5สมคำร่ำลือ

1311 Words
ห้าว… ตึก…ตึก…ตึก… เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นดังเป็นจังหวะ มาจากบันไดชั้นบนของฤหาสน์ ในเวลาเกือบบ่ายสองเต็มที ร่างบางในชุดเดรสสายเดี่ยวสั้นสีดำแนบเนื้อ มีสูทสีเดียวกันคลุมไหล่อย่างไม่ตั้งใจ มือหนึ่งถือกระเป๋าแบรนด์ดัง ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเจ้าตัวกำลังจะออกไปข้างนอกแน่นอน “นี่ลูกจะออกไปไหนอีกแล้ว” อลิชาถามทันทีที่เห็นลูกสาวเดินลงมา น้ำเสียงทั้งเป็นห่วงทั้งร้อนใจ กลัวว่าสามีจะโมโหขึ้นมาอีก “ไปทำเล็บค่ะ นัดช่างไว้แล้ว” จัสมินตอบหน้าตาเฉย เดินตรงเข้ามาในห้องรับแขก ก่อนหยิบผลไม้บนโต๊ะขึ้นมากินอย่างสบายอารมณ์ ราวกับเรื่องที่ก่อไว้เมื่อคืนเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน “นี่ลูกไม่คิดจะพูดหรืออธิบายอะไรหน่อยเหรอ” เสียงทุ้มเรียบของโจเซฟดังขึ้น หลังจากนั่งเงียบอยู่นาน จนอลิชาที่นั่งข้างๆ ต้องรีบลูบแขนสามีเบาๆเป็นเชิงเตือนให้ใจเย็น “อธิบายอะไรคะป๊า” เธอเงยหน้าขึ้นถาม ทำสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ได้แนบเนียน จนผู้เป็นพ่อต้องถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย “ก็เรื่องที่ลูกไปเที่ยวบาร์โฮสต์ แล้วโอนเงินจ้างเด็กตั้งสองล้านนั่นไง ลูกคิดว่าเงินสองล้านเป็นใบไม้หรือยังไง ถึงได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแบบไม่มีประโยชน์ขนาดนั้น” โจเซฟพูดเสียงจริงจัง พลางถอนหายใจอีกรอบ…รอบที่เท่าไหร่แล้วเขาเองก็จำไม่ได้ “โธ่…ป๊าขา…” จัสมินลากเสียงอ้อน ก่อนยิ้มหวานเจ้าเล่ห์ “ปกติจัสก็ไม่ได้จ่ายแพงขนาดนั้นหรอกค่ะ แต่เมื่อคืนมันเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี จัสยอมไม่ได้จริง ๆ เพราะต้องประมูลแข่งกับยัยมาเบล คู่ปรับตลอดกาลของจัสไงคะ อย่าดุลูกเลยนะคะป๊า…” พูดจบ เธอก็เดินไปนั่งเบียดข้างผู้เป็นพ่อ ซบแก้มนุ่มลงกับแขนแข็งแรงอย่างออดอ้อน มือเล็กเขย่าเบาๆ คล้ายลูกแมวกำลังง้อเจ้าของ “ไม่รู้แหละ ป๊าจะตัดวงเงินในบัตร เหลือเดือนละห้าแสนพอ” คำตอบเรียบเฉียบทำให้จัสมินชะงักทันที “ไม่ได้นะคะป๊า!! จากห้าล้านเหลือห้าแสน แล้วจัสจะเอาอะไรใช้คะ” เธอเงยหน้าขึ้นมองตาละห้อย ในแววตาไม่มีสำนึกเลยซักนิด “ก็ใช้เท่าที่มีนั่นแหละ จนกว่าลูกจะทำตัวดี ป๊าถึงจะให้เท่าเดิม” โจเซฟพูดเสียงแข็ง ตั้งใจไม่มองหน้าลูกสาวนานเกินไป เพราะรู้ดีว่าตัวเองแพ้ลูกคนนี้ที่สุด กลัวใจอ่อน “ม๊า…ช่วยพูดกับป๊าให้หน่อย ห้าแสนไม่พอหรอกนะคะ” เมื่ออ้อนพ่อไม่สำเร็จ เธอก็หันไปอ้อนแม่แทนทันที อลิชาส่ายหน้าเบาๆ “ม๊าก็ช่วยไม่ได้หรอกนะลูก ทำตัวไม่ดีเอง ม๊าเตือนไปหลายครั้งแล้ว ถ้าอยากได้เงินก็ไปทำงาน บิวตี้พิ้งกำลังขาดผู้บริหาร เฮียๆก็วิ่งทำงานกันวุ่น แต่ละคนงานล้นมือหมดแล้ว แต่ลูกยังเอาแต่กินกับเที่ยวไปวันๆ แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน” คำพูดตรงไปตรงมาของผู้เป็นแม่ ทำให้จัสมินหน้ามุ่ยทันที จากวงเงินเดือนละห้าล้านเหลือห้าแสน น้ำตาแทบจะไหลออกมา “งั้นจัสไปขอเฮียเจคอปกับเฮียเจไดก็ได้ ไม่ง้อป๊าหรอก” เธอสะบัดหน้าเล็กน้อย พยายามทำเสียงแข็งอย่างเอาแต่ใจ “เฮียเจไดกับเฮียเจคอปรู้เรื่องหมดแล้ว ไม่มีใครช่วยลูกหรอก” โจเซฟพูดเรียบๆ แต่น้ำเสียงบอกได้ชัดว่าครั้งนี้เอาจริง “ต่อไปนี้ ถ้าอยากได้เงินเพิ่ม