคืนอย่างไม่ไว้หน้า น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่พอใจที่ทีมงาน ทำหน้าที่ได้อย่างไร้ประสิทธิภาพ แค่ผู้หญิงคนเดียวก็ยังดูแลไม่ได้
“เทย์เลอร์”
“ครับนายน้อย”
ทันทีที่เจคอปเรียก เทย์เลอร์ก็รีบรับคำสั่งทันที
“ย้ายทีมอินทรีแดงยกชุดไปดูแลคาสิโน แล้วให้ทีมมังกรพ่นไฟมาประจำการแทน”
ทีมมังกรพ่นไฟคือทีมที่ดูแลคาสิโนอยู่ในตอนนี้ ดูเหมือนเจ้านายจะต้องการสลับหน้าที่เพื่อปรับระบบรักษาความปลอดภัยใหม่ และยังถือว่าโชคดีที่ไม่ได้มีบทลงโทษรุนแรงไปมากกว่านี้
“รับทราบครับนายน้อย”
“และห้ามใครพูดถึงเรื่องจัสมินไปเที่ยวบาร์โฮสต์เด็ดขาด เข้าใจไหม! ”
“รับทราบครับ!”
หลังจากรับคำสั่ง เทย์เลอร์ก็รีบปฏิบัติตามทันที แต่ถึงอย่างนั้น นายใหญ่โจเซฟก็ยังคงนั่งนิ่ง สีหน้าเคร่งเครียดราวกับว่ายังไม่มีอะไรคลี่คลายลงเลยแม้แต่น้อย
“ป๊าครับ น้องไม่ได้เป็นอะไร จัสมินเองก็เก่งพอตัว ผมว่าป๊าอย่าคิดมากเลย”
เจคอปเอ่ยขึ้นเบาๆ พยายามลดความกังวลของผู้เป็นพ่อ
“นั่นนะสิครับป๊า นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกอะไร ผมว่าป๊าอย่าคิดมากเลยครับ”
เจไดพูดเสริมขึ้น เห็นด้วยกับพี่ชายอย่างชัดเจน
“จะไม่ให้ป๊าหนักใจได้ยังไง ป๊ามีลูกผู้หญิงแค่คนเดียว ยิ่งตอนนี้คู่แข่งทางการค้าของเรามีอยู่รอบด้าน ถ้าพวกมันคิดจะเล่นสกปรกขึ้นมา
ป๊ากลัวว่าจัสมินจะกลายเป็นเป้า”
โจเซฟยังคงแสดงความกังวลอย่างชัดเจน ก่อนสายตาจะมองเลยนายเจคอป มาที่เขากับสกาย แล้วหยุดนิ่งอยู่แบบนั้น ราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่างในใจ