ก็ต้องทำงานแลกเอง” คำประกาศนั้นทำให้บรรยากาศในห้องรับแขกเงียบลงทันที จัสมินชักสีหน้าไม่พอใจ รีบยันตัวลุกขึ้นทันที โดยไม่ทันได้สังเกตว่ามีสายตาคมดุคู่หนึ่ง กำลังจับจ้องการเคลื่อนไหวของเธอทุกฝีก้าว “เอารถออก!” จัสมินสั่งเสียงแข็ง แววตาฉายความหงุดหงิดชัดเจน ร่างบางยืนกอดอกแน่น สีหน้าบอกบุญไม่รับ จนเหล่าบอดี้การ์ดและคนขับรถไม่กล้าสบตา เพราะรู้ว่าเวลาคุณหนูอาละวาดมันน่ากลัวขนาดไหน “เอ่อ…คุณหนูครับ คือว่า…” คนขับรถอึกอัก น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย ราวกับกลัวจะพูดอะไรผิดแล้วโดนเหวี่ยงใส่ “คืออะไรก็พูดมาสิ!” เธอเร่งเสียงอย่างไม่พอใจ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตอบ รถหรูของเธอ ก็มีคนขับเข้ามาจอดตัดหน้าทันที เอี๊ยด…!!! เสียงเบรกดังลั่น ก่อนรถจะหยุดนิ่งสนิทตรงหน้า คุณหนูจัสมินโมโหจนแทบควันออกหู “ใครกล้าขับรถฉัน!” ปัง! ปัง! ปัง! มือเล็กทุบกระจกฝั่งคนขับอย่างไม่ยั้ง อารมณ์เดือดพล่านเต็มที่ บานกระจกสีดำค่อยๆ เลื่อนลงอย่างเชื่องช้า ราวกับคนขับไม่รู้สึกร้อนรนอะไรเลย ร่างสูงใหญ่ในชุดบอดี้การ์ด นั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัย แว่นกันแดดสีดำบดบังสายตา สีหน้าสงบเย็นผิดกับคนด้านนอกโดยสิ้นเชิง “นี่มันอะไรกัน ไคเลอร์! ใครอนุญาตให้นายมายุ่งกับลูกรักของฉันห๊ะ!” เธอรู้จักเขาดี ไคเลอร์คือมือขวาของพี่ชายเธอเอง แต่เขาไม่ควรจะมาอยู่ตรงนี้ ในรถของเธอ ไคเลอร์หันมองเธอช้าๆ ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมได้รับคำสั่งจากนายใหญ่ ให้เป็นผู้ติดตามและดูแลความปลอดภัยของคุณหนูสาม หากคุณหนูดื้อ นายสั่งให้ผมจัดการตามสมควร… เชิญขึ้นรถครับ” เขาแนะนำตัวและแจ้งหน้าที่ใหม่แก่เธอให้กระจ่าง จัสมินถึงกับเหวอ ก่อนจะเบะปากอย่างไม่พอใจ “ป๊าคิดจะทำอะไรของเขา… นอกจากจะลดเงินเดือนฉันแล้ว ยังส่งยมทูตหน้าตายมาเฝ้าอีก จะบีบกันไปถึงไหน ฮึ่ย!” จัสมินยืนกอดอกไม่ยอมขึ้นรถ ถ้าเธอไม่เต็มใจ หน้าไหนก็บังคับไม่ได้ “ขึ้นรถครับ” เขาสั่งเสียงเข้ม “ไม่!!” เธอปฏิเสธเสียงแข็งพร้อมเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ‘ยัยตัวแสบนี่หัวแข็งสมคำร่ำลือจริงๆ ’ ไคเลอร์คิดในใจ ก่อนหาวิธีปราบยัยขี้วีนนี่ “แน่ใจนะว่าจะไม่ขึ้น ” “ยิ่งกว่าแน่อีก ” เธอตอบกลับทันควัน กลัวเขาที่ไหนกัน “ได้…ถ้าไม่ไปผมก็จะเอารถไปเก็บ แต่คุณจัสมินก็อย่าได้หวัง ว่าจะได้ออกไปไหนเหมือนกัน” ไคเลอร์ไม่พูดเปล่า แต่ถอยรถเตรียมเอาเก็บที่เดิม “เฮ้ๆๆๆ ก็ได้!!ก็ได้!!ไปก็ไป!!” แต่พอเห็นเขากล้าทำอย่างที่พูดจริงๆ เธอก็รีบเรียกเอาไว้ ‘เอาวะ ดีกว่าไม่ได้ไป ยังไงก็นัดช่างเอาไว้แล้ว ค่ำๆยังมีนัดเลี้ยงข้าวโฮสต์คนเมื่อคืนอีก’ “หึ..” ไคเลอร์หัวเราะหึในลำคอ ในที่สุดคุณหนูจัสมินก็ยอม ‘นึกว่าจะแน่ซักแค่ไหน’ “แล้วนายจะนั่งนิ่งทำไมละ ลงมาเปิดประตูให้ฉันสิ ” ไคเลอร์มองหน้าคุณหนูนิ่ง ก่อนถามกวนๆ “มือคุณจัสมินเจ็บรึเปล่าครับ ” จัสมินยกมือตัวเองขึ้นดูแล้วพลิกหน้าพลิกหลัง “ไม่ได้เจ็บ ถามทำไม ” “ก็ไม่ได้เจ็บหนิ แล้วทำไมจะเปิดประตูเองไม่ได้ ” จัสมินอ้าปากหวอแทบปรี๊ดแตก “ไอ้ๆๆๆ/ไอ้อะไร ถ้าพูดไม่เข้าหูก็ไม่ต้องไป ” เขารีบพูดตัดบท จนจัสมินพูดอะไรไม่ออก รีบเดินกระทืบเท้าไปฝั่งคนนั่งทันที
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD